หน้าแรก บทความ นโยบายสังคมสู...

นโยบายสังคมสูงวัยรัฐบาลอนุทิน 2

23.04.26 | 12:15 น.

นโยบายสังคมสูงวัยรัฐบาลอนุทิน 2

วันผู้สูงอายุแห่งชาติเพิ่งผ่านไปหมาดๆ หลังจากที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายไปเมื่อ 9-10 เมษายน และมีบางท่านบ่นว่า “ขาดมิติการรองรับเศรษฐกิจสังคมผู้สูงวัย” อาจเป็นเพราะไม่ค่อยเห็นใครพูดถึงในวันแถลงนโยบาย รวมทั้งฝ่ายค้านก็มัวแต่โจมตีรัฐบาลในเรื่องอื่นๆ

ที่จริง รัฐบาลมีนโยบายสังคมสูงวัย แต่ไม่ได้แถลงชัดเจน อาจจะเป็นเพราะประการแรก ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาวิกฤตสารพัดซึ่งที่ร้ายแรงที่สุดคือปัญหาสงครามสหรัฐ-อิหร่าน ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวข้องที่กระทบต้นทุนการผลิตทำให้ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ฯลฯ ทำให้สภามัวอภิปรายเรื่องร้อนใกล้ตัว ประการที่สอง งานด้านผู้สูงอายุกระจายอยู่หลายกระทรวง นโยบายด้านนี้จึงกระจายออกไป จนไม่รู้ว่าใครเป็นคนแถลงนโยบายสังคมสูงวัย

นโยบายสังคมสูงวัย/ผู้สูงอายุของรัฐบาลอนุทิน 2 มีในคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี หน้า 14 ข้อ 15.2 และข้อ 15.3 ดังนี้

“ข้อ 15.2 สร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย เพื่อให้ผู้สูงอายุและประชากรทุกช่วงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี พึ่งพาตนเองได้ และมีส่วนร่วมในสังคม พร้อมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) เพื่อผู้สูงวัยและโดยผู้สูงวัย อาทิ การพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ช่วยในการดำรงชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ การส่งเสริมอุตสาหกรรมหรือกิจการเพื่อรองรับสังคมสูงวัย การส่งเสริมการสร้างรายได้ การออมและการใช้ศักยภาพของผู้สูงอายุ การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ผู้สูงอายุที่มีรายได้

Advertisement

และข้อ 15.3 จัดสถานที่พักพิงสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่ได้มาตรฐานในพื้นที่และดำเนินโครงการพยาบาลอาสาประจำหมู่บ้านเพื่อดูแลช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้อยู่ในภาวะพึ่งพิงในชุมชน เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวสามารถประกอบอาชีพได้ พัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย รวมถึงผลักดันให้มีศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอเพื่อให้ผู้เสพสามารถเข้ารับการบำบัดรักษา ซึ่งจะช่วยคืนคนดีกลับสู่สังคม โดยส่งเสริมให้ภาคเอกชนและส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการพัฒนา”

นโยบายที่น่าสนใจ คือ Silver Economy ในข้อ 15.2 ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่สำหรับประเทศไทยแม้จะไม่ใหม่ในประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ แต่ในคำแถลงไม่ลงรายละเอียดบทความนี้จึงขออนุญาตขยายเพราะเป็นนโยบายที่สำคัญ

แนวคิด Silver Economy เริ่มจากญี่ปุ่นเกือบ 60 ปีมาแล้วในความหมายเดียวกับ ตลาดสีเงิน (silver market) ตลาดผู้ใหญ่ (mature market) หรือตลาดผู้สูงอายุ (aging market place) ซึ่งเกี่ยวกับการขยายตัวของสินค้าสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุซึ่งในสมัยนั้นจะเกี่ยวกับสินค้าและบริการสำหรับผู้สูงอายุที่ฐานะดี การให้คำปรึกษาทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ การแก้ปัญหาแรงงานผู้สูงอายุ การออกแบบเพื่อปรับสินค้าและบริการให้ประชาชนทุกกลุ่มอายุ เป็นมิตรกับทุกวัย ทุกสภาพร่างกายและทักษะทางปัญญา ซึ่งทั้งหมดนี้อาจช่วยให้การอยู่ร่วมกันในสังคมดีขึ้น

ต่อมานโยบาย Silver Economy ก็ขยายตัวไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เอเซียและยุโรปจากแนวคิดเดิมที่เน้นด้านสวัสดิการไปสู่การมองผู้สูงอายุเป็นตลาดผู้บริโภคและแรงงานที่มีผลิตภาพ ที่สำคัญคือมองวิกฤตสังคมสูงวัยเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ

ความสนใจใน Silver Economy ในประเทศไทยมีมาหลายปีแล้ว เช่น ปี 2562 สวทช.เคยวิจัยเรื่อง Silver Economy เศรษฐกิจผู้สูงวัย ปี 2563 ธนาคารกรุงเทพฯ เสนอบทความทางเว็บไซต์ เรื่อง “Silver Economy เรียนรู้ก่อน ถ้าอยากชนะ” ปี 2564 กรมกิจการผู้สูงอายุเสนอบทความทางเว็บไซต์เรื่อง “เศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) ตอบโจทย์ประชากร” ขณะที่ภาคเอกชนก็มีความตื่นตัวและลงมือไปบ้างแล้ว อาทิ การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ บริการการดูแลผู้สูงอายุ ที่พักอาศัยผู้สูงอายุ การปรับทักษะและส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุ

ที่สำคัญเชิงนโยบาย คือ ในปี 2568 สภาพัฒน์ได้มอบหมายให้ทีดีอาร์ไอ (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) ศึกษาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมภายใต้การเป็นสังคมสูงวัยของประเทศไทย เพื่อวิเคราะห์ระบบเศรษฐกิจสูงวัยไทยในปัจจุบัน คาดการณ์เศรษฐกิจสูงวัยในอนาคต และศึกษาศักยภาพและโอกาสในการพัฒนาจากระบบเศรษฐกิจสูงวัย เป็นต้น

การศึกษาของทีดีอาร์ไอยกตัวอย่างนิยามของ Silver Economy จากต่างประเทศ เช่น

EU (2018) นิยาม Silver Economy ว่าหมายถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดที่ตอบสนองความจำเป็นและความต้องการของผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไปรวมทั้งผลผลิตและบริการที่ผู้สูงอายุซื้อโดยตรงและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการใช้จ่ายของผู้สูงอายุ Silver Economy ครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งการผลิต การบริโภคและการค้าสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ ทั้งภาครัฐและเอกชน และ
ผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม

และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) นิยาม Silver Economy ว่าหมายถึงสภาพแวดล้อมที่ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีปฏิสัมพันธ์และเจริญก้าวหน้าในสถานที่ทำงาน มีส่วนร่วมในสถานประกอบการฐานนวัตกรรม และขับเคลื่อนตลาดในฐานะผู้บริโภคและมีชีวิตที่มีสุขภาพดี มีความกระตือรือร้นและมีผลิตภาพ

ทีดีอาร์ไอให้ข้อสังเกตว่าเกณฑ์อายุของผู้สูงอายุที่ EU ใช้คืออายุ 50 ปีขึ้นไป ขณะที่ OECD ใช้เกณฑ์อายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้เขียนขอเพิ่มว่าเกณฑ์อายุมีผลต่อการประเมินขนาดของ Silver Economy ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดของประชากรช่วงอายุ 50-59 ปี ของแต่ละประเทศในแง่ขนาดการบริโภคสินค้าและบริการ และขนาดของกำลังแรงงานกลุ่มอายุ 50-59 ปีที่มีอัตราการทำงานสูงกว่ากลุ่มที่อายุสูงกว่า

เรื่อง Silver Economy ในประเทศไทย องค์การ JICA (สำนักงานความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น) ให้ความสนใจมากและในปี 2568 ได้ร่วมมือกับหน่วยงานของไทยเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผู้เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้ให้การสนับสนุน นักธุรกิจ ผู้บริโภค มาวิเคราะห์และเผยแพร่รายงาน เรื่อง Data Collection Survey on the Silver Economy in Thailand ซึ่งมีข้อมูลและคำแนะนำที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล

JICA เน้นว่าผู้สูงอายุเป็นทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตหรือแรงงาน ดังนี้ “Silver Economy ครอบคลุมสินค้า บริการ เทคโนโลยี และกิจกรรมหลากหลายที่สนับสนุนและรักษาการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุทั้งการดูแลสุขภาพ การดูแลระยะยาว เทคโนโลยีอำนวยความสะดวก การศึกษา การขนส่ง บริการทางการเงิน และการท่องเที่ยว ที่สำคัญคือไม่มองผู้สูงอายุในฐานะผู้คอยรับความช่วยเหลือแต่ในฐานะหน่วยเศรษฐกิจที่มีความพร้อม (active economic agents) เป็นทั้งผู้บริโภค ผู้ผลิต ผู้ลงทุน และร่วมสร้างมูลค่าระหว่างวัย”

ในแง่ของการบริหารจัดการ Silver Economy ในประเทศไทย JICA แนะว่ารัฐบาลต้องทำความเข้าใจอย่างถี่ถ้วน
เกี่ยวกับบทบาทที่เชื่อมโยงกันของหน่วยงานรับผิดชอบหลัก 4 แห่ง และองค์กรและสถาบันวิชาการอีกประมาณ 80 แห่ง คือ

(1) หน่วยงานที่ทั้งกำกับดูแลและสนับสนุน เช่น กรมกิจการผู้สูงอายุ กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น และกระทรวงแรงงาน ที่รับผิดชอบซ้ำซ้อนและกระจัดกระจายอยู่ 40 กว่าแห่งซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการบริหารที่มีประสิทธิภาพ JICA จึงแนะนำให้จัดตั้งสภาประสานงานเศรษฐกิจผู้สูงวัยแห่งชาติ และตั้งโมเดลแซนด์บ็อกซ์ระดับจังหวัด

(2) หน่วยงานสนับสนุน เช่น สภาพัฒน์ ทีดีอาร์ไอ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย สำนักงานส่งเสริมการลงทุน มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และกลุ่มประชาสังคม

(3) ภาคการผลิตเอกชน รวมทั้ง SMEs วิสาหกิจเพื่อสังคม สหกรณ์ และบริษัทขนาดใหญ่ ที่ออกแบบ ผลิต และกระจายสินค้าและบริการไปยังผู้สูงอายุ และ

(4) ผู้บริโภคสูงอายุที่มีลักษณะหลากหลายทั้งด้านประชากร รายได้ ความรู้ด้านดิจิทัล สุขภาพ และการดูแลคนในครอบครัว

JICA สรุปว่ารัฐบาลควรรวมโครงการที่กระจัดกระจายอยู่ในหน่วยงานหลายแห่งเข้าเป็นนโยบายเศรษฐกิจผู้สูงวัยครบวงจร (Unified Silver Economy Policy) และจัดทำแผนแม่บทเศรษฐกิจผู้สูงวัยแห่งชาติ โดยการนำของสภาพัฒน์และการสนับสนุนของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาสังคมและหุ้นส่วนในการพัฒนา รวมทั้งการตั้งกองทุน Silver Innovation Fund (ซึ่งอาจจะซ้ำซ้อนงานของ อว. ฯลฯ)

เชื่อว่าสภาพัฒน์คงได้รับรายงาน JICA แล้วไล่ๆ กับรายงานของทีดีอาร์ไอ ดังนั้นคงจะพร้อมเผชิญภาระขั้นต่อไปซึ่งในรัฐผสม การเมืองที่ไม่นิ่ง และภาวะเศรษฐกิจฝืดและเงินเฟ้อ (stagflation) คงจะเหนื่อยหน่อย

โดยรวม Silver Economy เป็นนโยบายที่รับได้เพราะไทยเป็นสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์แล้วต้องปรับวิกฤตเป็นโอกาส แต่สิ่งที่น่าห่วงคือตลาดผู้สูงอายุว่าจะมีกำลังซื้อมากน้อยเพียงใด สำนักงานสถิติฯ ระบุว่า ปี 2567 ไทยมีผู้สูงอายุ 14 ล้านคน เป็นผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี 2.8 ล้านคน (ร้อยละ 20) ไม่มีงานทำ 8.8 ล้านคน (ร้อยละ 62) ขณะที่ทีดีอาร์ไอระบุว่าปี 2569 รายจ่ายเพื่อการบริโภคภาคเอกชนเป็นส่วนของผู้สูงอายุ 1.7 ล้านล้านบาท จากยอดรวมการบริโภคภาคเอกชน 10.3 ล้านล้านบาท (ร้อยละ 17) ซึ่งหากภาวะเศรษฐกิจฝืดและเฟ้อลากยาวกำลังซื้อจะอ่อนลง และในส่วนของการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุเท่าที่ผ่านมายังไม่ได้ผล

ครับ ก็ยังเชียร์อยู่ ขอให้รัฐบาลรอบคอบและจริงจัง ห้ามโกง

สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์