วาทะอมตะของ Lord Acton นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษที่ว่า “Power tends to corrupt, and absolute power corrupts absolutely” นั้น สื่อความหมายล้ำลึก เมื่อคนเรามีอำนาจสูงสุด มักจะนำไปสู่การทุจริตฉ้อโกง เป็นคำเตือนสติผู้บริหาร นักการเมืองงานวิจัยพบว่า เมื่อคนมีอำนาจ การเห็นอกเห็นใจผู้อื่นก็ย่อมลดลง และมีแนวโน้มการปฏิบัติไปในทางที่ผิดปกติเช่น การทุจริตเชิงนโยบาย ทุจริตด้วยการสมคบคิด
อำนาจที่ไร้การกำกับย่อมมีแนวโน้มเสื่อมทราม บิดเบือนกลไกของรัฐ ร่วมกันทุจริตตั้งแต่บนลงสู่ล่างเป็นขบวนการ แต่ก็ยังมีผู้นำที่ยืนหยัดต่อแรงดึงดูดของอำนาจ โดยยึดมั่นความซื่อสัตย์สุจริตและรักษาประโยชน์ส่วนรวม โดยเปลี่ยนผ่านจากนามธรรมสู่รูปธรรม ซึ่งสามารถพบได้ในประเทศจีนบางยุคสมัย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณธรรมของผู้นำ มิใช่เพียงถ้อยคำเชิงอุดมคติ หากเป็นพลังที่กำกับทิศทางของการใช้อำนาจได้จริง และเมื่อถูกยึดโยงกับความรับผิดชอบต่อสาธารณะก็ย่อมไม่ไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว
ในบริบทนี้ นายกรัฐมนตรีจีน เช่น โจว เอินไหล จู หลงจี และเวิน เจียเป่า มักถูกยกเป็นตัวอย่างของผู้นำที่รักษาสมดุลระหว่างอำนาจและความรับผิดชอบได้อย่างมีนัยสำคัญ จุดร่วมของผู้นำทั้งสามมิได้อยู่ที่หลักคิดพื้นฐาน หรือมองอำนาจในฐานะภาระหน้าที่มากกว่าสิทธิพิเศษ20
โจว เอินไหล (1949-1976) แสดงให้เห็นถึงความเคร่งครัดในวินัยส่วนบุคคลและความประหยัดในชีวิตส่วนตัว ภายใต้บริบททางการเมืองที่ซับซ้อน ก็ยังรักษาบทบาทของ “ผู้รับใช้รัฐ” มากกว่าผู้ครอบครองอำนาจ อีกทั้งมีบทบาทในการวางโครงสร้างนโยบายการต่างประเทศยุคเริ่มต้น ผลักดัน “หลักการอยู่ร่วมกันโดยสันติ 5 ประการ” โดยเน้นปฏิบัตินิยม รอบคอบ และสุจริตเป็นที่ตั้ง
จู หลงจี (1998-2003) โดดเด่นด้วยความตรงไปตรงมา และเข้มงวดกวดขันต่อการปราบปรามการทุจริต โดยยึดหลักประสิทธิภาพและความโปร่งใสเป็นแกนกลางของการบริหาร เป็นเจ้าของโวหารในการปราบโกงที่ว่า “ให้เตรียมโลงศพไว้ 100 ใบ และเก็บไว้ให้ข้าพเจ้า 1 ใบ” มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองและจริยธรรม กล่าวคือ เป็นการประกาศจุดยืนการปราบโกงอย่างเด็ดขาด ซึ่งสะท้อนเจตจำนงในการปราบปรามการทุจริต อัน 100 โลง หมายถึง เจ้าหน้าที่ที่ทุจริตจำนวนมากซึ่งต้องถูกลงโทษถึงที่สุด เป็นการแสดงความพร้อมใช้มาตรการรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต ส่วนที่เก็บไว้ 1 ใบให้ข้าพเจ้านั้น มีนัยว่าหากการปราบโกงล้มเหลว ผู้นำต้องรับผิด สะท้อนแนวคิด ผู้นำต้องอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน สุนทรพจน์เป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะว่าเอาจริง มิใช่เพียงวาทกรรม อีกทั้งเป็นการส่งสัญญาณต่อราชการอย่างจริงจังเข้มข้น
ส่วน เวิน เจียเป่า เน้นมิติของความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะการเข้าถึงประชาชนในยามวิกฤต การปฏิบัติหน้าที่ภายหลังแผ่นดินไหวที่มณฑลเสฉวน ถูกมองว่า เป็นกรณีตัวอย่างของรัฐบาลจีนในการเน้นแนวคิดการบริหารที่ “ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ในยามเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ วันเกิดเหตุคือ 12 พฤษภาคม 2008 เวิน เจียเป่าเป็นคนแรกที่เดินทางไปยังพื้นที่ประสบภัย ทั้งนี้ ได้กล่าวว่า “การช่วยชีวิตคนเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก” และกำชับให้ทุกหน่วยงานใช้ทุกวิถีทางช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมทั้งบัญชาปฏิบัติการกู้ภัยด้วยตนเองทุกประการ ในทางปฏิบัติได้ลงพื้นที่เพื่อรับทราบเหตุการณ์ ตรวจสอบสถานการณ์ ให้กำลังใจผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่กู้ภัย และแม้เกิดอาฟเตอร์ช็อกอย่างต่อเนื่อง ก็ยังปฏิบัติงานอยู่แนวหน้า นอกจากนี้ ยังทำการฟื้นฟูและจัดสรรการดำรงชีวิตของผู้ประสบภัย อีกทั้งฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน เป็นการแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างการบริหารอย่างมีเหตุผลกับความเอื้ออาทรในยามวิกฤตสาธารณะครั้งใหญ่
สาระสำคัญมิใช่การยกย่องบุคคล หากแต่เป็นการชี้ให้เห็นว่า ความซื่อสัตย์สุจริตสามารถทำหน้าที่เป็น “กลไกกำกับอำนาจจากภายใน” ลดทอนแรงโน้มถ่วงที่ “แอคตัน” เตือนไว้ ผู้นำที่ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ย่อมมีแนวโน้มใช้อำนาจอย่างระมัดระวัง โปร่งใส และพร้อมรับการตรวจสอบ
ในทางกลับกัน สำหรับผู้นำประเทศที่กำลังเบี่ยงเบนออกจากหลักการดังกล่าว การสะสมอำนาจโดยปราศจากความยับยั้งชั่งใจ มิได้เป็นสัญญาณของความเข้มแข็ง หากเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมทราม การใช้วาทกรรมเพื่ออำพรางผลประโยชน์หรือการทำให้กลไกตรวจสอบอ่อนแอ เป็นการสร้างเสถียรภาพชั่วคราวคือภาพลวงตา ย่อมเป็นการบั่นทอนความชอบธรรมในระยะยาว
ตัวอย่างของผู้นำจีนจึงมีคุณค่าในฐานะ “บรรทัดฐานเชิงเปรียบเทียบ” ความเสื่อมมิอาจโน้มน้าวได้ อำนาจก็ยังสามารถดำรงอยู่ในฐานะเครื่องมือของสาธารณะ สอดคล้องกับคำเตือนของ “แอคตัน” คือยึดมั่นในหลักแห่งคุณธรรม ทิศทางของอำนาจมิได้ถูกกำหนดโดยโครงสร้างเพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของผู้ใช้อำนาจว่าจะปล่อยให้อำนาจครอบงำตนเอง หรือให้ตนเองกำกับอำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

