สะพานแห่งกาลเวลา : ศัลยกรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์
การขุดค้นทางโบราณคดีที่เกาะบอร์เนียว พบหลักฐานที่เหลือเชื่อเกี่ยวกับการแพทย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์หรือเกือบ 30,000 ปีมาแล้ว ท้าทายความเชื่อดั้งเดิมที่ว่า ผู้คนยุคนั้นมีองค์ความรู้ทางการแพทย์ต่ำ เพราะสิ่งที่ค้นพบคือหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีการผ่าตัดที่จำเป็นต้องใช้ทักษะซับซ้อนเกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้าที่เราคิดมากมายนัก
การค้นพบดังกล่าวมีขึ้นขณะทีมวิจัยด้วยการขุดค้นหาหลักฐานทางโบราณคดีบริเวณถ้ำหินปูนชื่อ เลียง เทโบ บนเกาะบอร์เนียว ซึ่งปัจจุบันเป็นอาณาเขตของประเทศอินโดนีเซียเมื่อปี 2020 ที่ผ่านมา ทีมขุดค้นพบซากโครงกระดูกชุดหนึ่งในสภาพดี เป็นโครงกระดูกของชายหนุ่มรายหนึ่ง เชื่อว่าอายุประมาณ 19-20 ปี การตรวจสอบอายุด้วยกระบวนการคาร์บอนเดตติ้ง พบว่าเจ้าของซากเคยมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 31,000 ปี ถึง 30,000 ปีก่อนในช่วงปลายยุคพลีโตซีน
ทีมวิจัยที่นำโดยศาสตราจารย์ทิม ไรอัน มาโลนีย์ พบว่าศพผ่านการจัดการมาอย่างดี ร่างกายถูกนำมาจัดวางไว้อย่างประณีตในหลุม มีหินกำกับเป็นเครื่องหมาย มีสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ฝังร่วม อาทิ เครื่องมือหิน และเม็ดสีแดง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นการฝังศพที่มีโครงสร้างพิธีการ และเป็นที่รับรู้ทั่วไปของสังคม ณ เวลาที่เจ้าของร่างเสียชีวิตลง
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการขุดค้นครั้งนี้อยู่ตรงที่กระดูกช่วงล่างของขาข้างซ้าย ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีส่วนที่หายไป ตั้งแต่ส่วนหน้าแข้งลงมารวมทั้งเท้าข้างซ้าย หายไปจากหลุมศพที่ขุดค้น ในตอนแรกทีมวิจัยคิดว่า การขาดหายไปดังกล่าวแสดงถึงอาการบาดเจ็บหรืออาจถูกสัตว์ร้ายโจมตี แต่เมื่อมีการตรวจสอบโดยละเอียดกลับพบว่าการขาดหายไปมีนัยสำคัญมากกว่านั้น
ทีมวิจัยพบว่าขาข้างดังกล่าวถูกตัดทิ้ง รอยตัดเรียบเนียน องศาการตัดเห็นได้อย่างชัดเจน เป็นร่องรอยที่ไม่มีวันเกิดขึ้นได้จากอุบัติเหตุหรือการกัดของสัตว์ แต่เป็นรูปแบบที่พบเห็นกันได้เฉพาะในการผ่าตัดทางการแพทย์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมเป็นอย่างดีเท่านั้น
ที่สำคัญยิ่งขึ้นก็คือ กระดูกขาข้างดังกล่าวแสดงให้เห็นร่องรอยของการหายจากการบาดเจ็บไว้อย่างชัดเจนเช่นกัน บริเวณรอยตัดมีร่องรอยการเติบโตของกระดูกใหม่บริเวณหน้าตัดของแผล ซึ่งเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าเจ้าของซากมีชีวิตรอดอยู่ได้หลังได้รับการผ่าตัดเป็นเวลานานหลายปีเลยทีเดียว
นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่า เจ้าของซากมีชีวิตอยู่หลังการผ่าตัดอย่างน้อย 6-9 ปี นอกจากนั้นซากโครงกระดูกยังไม่แสดงร่องรอยของการติดเชื้อใดๆ เกิดขึ้นกับกระดูก ซึ่งถือเป็นเรื่องไม่ธรรมดาอย่างยิ่งในกรณีที่เกิดมีการได้รับการบาดเจ็บค่อนข้างสาหัสเช่นนี้ในสภาพแวดล้อมแบบก่อนประวัติศาสตร์
การค้นพบครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสรีระร่างกายมนุษย์ละเอียดลึกซึ้งมากกว่าที่เคยคาดคิดกันไว้ก่อนหน้านี้มาก พวกเขาชี้ว่าการดำเนินกระบวนการผ่าตัดเช่นนี้ ผู้ลงมือจำเป็นต้องมีความรู้เชิงสรีรวิทยา รวมทั้งรู้ด้วยว่าจะตัดผ่านชั้นเนื้อเยื่อลงไปอย่างไรถึงจะไม่ก่อให้เกิดอาการเลือดไหลจนกลายเป็นปัญหา
นอกจากนั้นแล้ว ผู้ลงมือผ่าตัดจำเป็นต้องมีองค์ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งเกิดขึ้นได้ไม่ยากนักในสภาวะแวดล้อมแบบเมืองร้อน บาดแผลจะไวต่อแบคทีเรียมากเป็นพิเศษ ทีมวิจัยเชื่อว่าบรรพชนของมนุษย์อาจมียาที่ทำจากพืชซึ่งมีคุณสมบัติแบบเดียวกับยาปฏิชีวนะบวกกับยาสมุนไพรที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดใช้งานอยู่ด้วย
การรอดชีวิตของเจ้าของซากแสดงให้เห็นถึงความรู้ในการเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บในระยะยาวอีกด้วย เพราะหลังการผ่าตัด เจ้าของซากย่อมเคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวก สะท้อนให้เห็นว่ามีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งเป็นผู้จัดการหาอาหารมาให้ ให้ความคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือในการทำกิจวัตรประจำวัน
การเยียวยาผู้ป่วยในระยะยาวดังกล่าวสะท้อนถึงระดับของความผูกพันในสังคม ความเหนียวแน่นของความผูกพันและความรับผิดชอบของสังคม เพราะแสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้พิการจะได้รับความช่วยเหลือจากสังคมมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ไม่ใช่ถูกทิ้ง
ก่อนหน้าการขุดค้นครั้งนี้ หลักฐานที่บ่งชี้ถึงการผ่าตัดซับซ้อนที่เก่าแก่ที่สุดพบได้ในยุคสมัยหลังลงมาจากการค้นพบครั้งนี้มาก กล่าวคืออยู่ในช่วงราว 10,000 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น เคยมีการค้นพบร่องรอยก่อนหน้านั้นอยู่บ้าง แต่หลักฐานก็ไม่ชัดเจนและเป็นที่ถกเถียงกันเรื่อยมา
การค้นพบครั้งนี้ทำให้จังหวะเวลาของการเกิดกรรมวิธีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าย้อนกลับไปหลายหมื่นปี และแสดงให้เห็นว่าสังคมในยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีความสามารถในการดำเนินการผ่าตัดที่เป็นกระบวนการช่วยชีวิตที่ซับซ้อนซึ่งครั้งหนึ่งเคยคิดกันว่าเป็นไปไม่ได้ในยุคนั้นกันแล้ว
งานวิจัยชิ้นนี้ท้าทายแนวความคิดดั้งเดิมที่ว่า สังคมบรรพกาลเป็นการรวมตัวกันง่ายๆ เพื่อล่าสัตว์ และมีกรรมวิธีในการรักษาเยียวยาง่ายๆ เท่านั้น ด้วยการชี้ให้เห็นว่ามนุษย์มีประวัติการทดลอง เรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นมายาวนานนักหนาแล้ว
กระนั้นทีมวิจัยก็ยอมรับว่าการค้นพบครั้งนี้ก่อให้เกิดคำถามใหม่ๆ เกิดขึ้นตามมาอีกมาก เพราะยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่ากรณีนี้เป็นกรณีพิเศษหรือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรักษาอาการโดยทั่วไปในสังคมยุคนั้น
กระนั้นหลักฐานที่พบก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่ามนุษย์มีทักษะและมีแหล่งความรู้มั่งคั่งกว่าที่เคยคิดกันไว้มากมายเลยทีเดียว

