หน้าแรก บทความ วิกฤต ‘...

วิกฤต ‘ฆ่าห่านทองคำ’ ยักษ์ใหญ่ข้ามชาติโบกมือลา… ทิ้งเพียงคำถามเรื่องความมั่นคง!

23.04.26 | 15:55 น.

วิกฤต ‘ฆ่าห่านทองคำ’ ยักษ์ใหญ่ข้ามชาติโบกมือลา… ทิ้งเพียงคำถามเรื่องความมั่นคง!

สัญญาณอันตรายที่กำลังส่งเสียงดังระงมในอุตสาหกรรมพลังงานไทย เมื่อ “บริษัทน้ำมันข้ามชาติ” ยักษ์ใหญ่ระดับโลกทยอย “ถอนสมอ” ขายโรงกลั่นทิ้งไปทีละราย จากเดิมที่เคยเป็นสมรภูมิการลงทุนที่หอมหวาน

วันนี้กลับกลายเป็นพื้นที่ที่นักลงทุนมองว่า “เสี่ยงเกินไปที่จะอยู่ต่อ”

เปิดสถิติการ “ทิ้ง” ของกลุ่มทุนข้ามชาติ

หากย้อนรอยดูเส้นทางอุตสาหกรรมโรงกลั่นไทย เราจะพบภาพการเปลี่ยนมือที่น่าตกใจ

โรงกลั่น RRC (Shell) ยอมขายกิจการให้ ปตท. ตั้งแต่ปี 2547 แล้วหันไปเลือกลงทุนที่สิงค์โปร์แทน

โรงกลั่น ESSO ตำนานน้ำมันเสือที่อยู่คู่ไทยมา 60 ปี ตัดสินใจขายทิ้งให้บางจากในปี 2566

Advertisement

ปัจจุบันเหลือเพียง SPRC (คาลเท็กข์) เท่านั้นที่เป็นทุนต่างชาติรายสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่

ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา “ไม่มีโรงกลั่นใหม่เกิดขึ้นเลยในประเทศไทย” แม้เราจะเปิดเสรีทางการค้าแล้วก็ตาม!

สูตรคำนวณที่ทำให้นักลงทุนต้อง “ทิ้ง”

ทำไมธุรกิจที่ดูเหมือนกำไรมหาศาลอย่างโรงกลั่น ถึงไม่ดึงดูดใจรายใหม่อีกต่อไป? คำตอบอยู่ในสมการความล้มเหลวนี้ Risk > Return + Policy Uncertainty + Capital Intensity

1.กำไรไม่สมความเสี่ยง : ธุรกิจนี้เป็น “วัฏจักร” บางปีขาดทุนหนัก แต่ผลตอบแทนเฉลี่ยในไทยกลับไม่สูงพอที่จะชดเชยความเสี่ยงได้

2.นโยบายรัฐที่คลุมเครือ : การพยายาม “ตรึงราคา” หรือ “ขอความร่วมมือ” ในระยะสั้น แม้จะช่วยประชาชน แต่สำหรับนักลงทุน มันคือการลดความยืดหยุ่นและเพิ่มความไม่แน่นอน

3.ลงทุนมหาศาลแต่คืนทุนช้า : การสร้างโรงกลั่นใช้เงินนับแสนล้านและเวลากว่า 10 ปีกว่าจะคืนทุน เมื่อเข้าไปแล้ว “ถอยไม่ได้ง่ายๆ”

โรงกลั่นไม่ใช่แค่ที่ผลิตน้ำมันแต่คือ “กระดูกสันหลัง” ชาติ

ในขณะที่นักลงทุนมองหาผลตอบแทน แต่ในมุมของ “ประเทศ” โรงกลั่น คือ โครงสร้างพื้นฐานที่ขาดไม่ได้

-Energy Security : หากไม่มีโรงกลั่นเอง เราต้องพึ่งพาการนำเข้า 100% เสี่ยงต่อราคาผันผวนและวิกฤตขาดแคลนพลังงาน คล้าย กัมพูชา สปป.ลาว และ พม่า ในปัจจุบัน

-Industrial Backbone: โรงกลั่น คือ ต้นน้ำของก๊าซหุงต้ม (LPG), วัตถุดิบปิโตรเคมี และเชื้อเพลิงโรงงาน หากเราสูญเสียความสามารถนี้ไป ต้นทุนการผลิตทั้งประเทศจะพุ่งสูงสูงทันที

ทางออก คือ หยุดนโยบาย “ฆ่าห่านทองคำ” ก่อนจะสายเกินไป

หากประเทศไทยมองเพียง “กำไรระยะสั้น” โดยการบีบคั้นโรงกลั่นเพื่อลดราคาน้ำมันเพียงชั่วคราว เราอาจกำลังต้องแลกด้วย “ต้นทุนระยะยาว” ที่เศรษฐกิจทั้งระบบต้องแบกรับ

เราควรทำอย่างไรเพื่อให้ธุรกิจที่ไม่ Attractive สำหรับต่างชาตินี้ ยังอยู่รอดได้?

-สร้างความชัดเจนในกฎระเบียบ ลดความผันผวนของนโยบายรัฐที่ขัดกับกลไกตลาดเสรี ส่งเสริมการแข่งขันที่เท่าเทียม ช่วยให้โรงกลั่นไทยสู้กับยักษ์ใหญ่ใน สิงคโปร์ จีน หรือ อินเดีย ที่มี Economy of Scale สูงกว่าได้

-สนับสนุนการลงทุนต่อเนื่อง เช่น การปรับปรุงให้โรงกลั่นมีความยึดหยุ่นในการรับน้ำมันดิบที่หลากหลายเพื่อลดต้นทุนระยะยาว การปรับปรุงมาตรฐานน้ำมันสำเร็จรูปอย่างเช่น ยูโร 5 เพื่อให้ให้ไทยยังคงเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาด และ สนับสนุนให้โรงกลั่นลงทุนให้โรงกลั่นทันสมัยมีความมั่นคง เดินเครื่องได้
อย่างมีเสถียรภาพ เพื่อให้เราสามารถใช้งานในภาวะฉุกเฉินอย่างเช่นเหตุการณ์ในช่วงมีนาคม- เมษายนที่ผ่านมา

บทสรุปที่น่าคิด ถ้าธุรกิจนี้กำไรดีจริง นักลงทุนคงแย่งกันเข้ามา แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ การทยอยขายทิ้ง ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องทบทวนว่า เราจะดูแล “ห่านที่ออกไข่เป็นความมั่นคงทางพลังงาน” นี้อย่างไร

ก่อนที่ห่านตัวสุดท้ายจะหยุดออกไข่ให้เราตลอดกาล!!