การปลอบประโลมยามมืดมนของคนต่างยุคสมัย (3)
งามศุกร์ รัตนเสถียรเป็นเพื่อนที่ช่วยอ่านและแก้ไขบทความที่ผมส่งลงมติชนออนไลน์มาโดยตลอด เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ก็ช่วยส่งหนังสือมาให้อ่านสองเล่ม ผมอ่านจบไปเล่มหนี่งซึ่งน่าสนใจมาก จึงขอย่อความมาแบ่งปันกับผู้อ่าน โดยได้เขียนบทความก่อนหน้านี้แล้วสองบท และบทนี้เป็นตอนที่ 3 หนังสือดังกล่าวมีชื่อว่า “ยาใจ : วิถีปลอบประโลมยามมืดมน” เขียนโดยไมเคิล อิกนาติเอฟ แปลโดยนักวิชาการ 10 คนที่แบ่งกันแปลคนละบทสองบท โดยมีปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล เป็นบรรณาธิการบทแปล ผู้เขียนเคยเป็นหัวหน้าพรรคเสรีนิยมของคานาดา ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเซ็นทรัลยูโรเปียน ที่กรุงเวียนนา
บทความสองบทแรกที่เขียนก่อนหน้านี้ได้นำเสนอประวัติศาสตร์ความคิดเรื่องการปลอบประโลมใจ ที่ครอบคลุมเนื้อหาหนังสือ “ยาใจ” บทที่ 1-8 บทความนี้จึงเป็นการเขียนต่อถึงบทที่ 9 – 10 โดยตั้งใจจะเขียนให้ครอบคลุมบทที่11 ถึงบทที่ 17 ต่อไป
บทที่ 10 มีชื่อว่า “การปลอบประโลมจากประวัติศาสตร์ : เมื่อกงดอร์เซต์วางเค้าโครงประวัติศาสตร์ความก้าวหน้าทางความคิดของมนุษยชาติ” ในบรรดาเรื่องราวของความทุกข์และการปลอบโยนของหนังสือ “ยาใจ” ผมรู้สึกสะเทือนใจกับเรื่องราวของกงดอร์เซต์มากกว่าเพื่อน ที่จริงเขามีชื่อว่า มารี – ฌอง เดอ การิตา ส่วนชื่อมาร์กีส์แห่งกงดอร์เซต์ (ค.ศ. 1743 – 1794) เป็นบรรดาศักดิ์ของเขา เขาเป็นนักปราชญ์คนสุดท้ายของยุครู้แจ้ง เคยเป็นเลขาธิการของราชบัณฑิตยสภาด้านวิทยาศาสตร์ เขามีผลงานโดดเด่นในสาขาแคลคูลัสของคณิตศาสตร์ และเป็นผู้บุกเบิกการนำคณิตศาสตร์มาใช้กับรัฐศาสตร์ อีกทั้งเป็นนักการเมืองไฟแรงที่เข้าร่วมการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1789
ภรรยาของเขาชื่อโซฟี อายุน้อยกว่าเขายี่สิบปี เธอเป็นชนชั้นสูงผู้มีชีวิตชีวา เป็นเจ้าของ “ซาล็อง” ที่ซึ่งชนชั้นสูงมาอภิปรายความคิดต่าง ๆ ในช่วงเดือนแรกของการปฏิวัติ กงดอร์เซต์สนับสนุนการปฏิวัติอย่างกระตือรือร้น เขาเชื่อว่าจะสามารถสร้างสาธารณรัฐบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ได้ สามารถปลดปล่อยฝรั่งเศสให้หลุดพ้นความเฉื่อยชาที่ทำให้ระบอบเก่าล่มสลายได้ บ้านของเขากลายเป็นสถานที่ชุมนุมของเหล่านักปฏิวัติสายกลาง รวมทั้งบาทหลวงซีเยส ผู้เขียนแผ่นพับอันโด่งดังชื่อ “ฐานันดรที่สามคืออะไร?” เพื่ออธิบายว่าฐานันดรที่สามคือประชาชน ผู้ควรมีอำนาจในการปกครอง รวมทั้งเพื่อนอีกคนชื่อซูอาร์ เขาเสนอร่างกฎหมายห้ามการเป็นทาสในอาณานิคมฝรั่งเศส เมื่อเขาเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญในปี ค.ศ. 1792 เขานำทฤษฎีความน่าจะเป็นมาใช้เพื่อเสนอระบบการเลือกตั้งแบบสองรอบ แม้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะไม่ผ่าน แต่ฝรั่งเศสและประเทศในเครือยังคงใช้ระบบการเลือกตั้งสองรอบอยู่จนทุกวันนี้
ในช่วงแรก เขาสนับสนุนระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่เมื่อกษัตริย์พยายามหนีออกนอกประเทศในปี ค.ศ. 1791 เขาเปลี่ยนใจมาสนับสนุนระบอบสาธารณรัฐ เขาลงมติว่ากษัตริย์มีความผิดฐานกบฏต่อแผ่นดิน แต่ลงมติคัดค้านการประหารชีวิต โดยให้เหตุผลว่า แม้ศัตรูการปฏิวัติก็ไม่ควรลงโทษถึงตาย การเคลื่อนไหวของเขาทำให้เขาสูญเสียมิตรสหายในหมู่ขุนนางและนักวิทยาศาสตร์ไปไม่น้อย
ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1793 ชาวปารีสกลุ่มหนึ่งบุกเข้าไปในสภาแห่งชาติ ข่มขู่ให้สมาชิกลงนามอนุมัติให้จับกุมพวกสายกลางในกลุ่มชีร็องแดงส์ ผู้นำของกลุ่มสายกลาง เช่น บาทหลวงซีแยส และฌอง – บัปติสต์ ซูอาร์ เลือกที่จะหลบเลี่ยงภัย แต่กงดอร์เซต์อาจสำคัญผิดในความโดดเด่นของตน จึงเขียนบทความโจมตีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของกลุ่มฌาโกแบงส์ว่าเอื้อต่อการปกครองแบบทรราช ผู้นำกลุ่มฌาโกแบงส์ เช่น โรเบสปีแอร์ และแซ็งต์-จุสต์เริ่มโจมตีเขาทันที บ้านเขาถูกปิด และเขาต้องหลบหนีออกจากบ้านไป
วันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1793 แพทย์สองคนมาเคาะประตูบ้านที่เคยพักอาศัยสมัยเป็นนักศึกษา มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งมาด้วย ทั้งสองคนมาขอให้มาดามแวร์เนต์ – เจ้าของบ้าน – รับชายผู้นั้นไว้ เธอรู้ทันทีว่าเขาหลบหนีมา แต่ถามเพียงว่า “เขาเป็นคนดีมีคุณธรรมหรือไม่” เมื่อได้คำตอบว่าใช่ เธอกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ให้เขาเข้ามา” เธอต้อนรับเขาในฐานะแขก โดยไม่รับเงินค่าที่พักนานถึงเก้าเดือน นานหลังจากวันนั้น เธอถึงทราบว่าเขาชื่อกงดอร์เซต์ เขาลงมารับประทานอาหารกับมาดามและผู้มาพักอีกสองคนเป็นประจำ แล้วก็ขึ้นไปทำงานเอกสารของตน ถึงเดือนตุลาคม เขาทราบข่าวว่า สมาชิกสภาแห่งชาติสายกลาง 30 คนถูกประหาร ข่าวนี้ทำให้เขามาสารภาพกับมาดามด้วยน้ำตานองหน้าว่า “ผมเป็นคนนอกกฎหมาย แล้วคุณก็จะเป็นเหมือนกัน”
โซฟีปลอมตัวเป็นชาวนามาเยี่ยมเขา เมื่อใดก็ตามที่ทำได้ คฤหาสน์ของพวกเขาถูกยึดไปแล้ว เธอแทบไม่เหลือเงินเลย ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการขายภาพเหมือนขนาดจิ๋วของอดีตขุนนางเพื่อยังชีพ กงดอร์เซต์ต้องต่อสู้อย่างหนัก ในฤดูหนาว เขานั่งขดตัวรับไออุ่นอยู่ข้างเตาผิง เขาเขียนถึงโซฟีว่า “ฉันยังยืนหยัดได้ ไม่เสียใจอะไร … ฉันเลือกความโชคร้ายของเหยื่อ และปล่อยให้พวกเขาเลือกอาชญากรรมแทน” เขาทรมานใจกับความคิดที่ว่า ลูกสาวกำลังเติบโตโดยไม่มีความทรงจำใด ๆ เกี่ยวกับเขาเลย เขารู้สึกเหมือนกับว่าถูกฝังทั้งเป็น
ในระหว่างที่เขาจมอยู่ในความหดหู่ โซฟีได้เสนอให้เขากลับไปทำงานเขียนที่เขาเคยเริ่มไว้ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1780 ความคิดเดิมคือการเขียนประวัติศาสตร์ชุดใหญ่ ว่าด้วยวิทยาศาสตร์และการหาความรู้ โดยมีเทคโนโลยีใหม่ เช่นการพิมพ์ เป็นปัจจัยเกื้อหนุน นี่คือสาระของยุคการรู้แจ้งที่วิทยาศาสตร์จะช่วยปลดปล่อยมนุษยชาติจากทรราชย์และไสยศาสตร์ แต่เขารู้ว่าการเขียนประวัติศาสตร์ชุดใหญ่เป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะเขาไม่มีหนังสือ ไม่มีห้องสมุด และที่สำคัญคือ ไม่มีเวลา เขาจึงตั้งชื่องานใหม่ของเขาว่า “เค้าโครงประวัติศาสตร์ความก้าวหน้าทางความคิดของมนุษยชาติ” โดยมีเพียงความทรงจำอันล้ำเลิศของเขาช่วยนำทาง เขาต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของการปฏิวัติแบบที่เขาเชื่อ ต่อหน้าการปฏิวัติอีกแบบหนึ่งที่กำลังจะพรากชีวิตเขาไป
เขาเขียนว่า “การพัฒนาตนเองของมนุษย์นั้นไร้ขอบเขตอย่างแท้จริง … ไม่ขึ้นอยู่กับอำนาจใดที่พยายามหยุดมันไว้อีกต่อไป … จะมีขีดจำกัดก็แต่อายุขัยของโลกใบนี้ ที่ธรรมชาติได้โยนพวกเรามาอาศัยอยู่เท่านั้น” เขาเชื่อว่า แม้จะไม่มีชีวิตอยู่เพื่อเห็นด้วยตนเอง แต่การปฏิวัติที่เขาเคยร่วมต่อสู้อย่างสุดหัวใจนั้น จะได้รับชัยชนะในที่สุด เพราะ “ธรรมชาติได้ผสานไว้ซึ่งความก้าวหน้า กับเสรีภาพและคุณธรรม”
เขาบรรยายว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ผ่านการพัฒนามาแล้วเก้าขั้น ตั้งแต่ขั้นล่าสัตว์และเก็บของป่า ขั้นเกษตรกรรม ขั้นการค้า … ความก้าวหน้าคือความเฉลียวฉลาดของเหตุผลมนุษย์ ซึ่งสามารถถอดรหัสความลับของธรรมชาติ และทำให้ความขาดแคลนและความไม่รู้ถอยห่างออกไป แต่บางครั้งความก้าวหน้าก็หยุดชะงัก เพราะทรราชและนักบวชเป็นผู้ขัดขวางการเผยแพร่ความรู้และเสรีภาพ แต่ด้วยอานิสงส์ของการปฏิวัติ อำนาจของพวกเขากำลังร่อยหรอลงแล้ว
เขาเชื่อว่าศรัทธาคือความหวังลวง แล้วประวัติศาสตร์เองเป็นความหวังลวงด้วยหรือไม่? กงดอร์เซต์ไม่คิดเช่นนั้น หากเชื่อว่าเทคโนโลยีการพิมพ์ทำให้ไม่อาจขัดขวางการแพร่กระจายความจริงได้อีกต่อไป ประชาสังคมจะเป็นอิสระ ความคิดเห็นของพวกเขาจะกลายเป็นกลไกสกัดกั้นทั้งอำนาจของทรราชและความงมงายของนักบวช สักวัน การแพทย์จะเอาชนะโรคร้าย มนุษย์จะไม่ต้องตายก่อนวัยอันควร เขาฝันถึงวันที่วิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมและเศรษฐศาสตร์การเมือง จะทำให้ความอุดมสมบูรณ์เป็นของทุกคน สงครามและหายนะของอารยธรรมจะสูญสลายไป เขากระโจนสู่อนาคต ซึ่งจะมอบทุกสิ่งที่ปัจจุบันได้ปฏิเสธไม่ให้เขาได้ครอบครอง
แม้เขาจะพยายามมองประวัติศาสตร์อย่างมีระยะห่าง มีมุมมอง มีบริบทที่กว้างไกล แต่ในสถานการณ์จริง เขาอาจเบี่ยงเบนความเจ็บปวดได้ชั่วครู่เท่านั้น ในฤดูหนาวปี ค.ศ. 1794 ทันทีที่เขาเขียน “เค้าโครง” เสร็จ มาดามแวร์เนต์สังเกตได้ว่าเขากระวนกระวายและไม่มีความสุข เมื่อคณะกรรมการความปลอดภัยฯ เข้ายึดทรัพย์สินทั้งหมดของเขาในเดือนมกราคม ค.ศ. 1794 โซฟีจึงตัดสินใจหย่ากับเขาเพื่อรักษาทรัพย์สินบางส่วนให้ตกทอดถึงเอลิซาผู้เป็นลูกสาว เขายอมตกลงเพื่อเห็นแก่ลูก แต่การหย่าเป็นเหมือนการตัดสายใยสุดท้ายที่ยึดเหนี่ยวเขาไว้กับชีวิต เมื่อคณะกรรมการฯออกคำสั่งว่า ผู้ใดให้ที่พักพิงแก่ผู้ที่ถูกประกาศว่าเป็นศัตรูของรัฐ ผู้นั้นจะต้องโทษประหารชีวิต เขารู้สึกผิดที่ทำให้มาดามแวร์เนต์ตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต
ในค่ำคืนท้าย ๆ เขาเขียนจดหมายอำลาลูกสาว ที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนของพ่อ มอบต้นฉบับ “เค้าโครง” ให้ผู้เช่ารายหนึ่ง และกำชับให้ส่งมอบแก่ภรรยาของเขาให้ได้ ยามเช้าของวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 1794 เขาลอบออกจากบ้านพัก เดินเท้าไปไกล 12 กิโลเมตร ไปยังบ้านของซูอาร์ที่เป็นเพื่อนเก่ากว่า 20 ปี แต่คนรับใช้ไม่เปิดรับ แจ้งว่าเจ้าของบ้านไม่อยู่ เขาต้องนอนค้างคืนในเหมืองหินใกล้เคียง วันรุ่งขึ้น ซูอาร์ยอมให้เขาเข้าไปในบ้าน แต่บอกว่ามันอันตรายเกินไปที่จะให้เขาเข้ามาพักในบ้าน ในสภาพอ่อนล้า เขาเดินไปยังโรงแรมเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง และสั่งไข่เจียวที่ใส่ไข่ “สิบสองฟอง” ซึ่งเป็นที่พิรุธในยามที่ปารีสขาดแคลนอาหาร พวกกรรมกรที่พักที่โรงแรมจึงสงสัยและค้นตัวเขา พบนาฬิกาหรูเรือนหนึ่งและบทกวีของโฮเรซฉบับละตินหนึ่งเล่ม กรรมกรที่เป็นพวกฌาโกแบงส์จึงจับกุมเขา แต่เขาอ่อนแรงเกินกว่าจะเดินได้ พวกเขาจึงจับเขาใส่รถเข็น เข็นไปยังคุกท้องถิ่น เช้าวันรุ่งขึ้น มีคนพบศพเขานอนคว่ำหน้า สันนิษฐานว่าเส้นโลหิตในสมองแตก
มาดามแวร์เนต์ โซฟี และเอลิซา ทั้งสามคนรอดชีวิตจากการปฏิวัติ ต่อมาในปี ค.ศ. 1826 มาดามซูอาร์ตีพิมพ์บันทึกความทรงจำ อ้างว่าเธอกับสามีไม่ได้ปฏิเสธกงดอร์เซต์ หากได้เปิดประตูหลังบ้านให้เขากลับเข้ามาได้ เมื่อมาดามแวร์เนต์อ่านบันทึกนั้น เธอก็เขียนจดหมายถึงเอลิซา เล่าว่าเธอได้ออกเดินตามหา กงดอร์เซต์ โดยเดาว่าเขาจะไปที่ใด เธอได้อ้อมไปดูหลังบ้านของซูอาร์ พบว่ามันถูกปิดตายด้วยพงหญ้าสูงถึงหนึ่งเมตร ส่วนบาทหลวงซีแยส เพื่อนร่วมอุดมการณ์อีกคนหนึ่งของกงดอร์เซต์ ได้กลับมาปารีสในบั้นปลายของชีวิต เมื่อคนรุ่นใหม่คนหนึ่งถามเขาว่า “ท่านทำอะไรบ้างในช่วงการปฏิวัติ?” ชายชราตอบสั้น ๆ ว่า “ผมผ่านชีวิตมาได้”
ในช่วงทศวรรษที่ 1840 เอลิซาได้รวบรวมและตีพิมพ์หนังสือรวมผลงานของบิดา กงดอร์เซต์ได้รับการยกย่องในที่สุด ทั้งในฐานะผู้มุ่งหวังให้ความก้าวหน้าในอนาคตช่วยปลอบโยนเขาในยาก ทั้งโดยข้อเขียนของเขาที่ยังคงชี้นำขบวนการเสรีนิยมก้าวหน้าจนถึงปัจจุบัน
บทที่ 10 ของหนังสือ “ยาใจ” มีชื่อว่า “หัวใจของโลกที่ไร้หัวใจ : คาร์ล มาร์กซ์ กับ คำประกาศลัทธิคอมมิวนิสต์” ก่อนอื่นขอลอกวิกิพีเดียเกี่ยวกับมาร์กซ์ มาเป็นเหมือนการแนะนำตัว
มาร์กซ์ (ค.ศ. 1818 – 1883) เป็นนักปรัชญา นักทฤษฎีสังคมและการเมือง นักเศรษฐศาสตร์ นักข่าว และนักสังคมนิยมปฏิวัติ ชาวเยอรมัน เขาเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดจาก “คำประกาศพรรคคอมมิวนิสต์” (The Communist Manifesto) ในปี ค.ศ. 1848 (เขียนร่วมกับฟรีดริช เองเกลส์ ) และหนังสือ “ว่าด้วยทุน” (Das Kapital) สามเล่ม (ค.ศ. 1867–1894) ซึ่งเป็นการวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐศาสตร์การเมืองแบบคลาสสิกโดยอาศัยทฤษฎีสสารนิยมประวัติศาสตร์ของเขา
มาร์กซ์ เกิดที่เมืองเทรียร์ในราชอาณาจักรปรัสเซีย ได้รับปริญญาเอกด้านปรัชญาจากมหาวิทยาลัยเยนาในปี ค.ศ. 1841 เขาได้รับอิทธิพลทางปรัชญาจาก เกออร์ก วิลเฮล์ม และ ฟรีดริช เฮเกล เขาได้ทั้งวิพากษ์วิจารณ์และพัฒนาแนวคิดของเฮเกลในผลงานต่าง ๆ ในปี ค.ศ. 1843 เขาและภรรยาชื่อ เจนนี มาร์กซ์ถูกขับไล่จากเมืองโคโลญ ไปอยู่ในห้องชุดแห่งหนึ่งในกรุงปารีส ทั้งสองปลาบปลื้มมากกับบรรยากาศของปารีส พวกเขารู้สึกว่าได้ช่วงชิงเสรีภาพของตนกลับมา และบัดนี้พวกเขาจะอยู่เพื่อทำให้คนอื่นมีเสรี เจนนีเขียนจดหมายถึงเพื่อนว่า “ เราเองก็อยากบันเทิงเริงสุขเหมือนกัน อยากทำสิ่งต่าง ๆ และมีประสบการณ์” ถึงตรงนี้ เธอก็ใช้ตัวเขียนใหญ่เขียนคำว่า “ความสุขของมนุษยชาติ” อย่างรื่นเริง เธอพบว่าสามีเป็นผู้มีอารมณ์ร้อนแรง เข้มงวด แข็งกล้า อกผายไหล่ผึ่ง ผมดำหยิกหยองเป็นรังนก ในช่วงหลัง ลูก ๆ เรียกเขาว่าแขกมัวร์
ในปีต่อมา พวกเขาได้พบกับเองเกลส์ ผู้เป็นลูกชายเจ้าของโรงงาน ซึ่งกลายเป็นเพื่อนสนิท เป็นผู้ช่วยอุปถัมภ์ในยามยาก และผู้ร่วมงานความคิดที่ใกล้ชิดที่สุดของมาร์กซ์ หลังจากย้ายไปบรัสเซลส์ในปี ค.ศ. 1845 ทั้งสองมีบทบาทในสันนิบาตคอมมิวนิสต์ ต่อมาในปี ค.ศ. 1848 เกิดกระแสปฏิวัติและการลุกฮือครั้งใหญ่ในยุโรป ที่ปะทุขึ้นในฝรั่งเศส แล้วลามไปทั่วทวีป แม้การปฏิวัติจะล้มเหลวในการจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยในทันที โดยฝ่ายอนุรักษ์นิยมทำการปราบปราม และกลับมามีอำนาจใหม่ในปี ค.ศ. 1849 – 1851 แต่ก็ได้ปูทางสู่ประชาธิปไตยในอนาคต และส่งผลให้ระบอบศักดินาสิ้นสุดลงในบางพื้นที่
ปี ค.ศ. 1848 เป็นปีที่มาร์กซ์และเองเกลส์ร่วมกันเขียน “คำประกาศพรรคคอมมิวนิสต์” ซึ่งแสดงออกถึงแนวคิดของมาร์กซ์และการวางแผนการปฏิวัติ หลังการสิ้นสุดการลุกฮือ มาร์กซ์ถูกเนรเทศออกจากเบลเยียมและเยอรมนี ในปี ค.ศ. 1849 ได้ย้ายไปลอนดอน ที่นั่นเขาได้เขียนหนังสือ “ว่าด้วยทุน” ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1864 มาร์กซ์ได้เข้าร่วมกับสมาคมแรงงานสากลที่หนึ่ง ภายในสมาคมฯ เขาต้องต่อสู้กับอิทธิพลของกลุ่มอนาธิปไตย (anarchist) ที่นำโดยมิคาอิล บาคูนิน ในหนังสือชื่อ “วิจารณ์โครงการโกทา” (ค.ศ. 1875) มาร์กซ์ได้เขียนเกี่ยวกับการปฏิวัติ, รัฐ, และการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ เขาเสียชีวิตโดยไม่มีสัญชาติในปี ค.ศ. 1883 และถูกฝังอยู่ที่สุสานไฮเกต ของกรุงลอนดอน
หนังสือ “ยาใจ” เริ่มด้วยช่วงเวลาแห่งความกระตือรือร้นและความสุขของ คาร์ลและเจนนี มาร์กซ์ หนุ่มสาวที่อยู่ด้วยกัน และมีโอกาสพบปะสังสรรค์กับบรรดาแรงงานราดิกัล ผู้อุทิศตนแก่การต่อสู้ แต่ปลอดการวิเคราะห์เกี่ยวกับอุปสรรคที่จะต้องเอาชนะ คาร์ลและเจนนีคิดว่า รัฐประชาธิปไตยต้องมีความหมายมากกว่าระบอบของพระเจ้าหลุยส์ ฟิลิปส์ที่หนึ่ง บนท้องถนนของปารีส พวกเขาพบผู้คนนอนอยู่ตามหน้าประตูทางเข้าอาคาร หญิงโสเภณี เด็กเล็กที่ถูกทอดทิ้ง ฯลฯ หรืออีกนัยหนึ่ง ความทุกข์ตรม ยากไร้ เหลื่อมล้ำ ที่การปฏิวัติในนามของสิทธิและทรัพย์สิน ได้ปล่อยทิ้งไว้ไม่แตะต้อง มาร์กซ์เขียนว่า “การปลดปล่อยสู่อิสระทางการเมือง โดยตัวมันเองหาใช่การปลดปล่อยมนุษย์สู่อิสระไม่”
เขาตีความการปลอบประโลมเสียใหม่ ว่ามันไม่ใช่เป็นเพียงแค่ไสยศาสตร์งมงาย ศาสนามิใช่เป็นเพียงม่านมายาคติที่ปิดคลุมการกดขี่มนุษย์ไว้เท่านั้น หากเป็น “เสียงทอดถอนใจของสัตว์โลกที่ถูกกดขี่ หัวใจของโลกที่ไร้หัวใจ และวิญญาณของสภาพที่ไร้วิญญาณ” เป็นเวลาหลายสหัสวรรษมาแล้ว ที่มนุษย์ปรารถนาที่จะไปยังสรวงสวรรค์ ที่ซึ่งน้ำตาทุกหยดจะเหือดแห้ง ความทุกข์ทรมานทั้งมวลจะสิ้นสุดลง มาร์กซ์ดูหมิ่นดูแคลนมายาคติทางศาสนา แต่เขาหาได้ดูหมิ่นความโหยหาที่มนุษย์แสดงออกไม่ เขาเขียนว่า “ยิ่งแรงงานทุ่มเทในการทำงานมากขึ้นเพียงใด โลกภววิสัยที่แปลกแยกยิ่งมีพลังอำนาจมากขึ้น โลกภายในของเขาก็ยิ่งยากไร้ลงเพียงนั้น … กรณีศาสนาก็เฉกเช่นเดียวกัน ยิ่งมนุษย์ทุ่มเทแก่พระเจ้ามากขึ้นเพียงใด เขายิ่งคงเหลืออยู่ภายในตัวเองน้อยลงเพียงนั้น”
ใน “คำประกาศพรรคคอมมิวนิสต์” ที่เขียนในช่วงที่ไฟแห่งการปฏิวัติได้ลุกโชนขึ้นมา มาร์กซ์และเองเกลส์ประกาศความเชื่อว่า ชนชั้นกรรมาชีพกำลังถูกดึงเข้ามาหากันด้วยตรรกะอันแรงกล้า ที่เคยเสริมสร้างทุนให้มั่นคง และเมื่อพวกเขาค้นพบผลประโยชน์ร่วมกันของตนแล้ว ก็จะผงาดขึ้นและสลัดโซ่ตรวนของตนทิ้งไป แต่ความปลื้มปีตินั้นแสนสั้น พอสิ้นปี ค.ศ. 1848 ปารีส เวียนนา และเบอร์ลินก็กลับไปอยู่ในมือของชนชั้นนำเก่าเช่นเดิม
ความหวังของมาร์กซ์เรื่องการปฏิวัติยุโรปกระเตื้องขึ้นในช่วงสั้น ๆ เมื่อเกิดคอมมูนปารีสในปี ค.ศ. 1871 ก่อนจะตกวูบไปพร้อมกับความปราชัยของคอมมูน ช่วงหลายปีในบั้นปลายของชีวิต คาร์ลและเจนนีประสบมรณกรรมของลูก ๆ อันเป็นที่รัก การทรยศ ถดถอย เลิกรา ของเหล่าสหายที่เคยไว้วางใจ แต่พวกเขาก็รับมันได้หมด โดยอาศัยความเอื้อเฟื้อของเองเกลส์ และความทรงจำจากความหวังอันเรืองรอง ซึ่งพวกเขาได้จุดติดขึ้นในกรุงปารีส พวกเขากลับไปเยือนปารีสอีกครั้งเมื่อเจนนีป่วยเป็นมะเร็งใกล้สิ้นชีวิต ได้ไปนั่งที่ร้านกาแฟในย่านที่เคยคุ้นเคย และตื่นเต้นแปลกใจกับการฟื้นฟูจากสภาพที่เคยรู้จักในทศวรรษที่ 1840
เจนนีถึงแก่กรรมไม่กี่เดือนหลังจากการเยือนปารีสครั้งสุดท้าย มาร์กซ์อยู่อย่างเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย จะพอพึ่งพาได้ก็แต่ความอดทนแบบสโตอิกของตน ไม่ว่างานเขียนของเขา สถานะการเป็นหัวหน้าขบวนการคอมมิวนิสต์ยุโรป หรือศรัทธาในการปฏิวัติที่จะมาถึง ล้วนไม่อาจปกป้องเขาจากการเจ็บปวดสูญเสีย เขาเสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1883 เองเกลส์ได้กล่าวคำอาลัยข้างหลุมฝังศพเขา ว่ามาร์กซ์คือบิดาแห่งการปฏิวัติยุโรป เป็นผู้สร้างวิทยาศาสตร์สังคม อนิจจา มีผู้ฟังคำปราศรัยครั้งนั้นเพียงสิบสองคน
สมุดบันทึกกรุงปารีสของมาร์กซ์ถูกตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในทศวรรษที่ 1930 จนกระทั่งทศวรรษที่ 1960 ที่คนรุ่นใหม่ได้ค้นพบมาร์กซ์ผู้เป็นนักมนุษยนิยม ที่ถูกกลบฝังอยู่ข้างใต้เศษซากขยะอันเสื่อมทราม ของลัทธิมาร์กซ์ทางการแบบโซเวียต วิสัยทัศน์ของเขาที่สลักเสลาโดยมีเจนนีอยู่เคียงข้าง เป็นยูโทเปียที่คงทนอยู่ เป็นความพยายามที่จะนึกคิดถึงโลกซึ่งอยู่พ้นเอกภพทุนนิยมโลกออกไปอย่างเป็นระบบ เป็นจินตนาการถึงความก้าวหน้าอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่เสียเปล่าหรือทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมทรามลง เป็นโลกที่ปราศจากความเกลียดชังทางชนชั้น เชื้อชาติ หรือประเทศชาติ เป็นความพยายามอันยั่งยืนในอันที่จะข้ามพ้นศาสนา และแทนที่คำปลอบโยนของศาสนา ด้วยความยุติธรรม
โคทม อารียา

