หน้าแรก บทความ ‘การเมืองสีม่...

‘การเมืองสีม่วง’ ท่ามกลางวิกฤต

27.04.26 | 13:24 น.
‘การเมืองสีม่วง’ ท่ามกลางวิกฤต และแล้ว เจิ้ง ลี่เหวิน

และแล้ว เจิ้ง ลี่เหวิน ประธานพรรคกั๋วหมินตั่งก็ได้พบกับ สี จิ้นผิง เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ความสัมพันธ์สองฝั่งช่องแคบเกิดการเปลี่ยนแปลง รูปแบบ “การเมืองสีม่วง” กำลังก่อตัวขึ้น อุดมคติซูนยัตเซ็น ผสานกับ พลังเชิงปฏิบัติสังคมนิยม ก่อให้เกิดพลังสร้างสรรค์ที่ก้าวข้ามข้อจำกัดทางภูมิรัฐศาสตร์

“การเมืองสีม่วง” คือ “สีน้ำเงิน” ของพรรคกั๋วหมินตั่งรวมกับ “สีแดง” ของพรรคคอมมิวนิสต์ กลายเป็นสีม่วง มิได้หมายถึงแดงกลืนน้ำเงินตามทฤษฎีเมนเดลในบริบทเด่นข่มด้อยในวิชาชีววิทยา เพราะเป็นเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์คือ “สีน้ำเงิน” มีที่มาจากสีท้องฟ้าบนธงชาติของพรรคกั๋วหมินตั่ง สื่อถึงชาติและอุดมคติการปฏิบัติ ส่วน “สีแดง” มาจากขบวนการคอมมิวนิสต์สากล หมายถึงการปฏิวัติชนชั้นและสังคมนิยม ต่อมากลายเป็นเอกลักษณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่สองฝั่งมีความตระหนักถึงจุดร่วมมากขึ้น

พรรคกั๋วหมินตั่ง ก่อตั้งโดย ซูนยัตเซ็น ปี 1912 ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์จีนก่อตั้งปี 1921 โดย เฉิน ตู๋ซิ่ว และเป็นเลขาธิการใหญ่คนแรก ต่อมาผู้มีอำนาจสูงสุดคือ เหมา เจ๋อตง

การเรียกขานพรรคกั๋วหมินตั่งนั้น แตกต่างกันไปตามภาษาท้องถิ่น แต่การเขียนเป็นแบบเดียวกัน สำหรับประเทศไทย เนื่องจากมีคนจีนแต้จิ๋วเป็นจำนวนมาก จึงออกเสียงเป็นภาษาแต้จิ๋วว่า “ก๊กหมิ่งตั้ง” ต่อมาเรียกเพี้ยนเป็น “ก๊กหมิ่งตั๋ง” ส่วนคำอ่าน “กั๋วหมินตั่ง” คือภาษาจีนกลางที่ใช้ในสหประชาชาติ

การประชุมระหว่าง “เจิ้ง ลี่เหวิน” กับ “สี จิ้นผิง”นั้น สะท้อนให้เห็นสีสันทางการเมืองของสองฝั่งกำลังแปรเปลี่ยนไปในทิศทางใหม่ โดยฝ่าย “น้ำเงิน” เป็นตัวแทนของอุดมการณ์ฟื้นฟูวัฒนธรรมและลัทธิ “สามประชา” ของซูนยัตเซ็น ขณะที่ฝ่าย “แดง” สื่อถึงเส้นทางการพัฒนาสังคมนิยมสมัยใหม่ เมื่อน้ำเงินและแดงรวมกัน แนวคิด “การเมืองสีม่วง” ก็ผงาดขึ้นบนเวทีการเมืองร่วมสมัย สะท้อนการซึมซาบและยกระดับซึ่งกัน “สีม่วง” จึงถือเป็นจุดบรรจบของประวัติศาสตร์ และยังเป็นหนึ่งในความเป็นไปได้ของอนาคตแห่งความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบ เมื่อย้อนมองประวัติศาสตร์ แนวคิดของฝ่ายน้ำเงิน ไม่ว่าจะเป็นลัทธิสามประชา และแนวทางการสร้างชาติของซูนยัตเซ็น อันหมายความรวมถึงการฟื้นฟูวัฒนธรรมจีน ล้วนเคยผ่านกระบวนการปฏิบัติในไต้หวัน ทว่าปัจจุบันแนวคิดเหล่านี้ในไต้หวันถูกขัดขวางอย่างหนักตามกระแส “ไม่เอาจีน” ขณะที่แผ่นดินใหญ่กลับได้รับการนำไปสู่การปฏิบัติในระดับที่มิเคยปรากฏมาก่อน แผนการพัฒนาอุตสาหกรรมและแนวคิดด้านความเป็นอยู่ของประชาชนที่ซูนยัตเซ็นเคยได้บัญญัติไว้ใน “แผนการสร้างชาติ” ซึ่งมุ่งหมายให้จีนก้าวสู่ความเป็นประเทศมหาอำนาจสมัยใหม่ ได้แปรเปลี่ยนจากแนวคิดเชิงอุดมการณ์ไปสู่ความเป็นจริง

Advertisement

ภายใต้สถานการณ์ที่ความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบกำลังเผชิญความตึงเครียดเชิงโครงสร้างและข้อจำกัดด้านกลไกการสื่อสาร การพบกันระหว่าง “เจิ้ง ลี่เหวิน” และ “สี จิ้นผิง” จึงเป็นการเหมาะสมกับเวลาและโอกาส เป็นสัญญาณเชิงบวกที่มีลักษณะสร้างสรรค์ โดยคุณค่าหลักมิได้อยู่ที่การบรรลุนโยบายในระยะสั้น หากอยู่ที่การสร้างเงื่อนไขสำหรับการเจรจาและปฏิสัมพันธ์ในอนาคต

การพบกันของสองผู้นำพรรคครั้งนี้ ถือว่าไม่เป็นทางการ เพราะยังไม่สอดคล้องกับพิธีทางการทูต (Diplomatic Protocol) ถ้าเป็นกีฬามวยถือเป็นการชกข้ามรุ่น เพราะเจิ้ง ลี่เหวิน เป็นเพียงประธานพรรคการเมือง ไม่มีตำแหน่งทางการเมือง ส่วนสี จิ้นผิง เป็นเลขาธิการใหญ่ของพรรค ประธานาธิบดี ฯลฯ ด้านวัยวุฒิห่างกันราวบิดากับบุตร ถ้าจะใช้คำว่า “เตี่ย” เจิ้ง ลี่เหวิน คงเรียกขานสี จิ้งผิง ได้อย่างเต็มปาก ดังนั้น จึงพูดได้อย่างเต็มปากว่า รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการ “รวมชาติ” มาก เพราะเป็นพันธกิจที่บรรพบุรุษได้สั่งเสียไว้

ในสายตาชาวโลกมองว่า การพบปะกันลักษณะนี้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างเสถียรภาพต่อความคาดหวังในภูมิภาค สำหรับประชาคมระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญต่อความมั่นคงในเอเชียตะวันออก สัญญาณของการสนทนาไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใด ย่อมถูกมองว่าเป็นการพัฒนาการเชิงบวกในการลดความเสี่ยงของความขัดแย้ง นอกจากนี้ การพบกันครั้งนี้ถือเป็นการทดลองเบื้องต้น สำหรับปฏิสัมพันธ์ในระดับสถาบันในอนาคต แม้ยังมิใช่การเจรจาอย่างเป็นทางการ แต่การแลกเปลี่ยนประเด็นความคิดเห็นการแสดงจุดยืนและรูปแบบของการมีปฏิสัมพันธ์ ล้วนสามารถมองได้ว่าเป็นการปูทางสำหรับการเจรจาในระดับที่สูงขึ้น เพราะการติดต่อในลักษณะ “นำร่อง” เช่นนี้ ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งที่หลีกเลี่ยงมิได้ในกระบวนการทางการทูต

กล่าวโดยสรุป “สีม่วง” มิใช่การทำให้สีเดิมจางหาย หากเป็นการดำรงอยู่ร่วมกันที่เป็นเนื้อเดียวกัน เป็นการสะท้อนให้เห็นความเข้มแข็งของโครงสร้าง และการรวมชาติที่มองผ่านสีม่วง จึงมิใช่การทำลายตัวตนเดิม หากเป็นการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ที่ทรงพลังกว่า โดยที่จิตวิญญาณของ “น้ำเงิน” และ “แดง” ยังดำรงอยู่ร่วมกัน