เทรนด์ SDGs วันนี้มา แล้วก็จะผ่านไปแบบเงียบๆ?
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2558 ใครๆ ก็ต้องพากันพูดกันถึงเรื่องการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทุกโรงเรียนซื้อธงประเทศอาเซียนมาตกแต่งทั้งโรงเรียน มีตุ๊กตาแต่งตัวเป็นตัวแทนคนประเทศที่ว่า งานวิจัยหลายเรื่องต้องติดแฮชแท็กคำว่า “อาเซียน” เข้าไปเพื่อให้ได้ทุนวิจัย หลายมหาวิทยาลัยรีบเปิดปิดเทอมแบบอาเซียน… แต่แล้ววันหนึ่ง คำว่า “อาเซียน” ก็หายไปแบบเงียบๆ จนหลายคนงงว่า นี่เข้าอาเซียนแล้วใช่ไหม?
ขณะที่หลายปีมานี้ หลายที่พูดกันเรื่อง SDGs หรือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs คืออะไร SDG Move อธิบายว่า… “SDGs เป็นชุดเป้าหมายการพัฒนาระดับโลกหลังปี 2015 ที่ได้รับการรับรองจาก 193 ประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 25 กันยายน ค.ศ.2015 ครอบคลุมช่วงระยะเวลาที่ต้องบรรลุภายใน 15 ปี ได้เป็นทิศทางการพัฒนาที่ทุกประเทศที่ต้องดำเนินการร่วมกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2016 ไปจนถึงปี ค.ศ.2030 โดยเอกสารที่ประเทศสมาชิกทั้งหมดลงนามรับรองเป็นพันธสัญญานั้นเรียกว่า “Transforming Our World: the 2030 Agenda for Sustainable Development” หรือ “วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030” ฉะนั้นในบางโอกาส SDGs อาจถูกกล่าวถึงผ่านชื่ออื่นได้ทั้ง Agenda 2030 หรือ Global Goals ด้วยเหตุนี้ ความท้าทายของการทำให้ SDGs บรรลุในปี 2030 หรือปี พ.ศ.2573 ก็คือ จะทำอย่างไรให้เป้าหมายการพัฒนาทั้ง 17 ข้อ (17 Goals) ที่มีเป้าหมายย่อย (Targets) ของแต่ละเป้าหมายบรรลุผลได้และต้องบรรลุอย่างที่เข้าใจตรงกัน
ปัญหาในขณะนี้ของการใช้ SDGs ก็คือ เมื่อหลายองค์กรประกาศตัวขับเคลื่อน SDGs สิ่งที่องค์กรทำก็คือ “ลุกขึ้นมาทำของที่ระลึกตรา SDGs” ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ กระเป๋า หรือเข็มตรา หรือติดแฮชแท็กคำว่า “ยั่งยืน” ไปในทุกส่วนของกิจกรรม นี่คือสิ่งที่ไม่ต่างไปจากตอนที่เราประกาศเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแล้วพากันติดแฮชแท็กว่า “อาเซียนรวมใจ” แม้แต่น้อย
ปัญหาต่อมา จะเห็นว่า การจะทำให้หน่วยงานมีกิจกรรมที่ตอบโจทย์ SDGs ก็คือ หยิบและจับโครงการอะไรก็ตามที่มีอยู่ยัดลงในกล่องทั้ง 17 กล่อง แล้วติดรูปสัญลักษณ์ SDG ในแต่ละข้อ เพื่อบอกว่าโครงการที่ทำได้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแล้วนะ! โดยที่ไม่ได้พิจารณาเลยว่า เป้าหมายทั้ง 17 ข้อที่ว่านั้น มีเป้าหมายย่อยอะไรบ้าง ซึ่งสิ่งที่หน่วยงานควรทำก็คือ เมื่อเข้าใจถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ว่าแล้ว ควรหันไปมองเป้าหมายย่อยในเป้าหมายหลักนั้นด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหน่วยงานต้องการทำโครงการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความเสมอภาคระหว่างเพศซึ่งเป็นเป้าหมายที่ 5 เพื่อทำให้เป้าหมายการทำโครงการบรรลุการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมก็ควรคำนึงต่อด้วยว่า กิจกรรมในโครงการเกี่ยวข้องกับเป้าหมายย่อยใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายย่อยที่ 5.1 เกี่ยวข้องกับการยุติการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิง เป้าหมายย่อยที่ 5.2 เกี่ยวข้องกับการขจัดความรุนแรง เป้าหมายย่อยที่ 5.3 เกี่ยวข้องกับการขจัดแนวปฏิบัติที่เป็นภัยต่อเด็กผู้หญิง เป้าหมายย่อยที่ 5.4 เกี่ยวข้องกับการให้คุณค่าต่อการดูแลและการทำงานบ้านแบบไม่ได้รับค่าจ้างและความรับผิดชอบในครัวเรือน เป้าหมายย่อยที่ 5.5 เกี่ยวข้องกับการสร้างหลักประกันว่าผู้หญิงจะมีส่วนร่วมในทุกระดับของการตัดสินใจ เป้าหมายย่อยที่ 5.6 เกี่ยวข้องกับสุขภาวะทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ เป้าหมายย่อยที่ 5.a เกี่ยวข้องกับการให้สิทธิผู้หญิงเข้าถึงการเป็นเจ้าของในทรัพยากรทางเศรษฐกิจและสินทรัพย์ต่างๆ เป้าหมายย่อยที่ 5.b เกี่ยวข้องกับการเพิ่มบทบาทแก่ผู้หญิงในการเข้าถึงเทคโนโลยี และเป้าหมายย่อยที่ 5.c เกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่นโยบายและกฎระเบียบที่สร้างความเสมอภาคระหว่างเพศและการเพิ่มบทบาทแก่ผู้หญิงและเด็กผู้หญิง
ความน่ากังวลอีกประการ หลายคนมักเข้าใจว่า การทำโครงการ SDGs คือการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือการทำ Green project จึงทำให้เมื่อคิดถึง SDGs จึงมุ่งแต่จะกล่าวถึงทรัพยากรธรรมชาติ ประหยัดพลังงาน หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมจำพวกที่ว่า
หลักการสำคัญของ SDGs คือความเกี่ยวข้องกับมิติทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ สันติภาพ และหุ้นส่วน ตลอดจนรวมถึงสิ่งแวดล้อมดังที่เข้าใจกัน ดังนั้น การทำกิจกรรม SDGs จึงไม่ใช่การทำเพื่อสิ่งแวดล้อมด้านเดียว แต่หมายถึงการทำให้มิติการพัฒนาในแต่ละด้านสมดุลและเข้าใจได้ว่า เมื่อเรากำลังทำกิจกรรมใดในเป้าหมายใด กิจกรรมนั้นย่อมไปกระทบกับเป้าหมายอื่นๆ ไม่ว่าจะด้วยด้านบวกหรือด้านลบด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งรณรงค์ลดการใช้พลาสติกจนสามารถลดขวดน้ำแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งได้จริง โครงการนี้อาจสัมพันธ์กับเป้าหมายเรื่องการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน รวมถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องตั้งคำถามต่อด้วยว่า ร้านค้าเล็กๆ ภายในมหาวิทยาลัยต้องแบกรับต้นทุนบรรจุภัณฑ์ทางเลือกสูงขึ้นหรือไม่ นิสิตนักศึกษาที่มีรายได้น้อยต้องซื้อของแพงขึ้นหรือเปล่า หรือท้ายที่สุดภาระกลับถูกผลักไปให้คนตัวเล็กๆ รับไว้แทน หากเป็นเช่นนั้น โครงการก็อาจไม่ได้ “ยั่งยืน” มากอย่างที่คิด เพราะมิติทางเศรษฐกิจและความเป็นธรรมทางสังคมอาจกำลังเสียสมดุล และเช่นเดียวกันกับการทำโครงการการสร้างความเท่าเทียมทางเพศในสถาบันการศึกษาตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น ก็จะเห็นว่า ขณะที่เรากำลังขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความรู้ให้แก่เด็กนักเรียนให้เคารพต่อความเสมอภาคทางเพศ กิจกรรมการดำเนินงานก็จะไปกระทบต่อเป้าหมายที่ 4 ที่ว่าด้วยการศึกษาไปโดยปริยาย
ดังนั้น การจะนำ SDGs ไปใช้เพื่อช่วยกันทำให้เกิดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น จึงไม่ควรเป็นเพียงการทำรายงานเพื่อตอบคำถามว่า หน่วยงานได้ทำโครงการ SDGs แล้ว หรือหน่วยงานได้ทำโครงการในเป้าหมายแต่ละเป้าหมายอะไรบ้างแล้ว แต่ควรกลับมาทบทวนดูว่า เป้าหมายใดที่จำเป็นต่อการพัฒนาอย่างแท้จริง เป้าหมายนั้นกระทบต่อด้านบวกหรือด้านลบต่อเป้าหมายอื่นที่เป็นเป้าหมายรองอย่างไร ถ้าหากกระทบในด้านลบ ผลกระทบดังกล่าวเป็นผลกระทบที่ยอมรับได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่กล่าวมาทั้งหมดอาจเป็นเพียงข้อสังเกตส่วนหนึ่งพอสังเขปเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นทั้งจากนโยบายระดับบนลงมาเพื่อทำให้เป็นระบบของหน่วยงาน ไม่ใช่การโยนนโยบายว่าให้ทุกภาคส่วนทำโครงการ SDGs แต่ขาดการสื่อสารที่เข้าใจตรงกัน เพราะมิเช่นนั้น SDGs ก็จะกลายเป็นแค่เทรนด์ที่เข้ามาอยู่ในรายงาน อยู่ในป้ายของหน่วยงาน หรือคำขวัญที่สร้างภาพความยั่งยืน เพื่อทำให้มันมีตามนโยบาย แล้ววันหนึ่งก็จะเงียบหายไปเหมือนเทรนด์อื่นๆ ที่ผ่านมา
ศิระวัสฐ์ กาวิละนันท์
ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

