บทบาทอ้องอุ้นในบรรยากาศอย่างที่เรียกว่า “หน้าข้าว หน้าเหล้า” สร้างความตื่นตะลึงอย่างสูง เพราะด้านหนึ่ง ซบหน้าหลั่งน้ำตาเพราะวิตกจากปัญหาของตั๋งโต๊ะ ด้านหนึ่ง ขุนนางทั้งปวงมีความสงสาร ต่างคนต่างร้องไห้
เบื้องหน้าสภาวะนี้ สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายว่า
แต่โจโฉนั้นลุกขึ้นยืน ตบมือ หัวเราะแล้วว่า “เสียแรงเป็นขุนนางผู้ใหญ่มาแต่ก่อน คิดการเท่านี้มิตลอดแล้วสิ ชวนกันมานั่งร้องไห้”
อ้องอุ้นโกรธ จึงว่าแก่โจโฉว่า
“ปู่แลบิดาของตัวก็เป็นขุนนางได้กินเบี้ยหวัดมาแต่ก่อน ตัวหารู้จักคุณแผ่นดินไม่ เราคิดการจะล้างตั๋งโต๊ะเสียเหตุด้วยทหารตั๋งโต๊ะมีเป็นอันมาก เราคิดยังมิตลอดจึงร้องไห้
เป็นไฉนตัวจึงมาตบมือหัวเราะเย้ยดังนี้”
ท่วงท่าเดียวกันนี้สำนวน วรรณไว พัธโนทัย พรรณนาออกมาว่า พวกขุนนางทั้งปวงได้ฟัง (อ้องอุ้น) ดังนั้นก็น้ำตาไหล
ร้องไห้โฮกันทุกคน
เว้นแต่ชายผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่กลางห้อง ลุกขึ้นตบมือหัวร่อร่า พลางว่า
“ท่านทั้งหลายก่นแต่ร้องไห้ จากค่ำวันนี้ถึงวันพรุ่งนี้ จากวันพรุ่งนี้จนย่ำค่ำ อ้ายตั๋งโต๊ะจะตายด้วยน้ำตาของพวกท่าน กระนั้นหรือ”
อ้องอุ้นหันไปมองคนพูด เห็นโจโฉ นายกองม้านั่นเอง
ก็เคืองนักตวาดว่า
“ตระกูลของเจ้ามีวาสนาก็ด้วยพระบารมีแห่งราชวงศ์หั้น ทุกวันนี้เจ้าหาได้คิดสนองคุณเจ้านายยังมีหน้ามาหัวเราะเยาะพวกเราอีกหรือนี่”
อาจไม่ร้อนแรงเท่าสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) แต่ก็ทรงความหมาย
ทรงความหมายและให้รายละเอียดของ “เหตุการณ์” มากยิ่งขึ้น ทรงความหมายอันเป็นเงาสะท้อนแห่งนายกองม้า
การเทียบกับสำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช จึงจำเป็น
เริ่มจากประโยค มีบุรุษหนึ่งถูมือหัวเราะว่า “พวกท่านร้องไห้จนยันสว่าง ก็ไม่ทำให้ต่งจั๋วตายได้หรอก”
หวางอวิ่นหันไปดู เป็นเฉาเชา
หวางอวิ่นโกรธ ว่า “บรรพบุรุษของเจ้ากินเบี้ยหวัดราชวงศ์ฮั่น วันนี้ไม่ตอบแทนคุณแผ่นดิน กลับมาหัวเราะ”
ถามว่าจุดเล็กๆ แต่สำคัญอยู่ตรงไหน
ตอบได้เลยว่าอยู่ที่กระบวนท่าในการเปิดตัวละคร สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุเลยว่า
“โจโฉนั้นลุกขึ้นยืน”
ขณะที่สำนวน วรรณไว พัธโนทัย เป็น “เว้นแต่ชายผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่กลางห้อง” เช่นเดียวกับสำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ที่ว่า
“มีบุรุษหนึ่งถูมือหัวเราะ”
ความแตกต่างอันปรากฏผ่านจากสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ผ่านสำนวน วรรณไว พัธโนทัย ผ่านสำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช อาจเป็นเพียงจุดและรายละเอียดเล็กน้อย
แต่มีความสำคัญอย่างไร
สำคัญตรงที่สะท้อนให้เห็น “กระบวนการ” ในการแปลและเรียบเรียง นั่นก็คือ ผู้เรียบเรียงรู้อยู่แล้วว่า
“ชายผู้หนึ่ง” หรือ “บุรุษหนึ่ง” นั้นเป็นใคร
เมื่อมีความคิดเช่นนี้จึงระบุไปให้รู้แล้วรู้รอดเลยว่าเป็น “โจโฉ” เช่นเดียวกับที่ปฏิบัติในห้วงแห่งการเรียบเรียง
ตรงกันข้าม ผู้แปล 2 คนหลังต้องการเน้นให้เห็นจุดต่าง
นี่เป็นความเข้าใจในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์กับยุคหลัง นี่เป็นเรื่องของพัฒนาการแห่งวิถีดำเนินการประพันธ์
เป็นกระบวนท่าและจังหวะในการเปิดตัวละคร
กระนั้น จุดที่ไม่ควรมองข้ามหนึ่ง คือ จุดอันดำเนินไปในลักษณะเป็นตัวแทนในทางความคิดที่ปรากฏใน “สามก๊ก” อันฝังรากลึกและส่งผลสะเทือน ต่อเนื่องเป็นอย่างสูงในกาลต่อมา
นั่นก็คือ วลีที่ว่าด้วย “คุณแผ่นดิน”
การได้อ่าน การได้รับฟังในยุคปัจจุบันอาจรู้สึกคุ้นๆ และรู้สึกเป็นธรรมดาอย่างปกติ
แต่หากศึกษา “เส้นทาง” ในทาง “ความคิด” ก็มิได้เป็นเรื่องปกติอย่างธรรมดา
มิใช่เพียงเพราะเป็นคำจากปากของอ้องอุ้น หากแต่ต้องพิจารณาอย่างสัมพันธ์กับรากฐานความเป็นอ้องอุ้น
กับการดำรงอยู่ของโจโฉด้วยว่าเป็นอย่างไร
จะเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างลึกซึ้งต้องมองอย่างยึดโยงจากสภาพการดำรงอยู่แห่ง “สามก๊ก” และความต้องการสถาปนาบทบาทของ “สามก๊ก”
แล้วจะเข้าใจในพันธกิจในทางวัฒนธรรม ความคิด
มิอาจมองข้ามมุมมองของอ้องอุ้นต่อท่าทีของโจโฉอย่างเด็ดขาด “ปู่แลบิดาของตัวก็เป็นขุนนางได้กินเบี้ยหวัดมาแต่ก่อน ตัวหารู้จักคุณแผ่นดินไม่”
เป็นการพูดด้วยความโกรธ
สำนวน วรรณไว พัธโนทัย มีส่วนในการขยายรากฐานอันเป็นมุมมอง “ตระกูลของเจ้ามีบุญวาสนาก็ด้วยบารมีแห่งราชวงศ์หั้น ทุกวันนี้เจ้าหาได้คิดสนองคุณเจ้านาย
ยังมีหน้ามาหัวเราะเยาะพวกเราอีกหรือนี่”
มาถึงสำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ยิ่งดำเนินไปอย่างมีลักษณะในทางรูปธรรม “บรรพบุรุษของเจ้ากินเบี้ยหวัดราชวงศ์ฮั่น
วันนี้ไม่ตอบแทนคุณแผ่นดิน กลับมาหัวเราะ”
พัฒนาการระหว่าง “คุณแผ่นดิน” ไปยัง “สนองคุณเจ้านาย” กระทั่ง “ตอบแทน คุณแผ่นดิน”
ปักหลักทาง “ความคิด” ปักเสาเข็มเป็น “แนวทาง”
มิได้เป็นของแปลกหากมองจากพื้นฐานของอ้องอุ้น มิได้เป็นของแปลกหากมองจากพื้นฐานของโจโฉ
เพราะว่าทุกการเคลื่อนไหวอยู่ในยุคฮั่น (หั้น)
การเกิดขึ้นของ “คุณแผ่นดิน” ในยุคฮั่นสามารถเข้าใจได้ หรือแม้กระทั่ง “ตอบแทนคุณแผ่นดิน” ก็เป็นสำนึกอันชอบ
ในเมื่อได้รับ “เบี้ยหวัด”
ไม่เพียงแต่ตนเองจะได้ หากแต่ได้มาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นพ่อ การที่จะสำนึกในคุณและตอบแทนคุณก็เป็นหน้าที่
ปมเงื่อนอยู่ที่ประโยค “สนองคุณเจ้านาย”
คำถามที่ตามมาอย่างฉับพลันก็คือ เจ้านายของอ้องอุ้นเป็นใคร เจ้านายของโจโฉเป็นใคร
มิได้เป็นตั๋งโต๊ะอย่างแน่นอน
ความละเอียดอ่อนจึงอยู่ที่การได้อำนาจของตั๋งโต๊ะเป็นการแย่งชิงมาจากเจ้านายที่ใหญ่กว่า
นั่นก็คือ การแย่งชิงมาจากหองจูเปียน
ปฏิบัติการของตั๋งโต๊ะในการถอดหองจูเปียนแล้วแต่งตั้งหองจูเหียบเข้าไปแทนที่เหมือนกับจะเป็นการสืบทอด
เพราะล้วนเป็น “โอรส” พระเจ้าเลนเต้
เพียงแต่เป็นกระบวนการอันมิได้เป็นไปตามแนวทางที่พระเจ้าเลนเต้กำหนด หากแต่เป็นของตั๋งโต๊ะ
ยุทธวิธีของอ้องอุ้นจึงแยบยล

