ตําบลกระสุนตกล่าสุดอยู่ที่ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี ตรงที่แต่ก่อนเขาเรียกว่าสนามบินน้ำ จากการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกแถลงการณ์เผยแพร่มติยกคำร้องในข้อหาจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ โดยอ้างว่าขาดเจตนาและเป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็นกัน
ที่เหมือนจะสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 ลงวันที่ 17 มกราคม 2567 ก่อนหน้านี้ ซึ่งชี้ว่านายศักดิ์สยามยังคงไว้ซึ่งความเป็นผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยการถือครองหุ้นผ่านนอมินีจนเป็นเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีด้วยมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ
ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสาธารณชนตลอดจนนักวิชาการและนักกฎหมายเกี่ยวกับบรรทัดฐานกระบวนการยุติธรรมของบ้านเมือง ซ้ำยังทำให้ “ภาพ” การครองประเทศแบบกินรวบของกลุ่มอำนาจสีน้ำเงินนั้นชัดเจนขึ้นจนน่าสยดสยองด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้ส่วนตัวก็จะรู้ไม่ได้แตกต่างกันนักต่อ “ผล” แต่สำหรับ “เหตุ” และ “ข้ออ้าง” นั้น ส่วนตัวแล้วเห็นว่ามีส่วนที่ฟังขึ้นอยู่บ้าง จึงอยากขอนำมาแลกเปลี่ยนกันบนพื้นที่นี้
แต่รับประกันได้ว่านี่ไม่ใช่การฟอกขาวให้แก่ฝ่ายคณะกรรมการ ป.ป.ช.อย่างแน่นอน เพราะหากใครติดตามคอลัมน์นี้มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง คงจะทราบดีว่าผมเคยเปรียบเปรยการปฏิบัติหน้าที่ของเขาไว้อย่างแสบสัน (และไม่เหมาะแก่การอ่านตอนรับประทานอาหารอยู่) อย่างไร
การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ผ่านมาหลายเรื่องนั้นมีปัญหาแน่นอน และเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี เพียงแต่มันเป็นปัญหาที่ “พอจะ” อธิบายได้ตามหลักการ
โดยหลักการเบื้องต้นคือเราต้องยอมรับกันก่อนว่ากฎหมายแต่ละประเภทมี “ธรรมชาติ” ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งส่งผลต่อ “เจตนารมณ์” และ “นิติวิธี” ของกฎหมายแต่ละประเภทที่แตกต่างกันไปด้วย
“กฎหมายอาญา” นั้นมีความมุ่งหมายที่การรักษาความสงบเรียบร้อยและการอยู่ร่วมกันของผู้คนในสังคม โดยกำหนดว่าการกระทำใดเป็นความผิดที่ห้ามทำ หากกระทำแล้วจะต้องถูกลงโทษอย่างไร “กฎหมายปกครอง” ซึ่งเป็นกฎหมายมหาชนนั้นมีความมุ่งหมายที่จะให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจต่างๆ ในการจัดทำบริการสาธารณะอย่างสุจริตด้วยดุลพินิจภายในกรอบขอบเขตแห่งอำนาจที่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วน “กฎหมายแพ่ง” นั้นมุ่งเน้นที่การกำหนดสิทธิ หน้าที่ และจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนต่อเอกชนในสถานะที่เท่าเทียมกัน ตลอดจนกำหนดแนวทางการเยียวยาชดใช้ค่าเสียหายเมื่อมีการโต้แย้งหรือละเมิดสิทธิระหว่างกัน
ส่วน “รัฐธรรมนูญ” อันเป็นกฎหมายสูงสุดนั้นมีหน้าที่และเจตนารมณ์สามประการสำคัญคือ การวางรูปแบบของรัฐรวมถึงจัดตั้งสถาบันทางอำนาจของรัฐที่แบ่งแยกอำนาจออกเป็นรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลรวมถึงกำหนดวิธีการเข้าสู่อำนาจเหล่านั้น เช่นกำหนดวิธีการเลือกตั้ง คุณสมบัติรวมถึงลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน รวมถึงเป็นแม่บทแห่งกฎหมายและการใช้อำนาจรัฐทั้งปวง
ความแตกต่างกันนี้เองส่งผลให้การกระทำเรื่องเดียวกันแท้ๆ อาจจะไม่ถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายหนึ่ง แต่กลับเป็นความผิดในอีกกฎหมายหนึ่งซึ่งไม่ใช่ในความหมายขององค์ประกอบความผิด แต่หมายถึง “เรื่องเดียวกัน” ที่ถ้าเป็นกฎหมายประเภทหนึ่งจะมองว่าเรื่องนี้ผิด แต่กฎหมายอีกประเภทหนึ่งอาจจะมองว่าไม่ใช่ความผิด หรือถึงผิดก็ไม่อาจลงโทษได้
ตัวอย่างที่ชัดเจนของเรื่องนี้คือการดำเนินการทางวินัย ที่เป็นกรณีของกฎหมายปกครองกับการดำเนินคดีตามกฎหมายอาญา
แม้ว่าการกระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกหรือโทษที่หนักกว่าโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด ตามมาตรา 85 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 แต่ก็ไม่ใช่ว่าข้าราชการที่ถูกลงโทษในคดีอาญาจะถือว่าผิดวินัยร้ายแรงโดยอัตโนมัติ หรือในทางกลับกันจะถือว่า ข้าราชการที่ไม่ถูกลงโทษทางอาญาตามที่ถูกดำเนินคดีก็จะไม่มีความผิดทางวินัยตามไปด้วย
มีแนวคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดวางหลักไว้หลายเรื่องว่าการดำเนินการทางวินัยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาระเบียบวินัยของเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่การดำเนินคดีอาญาเป็นการดำเนินการเพื่อมุ่งเน้นการลงโทษที่มีผลต่อชีวิตและร่างกายของผู้กระทำความผิดการลงโทษจึงต้องกระทำโดยมีพยานหลักฐานอันประจักษ์ ดังนั้นผลการวินิจฉัยลงโทษทางวินัยก็ไม่จำเป็นต้องตรงกับผลในทางคดีอาญาเสมอไป ไม่ว่าจะทั้งในทางลงโทษและในทางไม่ลงโทษ
คือแม้ศาลจะไม่ลงโทษในคดีอาญา แต่ถ้าการกระทำนั้นถือเป็นการประพฤติชั่วร้ายแรงก็สามารถลงโทษทางวินัยได้ หรือในทางกลับกัน แม้ว่าศาลจะลงโทษเพราะข้าราชการผู้ถูกกล่าวหาสารภาพเพื่อจะได้รอการลงโทษตามคำแนะนำของทนายความ แต่ถ้าข้อเท็จจริงในชั้นศาลทั้งคดีอาญาและคดีปกครองไม่ปรากฏว่าข้าราชการผู้นั้นมีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ คำสั่งที่ให้ไล่ข้าราชการผู้นั้นออกจากราชการก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ดูคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.345/2565) หรือกรณีข้าราชการครูฉ้อโกงผู้ปกครองจนถูกฟ้องคดีต่อศาลอาญาแล้วต่อมาคดีอาญาเลิกกันเพราะผู้ปกครองถอนแจ้งความ ก็ระงับไปเฉพาะคดีอาญา ไม่ทำให้การดำเนินการทางวินัยว่าผู้นั้นได้กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงต้องยุติหรือมีข้อลดหย่อนผ่อนโทษลงไปด้วย (ดูคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.377/2552)
ที่ต้องเขียนยืดยาวราวกับไปยกมาจากตำรากฎหมายปกครองพิสดาร (ที่ไม่ได้แปลว่าแปลกประหลาด แต่หมายถึงรูปแบบหนึ่งของการเขียนตำรากฎหมายที่เอาคำพิพากษามาอธิบายตัวบท) นี่ก็เพื่อจะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในการให้น้ำหนักเกี่ยวกับ “เรื่องเดียวกัน” ในสายตาของกฎหมายแต่ละประเภท
นอกจากนี้ความชัดเจนอีกอย่างหนึ่งซึ่งแสดงถึงธรรมชาติอันแตกต่างกันของกฎหมายอันส่งผลต่อกระบวนพิจารณาคดีด้วย นั่นคือการให้น้ำหนักในการรับฟังพยานหลักฐาน โดยในกฎหมายแพ่งนั้นจะถือหลักการว่าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมีฐานะเสมอกัน ผู้ใดกล่าวอ้างย่อมมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ หากพิสูจน์ได้น่าเชื่อถือยอมรับได้มากกว่าอีกฝ่าย หรืออีกฝ่ายไม่ต่อสู้โต้แย้งก็ถือว่ามีสิทธิดีกว่า สำหรับกฎหมายปกครองและศาลที่ใช้ระบบไต่สวนจะถือหลักว่าศาลจะต้องร่วมแสวงหาข้อเท็จจริงร่วมกับคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้โดยสมบูรณ์ที่สุดโดยไม่ต้องพิจารณาว่าข้อเท็จจริงนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใด
หากในกฎหมายอาญาจะถือหลักการที่เคร่งครัดเป็นหลักนิติธรรมประการหนึ่งว่า เนื่องจากผลของคดีอาญาเป็นการลงโทษอันส่งผลต่อชีวิต เสรีภาพ ร่างกาย ทรัพย์สิน และสิทธิอื่นๆ ของผู้ถูกกล่าวหา ดังนั้นผู้ถูกกล่าวหาต้องมีสิทธิต่อสู้คดีในการนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนอย่างเต็มที่ และการที่ศาลจะลงโทษทางอาญาแก่ผู้ใดได้นั้นจะต้องพิสูจน์ได้อย่างสิ้นสงสัยตามสมควรแห่งวิจารณญาณของวิญญูชนว่าผู้นั้นกระทำความผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหา
ด้วยธรรมชาติดังนี้เอง ทำให้ “มาตรฐาน” ในการพิสูจน์ของกฎหมายอาญาจึงอยู่สูงกว่ากฎหมายอื่น ดังนั้นจึงมีหลักการที่ยอมรับให้เอาคำพิพากษาของศาลในส่วนของคดีอาญาให้ผูกพันกับการฟังข้อเท็จจริงของศาลในคดีอื่นได้ แต่จะไม่มีกรณีที่กำหนดว่าให้ถือนำข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาของศาลในคดีอื่นมาผูกพันกับคดีอาญาด้วย
ซึ่งนี่แหละคือส่วนที่ “ฟังขึ้น” ในคำชี้แจงของทาง ป.ป.ช.ในเรื่องนี้
เพราะในส่วนของการลงมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.เกี่ยวกับว่านายศักดิ์สยาม ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จหรือไม่นั้น เป็นการลงมติอันจะมีผลเพื่อการดำเนินคดีอาญาต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามมาตรา 114 วรรคสอง (1) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ซึ่งมีโทษตามมาตรา 167 คือจำคุกไม่เกินหกเดือน ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าพิจารณาอัตราโทษแล้ว อาจจะไม่ถึงกับหนักหนา แต่อย่างไรก็ถือเป็นโทษทางอาญาอยู่ดี และเมื่อเป็นโทษทางอาญาก็ต้องถือว่าในการพิจารณาต่างๆ นั้นก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกับกฎหมายอาญาด้วย
ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็ตามชื่อแหละว่าเป็นการวินิจฉัยใน “คดีรัฐธรรมนูญ” เกี่ยวกับสิทธิทางการเมืองเพื่อให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งอันสำคัญในองค์กรหรือสถาบันทางการเมืองระดับสูงจะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่ไม่ได้มีเจตนาในการลงโทษแก่สิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลโดยตรง พูดง่ายๆ คือ ธรรมชาติของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ถ้าจะมีอะไรที่คล้ายๆ โทษ ก็คือการห้ามเล่นการเมือง ไม่ใช่การเอาตัวไปติดคุก ซึ่งคงไม่มีใครเถียงว่าการห้ามเล่นการเมืองสัก 10 ปีนั้นก็แย่กว่าหรือเท่ากับติดคุกในระยะเวลาเท่ากัน
ดังนั้นการจะให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นไปผูกพันต่อการดำเนินคดีอาญาในเรื่องนี้ด้วย ก็อาจจะผิดฝาผิดตัวจริงๆ ก็ได้
ทั้งนี้ แม้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 211 วรรคสี่ จะบัญญัติว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ” ซึ่งนักวิชาการหลายท่านตีความว่าจะต้องหมายถึงผูกพันทั้งในส่วนที่ศาลรับฟังข้อเท็จจริงด้วย เรื่องนี้ผมก็ไม่ค่อยมั่นใจนัก แต่ก็อยากเตือนความจำนักวิชาการด้วยว่า “วิธีการรับฟังข้อเท็จจริง” ของศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นระบบไต่สวน และส่วนใหญ่เป็นการไต่สวนจากเอกสาร ในหลายคดีก็ไม่ได้มีการออกนั่งไต่สวนแบบรับฟังพยานบุคคลด้วยซ้ำ เช่นในคดียุบพรรคก้าวไกล
ก็เป็นการไต่สวนจากเอกสารโดยไม่มีการออกนั่งบัลลังก์สืบพยาน (เพราะเคยมีการไต่สวนแบบฟังพยานหลักฐานแล้วจากคดีการใช้สิทธิล้มล้างการปกครองซึ่งมีข้อเท็จจริงเดียวกัน)
ดังนั้นหากจะมีความเห็นว่า “ข้อเท็จจริงในคดีรัฐธรรมนูญ จะต้องนำไปใช้ในเรื่องอื่นๆ รวมถึงคดีอาญาด้วย” ก็อาจจะต้องมองให้ไกลกว่าเฉพาะคดีนายศักดิ์สยามนี้ด้วย
สุดท้ายนี้ ขอย้ำอีกครั้งว่า ผม-ผู้เขียน ก็ไม่ได้เชื่อหรอกว่าที่ทาง ป.ป.ช.แถลงมานั้นจะเป็นเหตุผลตามที่ว่ามานั้นจริงๆ ทั้งหมด แต่ก็ต้องยอมรับว่า ข้ออ้างในส่วนที่ว่าเรื่องนี้มันเป็นมติเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญา จึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาผูกพันด้วยได้นั้น มันมีเหตุผลทางวิชาการที่พอฟังได้อยู่
ยังไงดีล่ะ มันเหมือนเวลาเราเดินไปกับใครสักคนที่ชอบทำเรี่ยราด บางก็ทีลักลอบผายลมให้ผู้อื่นดม แล้วดันชี้กล่าวหาคนนั้นคนนี้ เดินกันไปก็ได้กลิ่นไม่ดีออกมา พอเราโวยวาย เขาก็ชี้ไปที่กองขยะ บอกว่า “นั่นไง มีกองขยะตรงนั้น”
แม้เราอาจจะมั่นใจว่าเขาผายลมจริงๆ (แถมเผลอๆ จะไม่ใช่แค่ลมด้วย) แต่ในเมื่อมีกองขยะอยู่ตรงนั้นจริงๆ และเราก็พิสูจน์แยกแยะกลิ่นที่เกลื่อนกลืนกันไปไม่ได้เสียด้วย ก็คงต้องยอมรับว่า รอบนี้จับไม่ได้ไล่ไม่ทันก็แล้วไปก็ได้
ว่าแต่ไม่รู้ทำไมเขียนถึงองค์กรนี้แล้ว สุดท้ายต้องมาจบที่เรื่องเหม็นๆ เอาทุกที

