รศ.ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ : ทางออกของเศรษฐกิจที่จ่อวิกฤต
ผมไม่ได้เขียนบทความมาหลายเดือน เนื่องด้วยเหตุผลทางการเมืองหลายประการ แต่เมื่อความจริงเริ่มกลับมาปรากฎชัดเจนขึ้นแล้ว ผมก็ยินดีกลับมาเผยแพร่ความคิดเห็นทางด้านนโยบายเศรษฐกิจเหมือนเดิมครับ ต้องยอมรับนะครับว่า สถานการณ์บ้านเรา เราสามารถเรียกได้ว่าเศรษฐกิจจ่อวิกฤต โดยปกติแล้วเศรษฐกิจเข้าขั้นวิกฤต เราดูที่อะไรบ้าง หนึ่ง การเจริญเติบโตติดลบ สอง รัฐบาลไม่สามารถเก็บรายได้ให้เพียงพอกับรายจ่าย หรือดุลงบประมาณติดลบมาก สาม ประสบกับภาวะเงินไหลออกรุนแรง กล่าวคือดุลการชำระเงินติดลบมาก สี่ การค้าต่างประเทศประสบกับภาวะขาดดุลมาก คือดุลการค้าติดลบมาก ห้า หนี้สาธารณะสูงมากจนทำให้รัฐบาลไม่สามารถตั้งงบประมาณสมดุลหรือเกินดุลได้เลย ถ้าประเทศมีภาวะห้าข้อนี้ทั้งหมด เราบอกได้เลยว่าประเทศกำลังประสบกับภาวะวิกฤต
แต่ในขณะนี้เรากำลังเข้าเงื่อนไขสามในห้าข้อ คือเศรษฐกิจเรากำลังจะติดลบ หรืออาจจะติดลบแล้วในไตรมาสปัจจุบันนี้ งบประมาณของเราต้องขาดดุลที่ระดับเรียกว่าเกือบสูงสุดที่กฎหมายอนุญาต และเรามีหนี้สาธารณะสูงจนทำให้งบลงทุนเราจะต้องลดลงเรื่อยๆ เพื่อให้เราขาดดุลงบประมาณไม่เกินเพดานที่กฎหมายอนุญาต แต่ที่เรายังไม่เข้าเงื่อนไขอีกสองข้อ ก็เนื่องด้วยภาคเอกชนของเรายังคงมีความแข็งแกร่งพอสมควร ที่ทำให้เราสามารถส่งออกได้เติบโตมาโดยตลอด จนทำให้ได้ดุลการค้าสูง นำมาสู่ดุลการชำระเงินที่เป็นบวกตลอด ทำให้เราไม่มีปัญหาในเรื่องเสถียรภาพเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เราจึงยังไม่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แต่เมื่อไหร่ที่เราเริ่มจะขาดดุลการค้าเมื่อไหร่ เราจะมีแนวโน้มเกิดวิกฤตเศรษฐกิจได้ทันที
ผมต้องการชี้ว่า ฐานะการคลังเราพังไปแล้ว เราเหลือพลังของภาคเอกชน ซึ่งถ้าเกิดปัญหาเมื่อไหร่ เราเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทันทีแน่นอน และในภาวะที่น้ำมันแพง อันเป็นองค์ประกอบของการทำให้ภาคเอกชนหรือภาคการส่งออกของเรามีขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงอย่างมาก เราจำเป็นอย่างยิ่งต้องประคับประคองให้ภาคนี้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด มิเช่นนั้นแล้ว เราจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจแน่นอน ที่เราเรียกว่าเกิด Tripple Deficits คือ การเจริญเติบโตที่ติดลบ การขาดดุลงบประมาณ และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แต่ตอนนี้เราอาจจะกำลังมีการขาดดุลอยู่สองอย่างแรก ต้องรอดูว่าไตรมาสสองการเจริญเติบโตเป็นอย่างไร
หากรัฐบาลต้องการรับมือกับปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างตรงไปตรงมา จึงควรเน้นการแก้ปัญหาเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนไทย หรือ ขีดความสามารถในการส่งออก ซึ่งมักเป็นเรื่องเดียวกัน ปัญหาเรื่องของการสู้กับคู่แข่งต่างประเทศไม่ได้ ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนบ้านทั้งนั้น มันก็จะเป็นเรื่องของค่าแรง ต้นทุนวัตถุดิบ การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุน ขีดความสามารถของแรงงาน ความพอเพียงของแรงงาน ต้นทุนภาษีต่างๆ และอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงการปรับโครงสร้างการผลิตเน้นมูลค่าเพิ่มสูง ทำให้ทนต่อแรงกระแทกจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ได้มาก แต่ที่ผ่านมาเกือบทุกรัฐบาล รวมถึงรัฐบาลนี้ด้วย กลับให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ภาคการบริโภค แทนที่จะเป็นภาคการผลิต ทั้งๆที่มีผลการศึกษาออกมามากมายในต่างประเทศ และรวมถึงของตัวผมเองที่กำลังเขียนงานวิจัยส่วนตัวที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรในเรื่องนี้ด้วย ว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบแจกเงิน แทบจะไม่มีประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจในภาพใหญ่เลย ถ้ามีก็เป็นเรื่องการบรรเทาผลกระทบมากกว่า เพราะปัญหาจริงๆคือการกระตุ้นแบบแจกเงิน ไม่ได้ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะคนมักจะนำเงินที่ได้จากการแจกไปใช้ก่อน และเงินตัวเองที่เหลือก็จะนำไปออมหรือชำระหนี้ ซึ่งเป็นตัวติดลบในระบบเศรษฐกิจ โดยรวมเงินที่ใส่ไปในระบบไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เป็นแบบนี้ทั่วโลกครับ
ทุกรัฐบาลเลือกทำการแจกเงิน ก็เพราะหวังความนิยมทางการเมือง ลดเสียงก่นด่า แต่หารู้ไม่ว่า มันยิ่งทำให้ทรัพยากรการเงินภาครัฐที่มีอยู่น้อยอยู่แล้ว ยิ่งหายไป แทนที่จะไปช่วยที่ภาคการผลิต ที่เป็นตัวค้ำจุนระบบเศรษฐกิจ และเป็นภาคที่จ่ายภาษีให้รัฐอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แตกต่างกับภาคการบริโภคที่จ่ายภาษีให้รัฐน้อยมาก รู้หรือไม่ว่าประเทศไทย มีคนจ่ายภาษีให้รัฐเพียงแค่ประมาณร้อยละ 6 ของจำนวนประชากรทั้งหมดเท่านั้นเอง และการบริโภคของรายย่อยในประเทศก็เลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นจำนวนมากๆ แตกต่างจากภาคการผลิตที่ต้องจ่ายภาษีตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำทุกอย่าง รวมถึงภาษีรูปแบบพิเศษ อย่างภาษีสรรพสามิต
ยิ่งผมได้ไปอ่านนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา ผมก็ยิ่งเสียความรู้สึกมากว่านโยบายของรัฐบาลไม่ได้มองในเรื่องเศรษฐกิจอย่างจริงจังเลย ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ ถ้าไม่มีการพูดถึงเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเลย ก็ถือว่าไม่มีนโยบายด้านเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจไทยตอนนี้ต้องการการปรับโครงสร้างอย่างมาก โดยเฉพาะโครงสร้างรายได้ ซึ่งก็คือเรื่องการแก้ไขวิกฤตการคลัง โครงสร้างรายจ่ายซึ่งก็คือจะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร จะทำอะไรก่อนหลัง ให้ความเร่งด่วนอะไรบ้าง และโครงสร้างของคนในประเทศ ซึ่งก็คือโครงสร้างประชากร ที่กำลังประสบปัญหา แรงงานลดลง แต่คนสูงอายุมากขึ้น คือปัญหาเรื่องผลิตภาพของประเทศมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
โครงสร้างรายได้ ถือว่าวิกฤตมาก จนรัฐบาลจะต้องออกกฎหมายมาแก้ไขเรื่องเพดานหนี้สาธารณะ และตั้งงบประมาณไม่ได้ง่ายๆอีกต่อไปแล้ว เพราะถูกเพดานหนี้สาธารณะบีบ ถูกเพดานการขาดดุลบีบ ถูกงบประมาณชำระหนี้และต้นเงินบีบ ทำให้งบประมาณรายจ่ายเหลือน้อย รัฐต้องเพิ่มรายการภาษีใหม่ๆ หรือขึ้นภาษี หรือปรับโครงสร้างให้ภาษีเข้าระบบมากขึ้น ด้วยนโยบายที่ผมเคยเสนอและเป็นคนเขียนเองกับมือ คือนโยบายใบกำกับภาษีออนไลน์ นโยบายนี้ผมเป็นคนเขียนเอง ตั้งแต่ผมอยู่ที่พรรคเพื่อไทย จนมาพรรคประชาชาติ ตอนนี้อยู่ในนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา แต่ผมก็ไม่คิดว่ารัฐบาลจะเร่งทำในเรื่องนี้ ถ้าทำก็จะได้เงินเพิ่มเข้ามาหลายหมื่นล้านแน่นอนเป็นอย่างน้อย สามารถเอามาชดเชยการขาดดุลของกองทุนน้ำมันได้สบายๆ รัฐบาลถ้าไม่ขึ้นภาษีกับธุรกิจและผู้มีเงินได้ รัฐบาลก็ต้องเพิ่มรายการภาษีใหม่เข้ามา และรูปแบบที่เข้ากับสถานการณ์ตอนนี้มากที่สุด ก็คือการเรียกเก็บภาษีลาภลอย กับธุรกิจที่ได้กำไรสูง เช่น ธุรกิจพลังงานและสถาบันการเงิน หากธุรกิจพลังงาน เช่นโรงกลั่น เรียกเก็บค่าการกลั่นมาก เราก็เติมภาษีลาภลอยเข้าไป ก็จะทำให้ได้เงินเพิ่มเข้ามา เป็นหลักหลายๆหมื่นล้าน หรือเป็นแสนล้าน แน่นอน รวมๆกัน ก็จะประคองสถานการณ์น้ำมันแพงไปได้นานอยู่ แต่รัฐบาลคงไม่ทำ เพราะเขาเน้นปกป้องธุรกิจบางอย่าง
ตอนนี้ประชากรของเราลดลงปีละประมาณหนึ่งแสนคน และมีสัดส่วนผู้สูงวัยมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้เรียกว่าเริ่มเข้าภาวะอันตราย แต่อย่างเงินประกันสังคม หรือเงินสวัสดิการภาครัฐ ผมว่าเข้าขั้นวิกฤตแล้ว เพราะสัดส่วนค่ารักษาพยาบาลมันมากขึ้นเรื่อยๆ จนอนาคตเงินประกันสังคมก็อาจจะล้มละลาย ผมก็ไม่เห็นนโยบายภาครัฐก็ระบุการแก้ปัญหาพวกนี้ มันต้องทำอย่างต่อเนื่องทุกปี ที่จะต้องหยุดยั้งการตายที่มากกว่าการเกิดใหม่
แต่ปัญหาเร่งด่วนที่สุดตอนนี้ คือโครงสร้างรายจ่าย ที่เดินผิดทางอย่างมาก เพราะไปมั่วกระตุ้นอยู่แต่ภาคการ บริโภค ไม่กระตุ้นที่ภาคการผลิตที่เป็นเสาหลักของระบบเศรษฐกิจ และจ้างงานคนมหาศาลที่เป็นรายได้หลักของภาคการบริโภค รัฐบาลเคยได้ไปดูใหม่ว่า สหรัฐกับจีน เขากระตุ้นภาคการผลิตมากกว่าภาคการบริโภคไหม โดยเฉพาะจีน ทำไมจีนเขาจึงช่วยผู้ประกอบการ เข้าไปอุดหนุนด้านราคากับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อทำให้ GDP ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดในเวลาที่มีความผันผวนจากภาคนอก เพื่อให้ประชาชนสามารถบริโภคสินค้าและบริการในราคาเดิม หรือเพิ่มขึ้นน้อยที่สุดในภาวะน้ำมันแพง
หากรัฐบาลเลือกอุดหนุนราคากับภาคการผลิตโดยตรง รัฐบาลก็จะสามารถควบคุมราคาสินค้าได้อย่างเข้มงวด และบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเต็มที่ และวิธีการอุดหนุน ก็ควรเริ่มต้นและเน้นไปที่ สารตั้งต้นของผลิตภัณฑ์ต่างๆที่เป็นห่วงโซ่สำคัญของสาขาเศรษฐกิจต่างๆ มันก็คงมีไม่ได้มากเกินคิดได้ หากรัฐไปอุดหนุนที่สารตั้งต้น ต้นทุนทุกอย่างที่ตามมามันก็จะควบคุมได้ง่ายหน่อย ไม่ใช่ไปไล่เพิ่มเงินที่กระเป๋าผู้ซื้อ ซึ่งผู้ซื้อเขาไม่ได้จ่ายเงินเพิ่มขึ้นตามด้วย ผมยกตัวอย่างเช่น สารตั้งต้น อย่างเม็ดพลาสติก รัฐต้องไปเลือกก่อนว่าสาขาเศรษฐกิจใดที่ตั้งใจว่าจะอุดหนุน เพราะมีผลกระทบวงกว้างต่อการสร้างรายได้เข้าประเทศมาก อย่างปุ๋ยเคมี มันก็คือก๊าซธรรมชาติ ใช่ไหม แต่ประเทศไทยก็เลิกผลิตปุ๋ยเคมีเองมานานแล้วใช่ไหม ตอนนี้รัฐบาลก็ต้องไปดูทุกสารตั้งต้นที่สำคัญและเอาเงินไปทำงานตรงนี้จริงจัง เอาเงินที่ได้จากการปรับโครงสร้างรายได้ มาทำงานตรงนี้จริงจัง นี่แหละถึงจะเป็นนโยบายเศรษฐกิจ
ยิ่งผมฟังรัฐบาลแถลงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาพใหญ่ขึ้น ก็ยิ่งกังวล เพราะไม่ว่าจะแจกเงินเพิ่มมากขึ้น ไปเพิ่มเงินสวัสดิการกลุ่มผู้เปราะบาง จากคนละ 300 เป็น 400 บาท ก็เป็นเรื่องจุ๋มจิ๋ม ไปทำที่กลุ่มเปราะบางที่ไม่ได้มีกำลังอะไรเลยทางเศรษฐกิจ มันก็เป็นเรื่องการบรรเทาผลกระทบ เป็นเสมือนเงินบริจาคเงินช่วยเหลือ ไม่ใช่เรื่องการกระตุ้น ยิ่งไปฟังเรื่องเงินช่วยเหลือสาขาขนส่ง ซึ่งผมเห็นด้วยว่าควรช่วยเหลืออย่างยิ่ง แต่ควรมองทั้งระบบ แต่ปรากฎว่า ก็ช่วยเหลือในระยะเวลา 42 วัน ด้วยงบประมาณ 2060 ล้านบาท ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่จุ๋มจิ๋มมากๆ และสุดท้ายที่จำได้คือเงินกู้ Soft loan คนละครึ่ง ที่รัฐออกให้ 3 % ผู้กู้ออกเอง 3 % ผมก็ยิ่งฉงนว่า เรียกแบบนี้ว่า Soft loan ช่วยเหลือจริงๆ หรือ เพราะสมัยก่อนที่มี Soft loan มา แม้ตอนที่ผมมีส่วนในการผลักดันนโยบาย Soft loan ด้วย ผมยังจำได้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย จัด Soft loan ให้ที่อัตราดอกเบี้ยประมาณ 1 % หรือแม้กระทั่งไม่นานมานี้ ที่ช่วยเหลือกลุ่มชาวประมง ก็อยู่ไม่ถึง 2 % ตกลงคนละครึ่ง ออกเอง 3 % นี่คือช่วยแล้วใช่ไหมครับ
แต่อย่างใดก็ดี นโยบายทั้งหมด มันเป็นเรื่องแจกเงิน หรือเงินบริจาคเงินช่วยเหลือ ช่วยบางสาขาเศรษฐกิจไม่ได้มององค์รวม ไม่ได้มองเป็นระบบ และสาขาที่ช่วยก็ด้วยเม็ดเงินจุ๋มจิ๋มมาก ผมคิดว่าท่านคงรอ จะออกพระราชกำหนดกู้เงิน มากกว่ามั้งครับ เพราะยังไงก็ต้องกู้มาอุดหนุนกองทุนน้ำมัน และงบประมาณรายจ่ายที่ไม่พอเพียงแล้วแน่นอน ผมไม่อยากเห็นนโยบายเศรษฐกิจแบบปะผุ มันก็เหมือนที่สถาบันมิลเคนที่ออกมายกย่องประเทศมาเลเซียที่ว่าน่าลงทุนมากที่สุดในภูมิภาค เพราะเขามีนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการสนับสนุนภาคการผลิตที่ชัดเจน และส่งเสริมอุตสาหกรรมไฮเทค อย่างซุปเปอร์ชิป และเขาก็บอกว่าประเทศไทยเศรษฐกิจโตต่ำเตี้ยเกิน และที่สำคัญคือประเทศไทยมีการรับรู้ทางธุรกิจต่ำมาก
คำว่าการรับรู้ทางธุรกิจคืออะไร คือทำธุรกิจแล้วสามารถรับรู้ผลของการทำได้น้อย แสดงว่ารับรู้ว่าธุรกิจจะเกิดผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ไม่ได้ หรือได้ก็นาน เห็นผลช้า เขาก็มองปัญหาออกว่าภาคการผลิตของเรามีปัญหาเรื่องการแข่งขันจริงๆ แต่เราก็ยังเลือกอุดหนุนแต่ภาคการบริโภคอยู่ดี รัฐบาลเราบอกไม่รู้ฟังจริงๆ ครับ

