การปลอบประโลมยามมืดมนของคนต่างยุคสมัย (2)
งามศุกร์ รัตนเสถียรเป็นเพื่อนที่ช่วยอ่านและแก้ไขบทความที่ผมส่งลงมติชนออนไลน์มาโดยตลอด เมื่อสองสามวันก่อน ก็ช่วยส่งหนังสือมาให้อ่านสองเล่ม ผมอ่านจบไปเล่มหนี่งซึ่งน่าสนใจมาก จึงขอย่อความมาแบ่งปันกับผู้อ่านในบทความนี้ (ยังมีต่อในบทความหน้า) หนังสือมีชื่อว่า “ยาใจ : วิถีปลอบประโลมยามมืดมน” เขียนโดยไมเคิล อิกนาติเอฟ แปลโดยนักวิชาการ 10 คนที่แบ่งกันแปลคนละบทสองบท โดยมีปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล เป็นบรรณาธิการบทแปล ผู้เขียนเคยเป็นหัวหน้าพรรคเสรีนิยมของคานาดา ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเซ็นทรัลยูโรเปียน ที่กรุงเวียนนา
ก่อนอื่นจะขอย้อนไปยัง 5 บทแรกของหนังสือที่ได้ย่อความไว้ในบทความก่อน ผู้เขียน – อิกนาติเอฟ – เป็นนักประวิติศาสตร์ความคิด จึงเรียงความตามเวลาก่อนหลัง โดยเริ่มตั้งแต่พระคัมภีร์เดิมที่รวบรวมเรียบเรียงขึ้นหลายสหัสวรรษก่อนคริสตกาล บทแรกมีชื่อว่า “สุรเสียงกลางพายุหมุน : หนังสือโยบ และหนังสือเพลงสดุดี” โยบผู้มั่งคั่งถูกทดสอบโดยซาตานที่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้าให้มาทำร้ายโยบ มาทำให้โยบสูญเสียสมบัติ ลูก และสุขภาพ โยบต่อว่าพระเจ้าว่าเขาไม่ได้รับความยุติธรรม แต่ยังศรัทธามั่นคงในพระองค์ ที่สุดพระเจ้าก็ทรงปลอบประโลมให้ฟื้นคืนทุกอย่างที่โยบสูญเสียไป
บทที่สองชื่อว่า “รอคอยพระเมสซียาห์ : จดหมายของเปาโล” เปาโลเดิมชื่อเซาโล เป็นชายหนุ่มยิวไฟแรงที่เบียดเบียนประชาคมคริสต์ที่เชื่อในพระเยซู แต่เขาประสบเหตุการณ์หนักหน่วงที่ทำให้กลับใจ กลายมาเป็นเสาหลักของการเผยแผ่คริสต์ศาสนาสู่เพื่อนมนุษย์ทุกคน – ไม่เฉพาะชาวยิว – เขาผ่านภัยอันตรายนานาชนิด เพื่อเทศนาว่าใกล้เวลาที่พระเมสซียาห์จะเสด็จลงมานำวิญญาณผู้ศรัทธาสู่สรวงสวรรค์ ในช่วงสุดท้าย เขาตระหนักว่าพระเมสซียาห์จะไม่เสด็จลงมาในช่วงชีวิตของเขา สิ่งปลอบประโลมใจคือความรักที่เขามีและที่ได้รับตอบสนองจากประชาคมคริสต์ที่เขาช่วยก่อตั้งในที่ต่าง ๆ ผ่านการเยี่ยมเยียนและส่งจดหมายที่อธิบายคำสอนให้ตลอดมา
บทที่สามชื่อ “น้ำตาของซิเซโร : จดหมายระลึกการตายของลูกสาว” ซิเซโร (108 – 42 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นนักปรัชญาสโตอิกผู้พร่ำสอนเรื่องการควบคุมอารมณ์ และเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่เห็นด้วยกับระบบจักรพรรดิที่ซีซาร์สถาปนาขึ้น แต่พอลูกสาวสุดที่รักเสียชีวิตจากการคลอดลูก เขาหนีกระเซอะกระเซิงลงใต้ไปจากโรม เกือบเสียสติอยู่หลายเดือน จนอภิชนโรมันกล่าวหาว่าเสแสร้งไม่จริงใจกับปรัชญาสโตอิก กาลเวลาช่วยเยียวยาจิตใจ ซิเซโรกลับมาโรมอักครั้งและเริ่มโจมตีซีซาร์ ซึ่งต่อมาถูกสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่งสมคบกันลอบสังหาร ซิเซโรไม่เข้าร่วมสมคบคิด แต่ยืนหยัดมั่นคงข้างสาธารณรัฐ ปฏิเสธแอนโทนี และอ็อกตาเวียนผู้ต้องการเป็นจักรพรรดิ ซึ่งสั่งว่าใครก็ได้ที่ฆ่าเขา สามารถมาเอาค่าหัวได้ ซิเซโรหนีลงใต้อีก ลังเลที่จะหนีต่อไปยังกรีก แต่สุดท้ายยอมเผชิญหน้ากับชะตากรรม รอการมาของมือสังหารอย่างสงบ ปรัชญาสโตอิกไม่สามารถปลอบประโลมเขาได้จากการสูญเสียลูกสาว แต่ได้ช่วยให้เขาสงบใจเมื่อตนเองเผชิญความตาย
บทที่สี่ชื่อว่า “เผชิญหน้ากับอนารยชน : บทใคร่ครวญ ของมาร์คุส เอาเรลีอุส” เอาเรลีอุส (ค.ศ. 121 – 180) เป็นจักรพรรดิโรมันผู้นำทหารเข้าทำศึกกับกลุ่มอนารยชนที่รุกรานอาณาจักรโรมันไม่ขาดสาย ในยามดึกเมื่ออยู่โดยลำพังในค่ายทหาร เขาเขียนบันทึกเล่าความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง ในเรื่องที่แม้จักรพรรดิก็ไม่รู้จะบอกเล่าแก่ใคร เขาเล่าความรู้สึกสะอิดสะเอียนกับการฆ่าฟัน แต่ก็ต้องอดทนเพราะเป็นบทบาทหน้าที่ ข้อเขียนบนกระดาษรวม 12 ม้วน มีชื่อว่า “สิ่งที่เอ่ยกับตัวเอง” แต่ต่อมาหลายศตวรรษ ได้รับการคัดลอกและเผยแพร่ในชื่อว่า “บทใคร่ครวญ” เราไม่แน่ใจว่าข้อเขียนของเขาได้ปลอบประโลมผู้เขียนหรือไม่ แต่สิ่งที่ปลอบประโลมคนรุ่นหลังได้ คือการกล่าวอย่างตรงไปตรงมาถึงความโดดเดี่ยว ความท้อใจ ความกลัว และความสูญเสีย ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามีร่วมกันกับพระองค์
บทที่ห้ามีชื่อว่า “คำปลอบประโลมของปรัชญา : โบอีธีอุส กับดันเต” จักรวรรดิโรมันเริ่มล่มสลายตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ห้า กรุงโรมถูกยึดครองและกองทัพพ่ายแพ้แก่ชาวเผ่าอนารยชนหลายครั้ง สุดท้าย กษัตริย์ทีโอเดริก (ค.ศ. 454 – 526) แห่งเผ่าออสโตรก็อธขึ้นครองบัลลังก์ที่ราเวนนา (ค.ศ. 493 – 526) เขามีนโยบายเอาใจชาวโรมโดยเลียนรูปแบบสถาบัน (รวมทั้งวุฒิสภา) ใช้อักษรละติน ออกเหรียญกษาปณ์ที่ดูเหมือนของจักรวรรดิ ฟื้นฟูกรุงโรมให้โอ่อ่างดงาม ที่สำคัญคือเปิดรับอภิชนโรมันเข้าเป็นขุนนาง และรับศาสนาคริสต์นิกายอาเรียน
ขุนนางผู้มีความรู้ความสามารถมากที่สุดคนหนึ่งในสมัยนั้นชื่อ โบอีทีอุส (ค.ศ. 480 – 524) ด้วยวัย 30 ปี เขารับตำแหน่งกงสุล ด้วยวัย 42 ปี ตำแหน่งมหาเสนาบดี แต่เมื่อมีการกล่าวหาว่าสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่งติดต่อกับจักรวรรดิคอนสแตนติโนเปิลให้โค่นล้มทีโอเดริก ด้วยความผูกพันต่อสถาบันวุฒิสภา เขาหุนหันปกป้องสมาชิกวุฒิสภาต่อหน้ากษัตริย์ ผลคือการถูกจองจำรอการประหาร ในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้ เขาทิ้งมรดกสู่เราโดยเขียนบทสนทนากับคู่สนทนาที่เขาตั้งชื่อว่าท่านหญิง Philosophia (ผู้รักปัญญา) ที่ป้อนโอสถแห่งการใช้เหตุผลให้แก่เขา เขาตั้งชื่อบทสนทนาว่า “คำปลอบประโลมของปรัชญา” เขาใคร่ครวญว่า บางคนกลัวความทุกข์จนเกินไป แต่แล้วพบว่าพวกเขาทนทานมันได้ บางคนหมิ่นหยามความทุกข์ จริง ๆ แล้ว พวกเขาทนทานมันไม่ได้ ระหว่างการจองจำ ร่างกายของเขาขาดอาหารและทรุดโทรมแสนสาหัส และเขาถูกประหารอย่างโหดร้าย แต่ก่อนตาย เขาได้ส่งบทสนทนาให้เล็ดรอดไปถึงครอบครัว ซึ่งนำไปเก็บรักษาไว้จนตกทอดมาถึงเรา
แปดร้อยปีต่อมา กวีดันเต (ค.ศ. 1265 – 1321) รับทอดมรดกนั้นไว้ส่วนหนึ่ง เมื่อเขาถูกเนรเทศจากกรุงฟลอเร็นซ์ไปอยู่เมืองราเวนนาในช่วง 5 ปีสุดท้ายของชีวิต สิ่งก่อสร้างที่หลงเหลือจากยุคของโบอีธีอุส ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ดันเตเขียนภาคที่สามหรือภาคสวรรค์ของหนังสือ Devine Comedy เขาเชื่อว่าเมื่อเผชิญหน้ากับความตาย มีแต่ศรัทธาเท่านั้นที่อยู่เหนือถ้อยคำ เหนือเหตุผล ที่ปลอบโยนมนุษย์ได้อย่างแท้จริง
ต่อไปจะเริ่มเขียนต่อจากบทความก่อน
การปลอบโยนจากฉากสวรรค์ยังมีต่อในบทที่หกที่ชื่อว่า “วาดเวลา : ภาพพิธีฝังศพท่านเคานต์แห่งออร์กาซ ฝีมือของ เอล เกรโก” พิธีฝังศพมีขึ้นในปี ค.ศ. 1323 และหลุมศพ และอยู่ใต้ภาพวาดที่วาดในปี ค.ศ. 1586 – 1588 โดยศิลปินชาวกรีก (อันเป็นที่มาของชื่อเอล เกรโก) ผู้อพยพมาอยู่โตเลโด จึงขออนุญาตนำภาพจากวิกิพีเดีย มาแสดงดังนี้ https://en.wikipedia.org/wiki/The_Burial_of_the_Count_of_Orgaz
ในรูป นักบุญที่สวมชุดทองเหลืองอร่ามสององค์คือ มรณสักขีสเตเฟน (หรือสตีเฟน) ที่นักบุญเปาโลเป็นพยานการถูกทุ่มด้วยหินจนตายหลังจากการตรึงกางเขนของพระเยซูได้สองสามปี (ราว ค.ศ. 33 – 36) กับนักบุญออกัสตีน (ค.ศ. 354 – 430) ผู้เป็นนักเทววิทยาศาสนาคริสต์ยุคแรก ทั้งสองประคองร่างของท่านเคานต์ลงสู่หลุมฝังศพอย่างอ่อนโยน ด้านหลังของนักบุญทั้งสองคือภาพผู้ดีชาวโตเลโดราวยี่สิบคน ด้านบนของภาพ มีเทวบุตรกำลังนำพาดวงวิญญาณของผู้ตายในรูปควันหมุนวน ขึ้นสู่สวรรค์ ซึ่งมีพระแม่มารี นักบุญจอห์นผู้ให้ศีลจุ่ม ศาสดาพยากรณ์ พระเยซูและสาวก รวมทั้งกษัตริย์ฟิลิปที่สองแห่งสเปน ด้านข้างของนักบุญสเตเฟนและออกัสตีน มีภาพของบาทหลวงประจำสังฆมณฑล และของจิตรกร ด้านหนึ่งมีเด็กชายน้อยอายุราว 8 ปี ที่มองมายังจิตรกรผู้เป็นพ่อ เขาคือภาพหวังต่ออนาคต
น่าสังเกตจากการแต่งกายว่า ท่านเคานต์สวมเกราะเหล็กแห่งศตวรรษที่ 16 อันที่จริง นักบุญทั้งสองที่อยู่ในยุคต้นและยุคแรก ๆ ของคริสตจักร รวมทั้งคหบดีชาวโตเลโด ล้วนแต่งกายตามยุคสมัยแห่งศตวรรษที่ 16 ทุกคน นี่ไม่ใช่ภาพวาดที่ผิดยุคผิดสมัย แต่เป็นความจงใจของจิตรกรที่จะรวมเวลาตั้งแต่อดีตสมัยโรมันจนถึงปัจจุบัน ให้เป็นปัจจุบันกาลอันไม่มีที่สิ้นสุด ชุมชนต่างยุคสมัยมารวมกัน ยอมรับความเหนือธรรมชาติพร้อมกัน
แล้วอะไรเล่าคือความทุกข์ที่พวกเขาต้องการปลอบโยนใจโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม เรื่องแรกสืบเนื่องมาจากการที่พระนางอิซาเบลลาได้พิชิตพวกมัวร์และสถาปนาอาณาจักรของสเปนในปี ค.ศ. 1492 ก่อนหน้านั้น ชาวมุสลิม คริสต์ และยิว อยู่ร่วมกันค่อนข้างสันติ ชาวคริสต์ชวนชาวยิวมาขับไล่ชาวมุสลิม เมื่อสำเร็จ พระนางอิซาเบลลาก็ประกาศบังคับให้ชาวยิวหันมาถือศาสนาคริสต์ มิฉะนั้นให้เนรเทศตัวเองออกไป แล้วเมืองโตเลโดก็ตกอยู่ในความตึงเครียด ด้วยความหวาดระแวงว่าอดีตชาวยิวที่ละทิ้งศาสนาของตนมาเข้ารีต แท้จริงแล้วนับถืออะไรแน่
การปฏิรูปศาสนาครั้งใหญ่เริ่มในปี ค.ศ. 1517 ที่นำไปสู่การกำเนิดนิกายโปรเตสแตนต์ และทำให้เกิดการสู้รบมากมาย ชาวเมืองโตเลโด คหบดีและนักบวชของเมืองนี้ ถือว่าตนเป็นผู้นำขบวนโต้กลับการปฏิรูปศาสนา อีกประการหนึ่ง เมืองโตเลโดที่เคยเป็นเมืองสำคัญของสามศาสนา ได้ถูกลดความสำคัญลง โดยกษัตริย์คาทอลิกสเปน ที่ได้ย้ายเมืองหลวงจากโตเลโดไปอยู่ที่มาดริด เพียงประมาณยี่สิบปีก่อนหน้าภาพวาดที่รวมกาลเวลานี้
ชาวสเปนอาจมีลางสังหรณ์ถึงอนาคตอันไม่แน่นอนด้วยก็ได้ เพราะเพียงสองปีหลังการเปิดตัวภาพวาด กองทัพเรือสเปนก็พ่ายแพ้แก่กองทัพเรืออังกฤษในปี ค.ศ. 1588 สาเหตุเหล่านี้กระมัง ที่ทำให้ชาวโตเลโดโหยหาการปลอบประโลม จากภาพวาดกาลเวลาที่หยุดนิ่งของการหย่อนร่างสู่พื้นดิน และจากการลอยตัวของวิญญาณขึ้นสู่อ้อมอกของพระเจ้า โดยอาศัยการอ้อนวอนของนักบุญทั้งหลาย รวมทั้งพระแม่มารี
บทถัดไปมีชื่อว่า “ปัญญาแห่งร่างกาย : ความเรียงยุคสุดท้ายของมีแชล เดอ มงแตญ” มงแตญ (ค.ศ. 1533 – 1592) เป็นนักปรัชญาที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการของฝรั่งเศส ข้อเขียนของเขามักอยู่ในรูปความเรียง (essay) เชิงวิพากษ์และการสืบค้นแบบอิสระ ที่มักแทรกด้วยเรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงของเขา หลังเกษียณ เขามาอาศัยที่คฤหาสน์บรรพชนใกล้เมืองบอร์โดซ์ ที่นี่ เขาลงมือเขียนชุดความเรียงเล่มที่ 3 เขาสลัดการปลอบประโลมใจจากปรัชญาทิ้งไป และหันไปหาการปลอบโยนจากความรื่นรมย์ จากจังหวะจะโคน และความยืดหยุ่นของร่างกายแทน เขาเปลี่ยนการประโลมใจจากความคิด ไปสู่ความรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า เพียงเพราะเรารู้สึกถึงจังหวะจะโคน ซึ่งไหลเวียนตามเส้นเลือดของเราในทุกวินาที
ก่อนเกษียณ เขาเคยรับตำแหน่งทางการเมืองหลายตำแหน่ง มาบัดนี้ เขาอดสงสัยไม่ได้ว่า ชีวิตการรับใช้สาธารณชนมีค่าอย่างไร เขามีชีวิตอยู่ในยุคเข็ญของสงครามกลางเมืองระหว่างผู้คลั่งศาสนาชาวคาทอลิกกับชาวโปรเตสแตนต์ (ค.ศ. 1562 – 1598) {สงครามนี้เกิดก่อนสงครามศาสนา 30 ปี (ค.ศ. 1618 – 1648)ในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และลุกลามเป็นการช่วงชิงอำนาจระหว่างราชวงศ์ฮับส์บูรก์กับฝรั่งเศสและจบลงด้วยสนธิสัญญาเวสต์ฟาเลีย} สงครามกลางเมืองสั่นคลอนรากฐานของผู้คงแก่เรียนเช่นเขา การเข่นฆ่าในหมู่บ้านใกล้เคียง ความเกลียดชังที่เข้าครอบงำเพื่อนร่วมงานที่ครั้งหนึ่งเคยเรียกเขาว่าเพื่อน ทำให้มงแตญกังขาว่า ความคิดนามธรรมอันเป็นสากลจะมีประโยชน์อะไร ถ้ามันทำลายประเทศชาติ กรีดทำลายเนื้อเยื่อแห่งไมตรีจิต และผลักดันให้พี่น้องเข่นฆ่ากัน
คฤหาสน์ของเขาเป็นครัวเรือนคาทอลิกซึ่งตั้งอยู่ในใจกลางเขตโปรเตสแตนต์ ครั้งหนึ่งชาวบ้านบุกรุกเข้ามาในเขตสนามบ้านเขา เขาต้องพยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อหว่านล้อมไม่ให้พวกนั้นทำลายบ้านเขา อีกครั้งหนึ่งขณะออกไปขี่ม้า เขาถูกกลุ่มโจรโพกหน้าจับตัวเขาเข้าป่า รื้อค้นสิ่งของและกล่องเงินเขา เขาต้องโน้มน้าวพวกโจรให้ไว้ชีวิต โดยอ้างความสัมพันธ์อันดีที่เขามีกับเหล่าผู้นำโปรเตสแตนต์ในพื้นที่
เขาคับแค้นใจที่ต้องแขวนชีวิตไว้กับเส้นด้ายแห่งความปรานีที่ไม่คงเส้นคงวาของพวกนี้ ที่ต้องอยู่ท่ามกลางโจรข้างทาง การสังหารหมู่ กองทหารปล้นสะดม และการข่มขืนหญิงสาวในหมู่บ้านใกล้เคียง ฯลฯ ในปี ค.ศ. 1586 เขาต้องพาครอบครัวและคนรับใช้อพยพไปจากบ้านเป็นเวลาหกเดือน เพื่อหนีภัยกาฬโรค โดยอาศัยความเอื้อเฟื้อที่ไม่คงเส้นคงวาของบรรดาเพื่อน ถ้ามีใครในกลุ่มของเขา “เริ่มเจ็บที่ปลายนิ้ว” ก็จะถูกเหมาว่าเป็นกาฬโรค พวกเขาก็ต้องย้ายที่พักอาศัยและเดินทางไปเรื่อย ๆ และเห็นชาวบ้านที่ติดกาฬโรคเตรียมตัวตายหรือนอนตายในทุ่งนา
ในความสับสนท้อแท้นี้ เขาพบสิ่งประโลมใจจากการดำเนินชีวิต และการพยายามเข้าใจว่าชีวิตเขามีความหมายอะไร เมื่อเขียนชุดความเรียงเล่มที่ 3 ระหว่างปี ค.ศ. 1585 – 1588 เขาปลาบปลื้มไปกับสิ่งที่เขาพยายามจะทำ ความเรียงคือการเดินทางสำรวจเข้าไปในส่วนลึกของหัวใจเขา เขาเริ่มคิดว่า หัวใจเขาเองก็เผยให้เห็นจิตวิญญาณของมนุษย์ทั่วไปได้ เขาเขียนว่า “แต่ละบุคคลมีองค์ประกอบทั้งหมดของสถานะมนุษย์อยู่ในตัวเขาเอง” หากเขาเขียนเกี่ยวกับตัวเองเท่านั้น ก็อาจจับต้องความจริงสักหนึ่งหรือสองข้อเกี่ยวกับสถานะมนุษย์โดยรวมได้
เขาสรุปว่า “เราไม่ค่อยทำให้จิตใจเผชิญกับปัญหาซึ่ง ๆ หน้า … ไม่ได้หาสิ่งประโลมใจจากสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่” เขาคิดว่าการปลอบประโลมคือการเบี่ยงเบนความคิด และในที่สุดคือการลืม เขารู้ดีว่าการครุ่นคิดอย่างเลิศลอยจะสูญเสียอำนาจการปลอบประโลมไปหมดสิ้น เมื่อร่างกายได้สัมผัสเงื้อมมือแห่งความตาย เงื้อมมือสำหรับเขาคือนิ่วในไต ซึ่งทำให้เขาเจ็บปวดมากจนอยากตายไปให้พ้น ๆ วัยและความปรารถนาทางเพศทำให้เริ่มตระหนักว่า ร่างกายและจิตใจนั้นผูกตรึงอยู่ด้วยกัน เขาต้องการความรักแม้ในวัยชรา แต่ก็สะดุ้งหัวหดเมื่อนึกว่าจะตกเป็นที่สมเพชของหญิงสาว
มาถึงตอนนี้ เขายกย่องสิ่งที่ทำจนคุ้นเคย จังหวะจะโคน กิจวัตร สิ่งที่ทำในแต่ละวันนั้น เป็นการปลอบประโลมชีวิต เป็นความคงที่ที่ให้ความอุ่นใจแก่ชีวิต เหมือนสิ่งจำเป็นในชีวิตที่ขาดไม่ได้ นอกจากนี้ ความเจ็บป่วยช่วยให้เขาหลุดพ้นจากความมุ่งหวังที่จะยื้อชีวิตเอาไว้ แต่ก็สอนให้เขารักชีวิตให้มากขึ้นในยามที่ร่างกายเลิกเจ็บป่วย โดยสรุป “โรคภัยที่ป่าเถื่อนที่สุด คือ การที่เราเหยียดหยามการดำรงอยู่ของตัวเอง” เราทำลายชีวิตด้วยการเทศนาถึงความมีคุณธรรมแบบหลงตัวเอง แต่เราสามารถอธิบายเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ได้ มันอยู่ในร่างกายเรา ในผัสสะ ความรู้สึก ความต้องการ ความรื่นรมย์ ความเจ็บปวด
ในข้อความสุดท้ายของความเรียง เขาเขียนว่า “เราควรจะรับมือกับวัยชราอย่างอ่อนโยน อุทิศมันแก่เทพแห่งสุขภาพและสติปัญญา แต่ขอให้เป็นปัญญาที่เบิกบานและเป็นมิตร” ในบั้นปลาย มงแตญก้าวพ้นศรัทธา เขารังเกียจความรุนแรงและโหดร้ายของพวกบ้าคลั่งศาสนา แทนที่จะวางใจว่าพระเจ้าจะช่วยให้รอด เขาวางใจในความผูกพันที่ลึกที่สุดที่พึงมีได้ นั่นคือความรักชีวิตนั่นเอง
บทต่อไปมีชื่อว่า “จดหมายที่ไม่ได้ส่ง : ชีวิตของข้าเอง ของเดวิด ฮิวม์” เดวิด ฮิวม์ (ค.ศ. 1711 – 1776) เป็นหนึ่งในบรรดานักปรัชญายุคการรู้แจ้ง (enlightenment) ของสก็อตแลนด์ ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 สก็อตแลนด์กลายมาเป็นศูนย์กลางของปัญญาชนยุโรป ที่เน้นเรื่องเหตุผล วิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์ และปรัชญาที่ช่วยปรับปรุงชีวิตมนุษย์ เพื่อนนักปรัชญาของฮิวม์มี อาทิ อดัม สมิธ และอดัม เฟอร์กุสัน
เขาเล่าประวัติชีวิตของตนว่า เมื่ออายุสิบแปดปี จิตใจเขาท้วมท้นด้วยเสียงชี้นำว่า บุรพาจารย์ยุคคลาสสิกยังไม่เข้าใจธรรมชาติมนุษย์ และเขาจะต้องพัฒนาศาสตร์ใหม่แห่งมนุษย์จากต้นแบบความสำเร็จของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ แต่จู่ ๆ เมื่ออายุสิบเก้าปี ฮิวม์พบว่า “ความกระตือรือร้นของข้าดูจะมอดไหม้ไปหมดสิ้น” เมื่ออายุยี่สิบสามปี หลังจากทนทุกข์และหาทางบรรเทาทุกข์จากโรคซึมเศร้าด้วยวิธีต่าง ๆ นานา เขามองหาธุรกิจและสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจ จึงเดินทางไปบริสตอล เพื่อฝึกหัดงานเสมียนกับพ่อค้าทาสและน้ำตาลคนหนึ่ง
ระหว่างทาง เขาแวะพักที่ลอนดอน และเขียนจดหมายฉบับหนึ่งขอนัดพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคประสาท โดยบอกเล่าอาการทางจิตของเขาและความพยายามอยู่หลายปีที่จะต่อสู้กับมัน เรามีเพียงจดหมายที่ไม่ได้ลงนามและไม่มีวันที่ฉบับนี้ ที่อยู่ในกองเอกสารเที่เขาเก็บไว้ตลอดชีวิต ที่บริสตอล เขาทนทำงานได้ไม่กี่เดือน และคงถูกไล่ออกเพราะไปแก้ข้อความในจดหมายของเจ้านาย เขาจากมาอย่างหงุดหงิด แต่คราวนี้มั่นใจแล้วว่า ปรัชญาคือชะตาชีวิตของเขา เขาปลีกตัวไปอยู่อย่างสมถะที่เมืองเล็ก ๆ ชื่อลาแฟลชในลุ่มน้ำลัวร์ของฝรั่งเศส เขามองเห็นสวนจากห้องที่สงบเงียบ และมีแม่น้ำใกล้ ๆ ให้เดินเล่น เขาใช้เวลาสี่ปีที่นั่นเพื่อเขียนหนังสือชื่อ “ศาสตรนิพนธ์ว่าด้วยธรรมชาติของมนุษย์” (Treatise of the Human Nature) ในยามที่สภาพจิตหม่นหมอง เขาคิดว่าคงไม่มีวันเขียนสำเร็จ เขาต้องใช้ความกล้าหาญทุกหยาดหยด จนทำให้งานได้เสร็จสมบูรณ์ลงเมื่ออายุยี่สิบเจ็ดปี
ในงานเขียนนี้ เขาตั้งข้อสงสัยต่อหลายสิ่งหลายอย่าง เขาสงสัยในความเป็นสาเหตุและผล ว่าเป็นเพียงความเชื่อตามจารีต ที่สรุปมาจากการสังเกตการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกันอย่างสม่ำเสมอ ระหว่างสิ่งที่เรียกว่าสาเหตุกับผล เขาไม่เชื่อว่ามนุษย์มีวิญญาณ โดยให้เหตุผลว่า เราล้วนตายไปพร้อมร่างกายของเรา เขาถามว่า “ตัวตน” ของเขาคืออะไร โดยกล่าวว่า “เมื่อข้านอนหลับ ตัวตนของข้าหายตัวไป … เมื่อข้าตาย ข้าไม่เป็นอะไรเลย” เขาสงสัยแม้กระทั่งว่า “เมื่อข้าละทิ้งความเห็นต่าง ๆ อันเป็นที่ยอมรับกันนั้น ข้ายังเดินทางบนหนทางแห่งความจริงอยู่หรือ?”
ด้วยวาทะที่สะท้อนในงานเขียนของมงแตญ “ว่าด้วยการเบี่ยงเบนความสนใจ” เขาสรุปว่า ปรัชญาไม่ได้ให้การปลอบประโลมใจ แต่การอยู่กับเพื่อนนั้นช่วยได้” เขาเชื่อว่าเราจำเป็นต้องมีสังคมมนุษย์เพื่อหลีกหนีจากตัวเราเอง เพื่อมองตัวเราในแบบที่คนอื่นเห็น เพื่อแบ่งปันโลกแห่งความรู้สึก การปลอบประโลมคือโลกสังคมที่มีเกมการละเล่น พิธีกรรม เกียรติยศ รางวัล เขาคิดว่า วิธีเดียวที่จะแบกรับชีวิตนี้ได้ คือใช้ชีวิตเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้คนทั้งหลาย ในวิถีธรรมดาสามัญของชีวิต
ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ฮิวม์ สมิธ และเฟอร์กุสัน คือนักปรัชญาสังคมแห่งสกอตแลนด์ ผู้บุกเบิกสาขาวิชาใหม่ที่เรียกว่า “เศรษฐศาสตร์การเมือง” ที่ยืนยันว่า สังคมบนฐานของตลาดนั้น มีลักษณะโลกียวิสัย ที่ไม่ได้ผูกพันด้วยศรัทธาเดียวกัน แต่ด้วย “มือที่มองไม่เห็น” ของการร่วมมือทางสังคมและการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ
ฮิวม์ไม่เคยลืมชีวิตที่สิ้นไร้ไม้ตอกและความโดดเดี่ยวอ้างว้าง ที่ทำให้เขาโหยหาเพื่อน การแสวงหา ‘ศาสตร์ว่าด้วยธรรมชาติมนุษย์’ ทำให้เขาเป็นศัตรูกับศาสนามากขึ้นเรื่อย ๆ ในหนังสือ “ประวัติศาสตร์ธรรมชาติของศาสนา” เขากล่าวว่า การสวดภาวนาและศรัทธา เป็นการปลอบโยนใจที่เป็นเท็จ เขาคิดว่าปรัชญาควรจำกัดตนอยู่ที่ประเด็นญาณวิทยา และละทิ้งการอ้างถึงการปลอบโยนใจไปให้หมด ในหนังสือ “การสานเสวนาเรื่องศาสนาธรรมชาติ” เขากล่าวว่า ในเมื่อมนุษย์ประดิษฐ์สร้างพระเจ้าขึ้นมา เพื่ออธิบายและเพื่อให้อดทนกับความอยุติธรรมและความรุนแรงของชีวิต ย่อมไม่มีการปลอบโยนใจในภาพลวงตาเหล่านั้น การรื่นรมย์กับชีวิตยังดีเสียกว่าการเสียแรงพยายามอธิบายว่าทำไมโลกถึงเป็นอย่างที่มันเป็น
เมื่ออดัม สมิธมาเยี่ยมเพื่อนเก่าและหวังให้เพื่อนหายป่วย ฮิวม์บอกปัดทันควันว่า เขารอคอยการตายของเขาเอง เขามีข้ออ้างนิดเดียวที่จะขอต่อคารอน – คนภายเรือในตำนานกรีก ที่ส่งวิญญาณข้ามแม่น้ำสติกซ์ไปสู่ปรโลก – คือเพื่อแก้ผลงานเล่มต่าง ๆ ของเขา ที่เขาหมกมุ่นทำไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หรือเขาควรจะอ้างว่า เพื่อจะได้เห็นมนุษยชาติถูกปลดปล่อยจากความงมงาย แต่คารอนคงตอบว่า “สิ่งที่เจ้าขอคงไม่เกิดขึ้นในอีกสองร้อยปีนี้ ขึ้นเรือไปเดี๋ยวนี้ เจ้าคนโกงสันหลังยาว”
เมื่อสมิธตีพิมพ์หนังสือ “ความมั่งคั่งของประชาชาติ” (Wealth of Nations) ในปี ค.ศ. 1776 อันเป็นปีที่ฮิวม์เสียชีวิต และเล่าบทสนทนาชวนหัวเราะระหว่างเขาทั้งสองไว้ในหนังสือเล่มนั้น สมิธยอมรับอย่างเศร้าสร้อยว่า อุเบกขาของฮิวม์เมื่อเผชิญกับความตาย ก่อให้เกิดปฏิกิริยาอันโกรธเกรี้ยวจากพวกบาทหลวง มากเสียยิ่งกว่าปฏิกิริยาใด ๆ ที่เขาได้รับจากหนังสือที่โด่งดังในเวลาต่อมาของเขา
ข้อเขียนสุดท้ายของฮิวม์มีชื่อว่า “ชีวิตของข้าเอง” ที่เขียนอำลาและเขียนเสร็จในวันเดียว สำหรับเขาการบอกเล่าว่าเรื่องราวสู่อนุชนรุ่นหลังสำคัญกว่าหนึ่งพันปอนด์ที่เขาได้ในปีที่ดี เขาภูมิใจในความพอเพียงและความสบายที่ได้จากการทำงานหนักถึงสามสิบปี เขาบอกเราว่า บททดสอบชีวิตที่ดีคือ ท่านได้ซื่อสัตย์มั่นคงต่อความใฝ่ฝันของท่านหรือไม่ ท่าทีต่อชีวิตเช่นนี้สอดคล้องกับท่าทีต่อความตาย เขาแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อใครก็ตามที่เดินทางมาถึงจุดที่พบว่าชีวิตหมดค่าที่จะอยู่ต่อไป เขาได้สร้างรูปแบบใหม่ของการปลอบประโลมใจ คือการได้เล่าผลสัมฤทธิ์ในชีวประวัติของตน
โคทม อารียา

