วิวาทะระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับสันตะปาปาลีโอที่ 14 เกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนเมษายนนี้เอง แต่ก่อนจะไปดูว่าเขาเถียงเรื่องอะไรกัน เราต้องมาดูภูมิหลังของตัวละครหลักกันก่อนครับ ท่านแรกคือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นี้ท่านผู้อ่านคงคุ้นเคยดีผู้มีคติพจน์ประจำใจว่า Make America Great Again และ America First โดยประธานาธิบดีทรัมป์ในวาระที่ 2 นี้ไม่ใช่คนเดิมที่เคยเงอะงะในทำเนียบขาวเมื่อเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก แต่ทรัมป์กลับมาพร้อมบทเรียนและความเกรี้ยวกราดที่แหลมคมขึ้น ประธานาธิบดีทรัมป์มองว่าโลกใบนี้คือกระดานเจรจาธุรกิจ ที่มีแต่ผู้แพ้กับผู้ชนะ และสหรัฐอเมริกาต้องเป็นผู้ชนะเสมอ ไม่ว่าจะต้องฉีกสัญญาฉบับไหนทิ้งก็ตาม
ท่านที่สองคือ สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 (Leo XIV) หรือโป๊ปบ๊อบ ที่ชาวอเมริกันเรียกท่านอย่างรักและเทิดทูน ท่านนี้แหละครับที่เป็นตัวแปรสำคัญ เนื่องจากโป๊ปบ๊อบเป็นชาวอเมริกันแท้ๆ เกิดในย่านชนชั้นแรงงาน ในนครชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์ ก่อนจะไปบวชเรียนในคณะนักบุญออกัสติน (Order of Saint Augustine-OSA) และไต่เต้าจนได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปา ท่านมีบุคลิกติดดิน พูดจาภาษาชาวบ้าน และที่สำคัญคือท่านมีความคิดแบบเสรีนิยมคริสเตียน ที่เน้นเรื่องความเป็นธรรมทางสังคม (Social Justice) และการรักษาสิ่งแวดล้อม
เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์เน้นที่กำไร มาเจอกับโป๊ปบ๊อบผู้เน้นความเมตตา การปะทะจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในทางรัฐศาสตร์ ชนวนเหตุที่ทำให้ วิวาทะนี้ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง คือนโยบายเนรเทศครั้งมโหฬารของผู้อพยพในอเมริกา (Mass Deportation) ของรัฐบาลทรัมป์ ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าอเมริกาถูกรุกรานโดยผู้อพยพ และเปรียบเปรยผู้อพยพเหล่านี้ว่าเป็นยาพิษในสายเลือดของประเทศ
ฝ่ายโป๊ปบ๊อบท่านนิ่งไม่ได้ครับ เพราะในทางคริสต์ศาสนานั้นการต้อนรับคนแปลกหน้า (Welcoming the Stranger) คือบัญญัติสำคัญ ท่านจึงออกสมณสาสน์ที่มีเนื้อหาดุเดือดว่า
“ผู้ใดที่มุ่งแต่จะสร้างกำแพงเพื่อกั้นขวางเพื่อนมนุษย์ แต่ไม่ยอมสร้างสะพานเพื่อเชื่อมโยงกัน ผู้นั้นหาใช่คริสตชนที่แท้จริงไม่ อธิปไตยของชาติไม่ได้อยู่เหนือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
โอ้โห! ท่านผู้อ่านครับ คำพูดนี้ถ้าพูดในโบสถ์ธรรมดาก็คงไม่มีอะไร แต่พอออกมาจากปากประมุขแห่งวาติกันถึงประธานาธิบดีสหรัฐ มันคือการ ตบหน้ากลางศาลาดีๆ นี่เอง ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ไม่รอช้า สวนกลับทางโซเชียลมีเดียทันทีว่า:
“โป๊ปบ๊อบช่างไม่รู้อะไรเลย วาติกันมีกำแพงสูงใหญ่ที่สุดในโลก มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา แต่กลับมาบอกให้อเมริกาเปิดบ้านให้คนแปลกหน้าเข้ามาก่ออาชญากรรม ถ้าวาติกันใจกว้างจริง ลองเปิดประตูให้ผู้อพยพเข้าไปนอนในมหาวิหารนักบุญเปโตรสักหมื่นคนดูไหมล่ะ?”
นี่คือการปะทะกันของความมั่นคงของรัฐ กับมโนธรรมทางศาสนา ซึ่งเป็นข้อถกเถียงคลาสสิกในวิชารัฐศาสตร์มาทุกยุคทุกสมัย อีกเรื่องที่เถียงกันไม่จบคือเรื่องภาวะโลกร้อน (Climate Change) ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ท่านมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องลวงโลก (Hoax) ที่สร้างขึ้นมาเพื่อขัดขวางการเติบโตทางอุตสาหกรรมของอเมริกา ทรัมป์ต้องการขุดน้ำมันเพิ่ม เพื่อให้ค่าน้ำมันถูกลงและจ้างงานคนอเมริกันมากขึ้น แต่สำหรับโป๊ปบ๊อบ ท่านมองว่าโลกคือบ้านส่วนรวม (Common Home) ที่กำลังไฟไหม้ ท่านเป็นพระสันตะปาปาองค์แรกที่ยกเรื่องสิ่งแวดล้อมขึ้นมาเป็นวาระทางจริยธรรมที่สำคัญที่สุด ท่านกล่าวว่า การทำลายธรรมชาติคือบาปต่อพระเจ้า
ในการพบกันที่กรุงโรมเมื่อเดือนก่อน ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามชวนคุยเรื่องการซื้อขายอาวุธและภาษีรถยนต์ แต่โป๊ปบ๊อบกลับยื่นหนังสือที่ท่านเขียนเองเรื่องการปกป้องโลกให้ทรัมป์ แล้วบอกว่า
“ข้าพเจ้าจะสวดภาวนาให้ท่านมีปัญญาเห็นความสำคัญของอากาศที่ลูกหลานเราต้องหายใจ”
ทรัมป์ตอบกลับว่า “ขอบคุณครับ แต่ผมว่างานของผมคือทำให้คนมีเงินซื้อข้าวกินก่อน ส่วนเรื่องอากาศเดี๋ยวเราค่อยว่ากันทีหลัง”
ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า แล้วชาวบ้านเขาเกี่ยวอะไรด้วย?
เกี่ยวมากครับ เนื่องจากในวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2569 นี้จะมีการเลือกตั้งกลางเทอมขึ้นในสหรัฐอเมริกา โดยมีการแข่งขันเพื่อชิงที่นั่งทั้งหมด 435 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ และ 35 จาก 100 ที่นั่งในวุฒิสภาสหรัฐ เพื่อตัดสินหาเสียงเลือกตั้งสภาคองเกรสสหรัฐชุดที่ 120 นอกจากนี้ ยังมีการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐและดินแดนสหรัฐ 39 แห่ง การเลือกตั้งอัยการสูงสุดและการเลือกตั้งระดับรัฐและท้องถิ่นอีกมากมายที่จะมีการแข่งขันกันด้วย นี่คือการแย่งชิงฐานเสียงของคนคาทอลิกในอเมริกาซึ่งมีจำนวนมหาศาล และเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกตั้งทุกครั้ง (ชาวอเมริกันนับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกประมาณ 53-67 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20-22% ของประชากรผู้ใหญ่ทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา โดยเป็นหนึ่งในกลุ่มศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ปัจจุบันประชากรคาทอลิกประกอบด้วยชาวผิวขาว 54%, ฮิสแปนิก 36%, เอเชีย 4% และผิวดำ 2% โดยสัดส่วนฮิสแปนิกกำลังเพิ่มสูงขึ้น) ชาวคาทอลิกอเมริกันฝ่ายอนุรักษนิยมมักจะเข้าข้างทรัมป์ เพราะทรัมป์ต่อต้านการทำแท้ง (Pro-Life) และแต่งตั้งผู้พิพากษาฝ่ายขวา คนกลุ่มนี้มองว่าโป๊ปบ๊อบเป็นพวกซ้ายจัดและเข้าข้างคอมมิวนิสต์ ส่วนฝ่ายอเมริกันคาทอลิกหัวก้าวหน้ามักจะเข้าข้างโป๊ปบ๊อบ เพราะเน้นเรื่องสวัสดิการ สิทธิมนุษยชน และความเท่าเทียม
ผู้เขียนวิเคราะห์ให้ท่านเห็นว่า ศึกครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน แต่มันคือสงครามวัฒนธรรม (Culture War) ที่ฝังรากลึกในสังคมตะวันตก วาติกันมีอำนาจในเชิงสัญลักษณ์และจิตวิญญาณ ในขณะที่ทำเนียบขาวมีอำนาจในเชิงกายภาพและเศรษฐกิจ เมื่อสองอำนาจนี้ไม่ลงรอยกัน โลกก็เหมือนอยู่บนรอยเลื่อนที่พร้อมจะแผ่นดินไหวได้ทุกเมื่อ
ถ้าเรามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์แล้วจะเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดีกับสันตะปาปานั้นไม่ได้ราบรื่นเสมอไป อาทิ
ยุค จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ประธานาธิบดีคาทอลิกคนแรก ต้องพยายามพิสูจน์ว่าท่านไม่ได้ฟังคำสั่งจากวาติกัน เพื่อไม่ให้คนโปรเตสแตนต์หวาดระแวง แต่ยุคโรนัลด์ เรแกน กับนักบุญจอห์น ปอล ที่ 2 ทั้งสองท่านนี้ร่วมมือกันอย่างลับๆ เพื่อล้มล้างลัทธิคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออก นี่คือยุคทองของความร่วมมือ
แต่ยุคทรัมป์ กับโป๊ปบ๊อบ มันคือขั้วตรงข้าม เพราะภัยคุกคามในสายตาของทั้งคู่ต่างกัน ทรัมป์มองว่าศัตรูคือความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ แต่โป๊ปบ๊อบมองว่าศัตรูคือความใจดำและลัทธิวัตถุนิยม
ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ วิวาทะระหว่างทรัมป์กับโป๊ปบ๊อบสอนให้เราเห็นว่า โลกปัจจุบันนี้เราไม่ได้สู้กันด้วยเหตุผลอย่างเดียว แต่เราสู้กันด้วย วาทกรรม (Discourse) ใครเสียงดังกว่า ใครเข้าถึงอารมณ์คนได้มากกว่า ผู้นั้นคือผู้ชนะ ผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้จะยังไม่จบง่ายๆ ตราบใดที่โลกยังมีความเหลื่อมล้ำสูงและผู้คนยังรู้สึกไม่มั่นคง ทรัมป์จะยังคงเป็นสัญลักษณ์ของการป้องกันตัว (Protection) ส่วนโป๊ปบ๊อบจะเป็นสัญลักษณ์ของความหวัง (Hope)
บทสรุปของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะพูดชนะใคร แต่อยู่ที่ว่าคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างเราๆ จะได้รับผลกระทบอย่างไรจากนโยบายและการปะทะกันของยักษ์ใหญ่เหล่านี้ สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอฝากไว้ว่า ไม่ว่าท่านจะศรัทธาในผู้นำแบบไหน อย่าลืมรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ให้ดี อย่าให้ความเกลียดชังที่เกิดจากการแบ่งฝ่ายมาทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัว หรือมิตรภาพของกันและกันเลย

