หน้าแรก บทความ รากฐาน ความคิ...

รากฐาน ความคิด ใน‘เสียง’หัวเราะ และร่ำไห้ นำสู่‘กระบวนท่า’

29.04.26 | 13:23 น.
รากฐาน ความคิด ใน‘เสียง’หัวเราะ และร่ำไห้ นำสู่‘กระบวนท่า’

เมื่อเสียงหัวเราะของโจโฉสร้างความเข้าใจผิดให้กับอ้องอุ้น เจ้าของบ้านถามว่าโจโฉจะแก้ปัญหานี้อย่างไร
ต้องเริ่มจากสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
โจโฉจึงตอบว่า “ท่านทั้งปวงเป็นขุนนางมาแต่ก่อน คิดจะทำนุบำรุงแผ่นดินและจะกำจัดตั๋งโต๊ะเสียครั้งนี้สิมิได้เล่าชวนกันมานั่งร้องไห้ ข้าพเจ้าจึงหัวเราะเล่น ซึ่งปู่แลบิดาข้าพเจ้าเป็นข้าราชการมาแต่ก่อนนั้น ข้าพเจ้าก็คิดกตัญญูต่อแผ่นดินอยู่
ทำไมแค่ตั๋งโต๊ะนี้จะฆ่าเสียเมื่อใดก็ได้”
อ้องอุ้นจึงว่า “ที่ตัวว่านี้เรายังไม่เห็นจริง ซึ่งตัวจะคิดว่าตั๋งโต๊ะประการใดนั้นจงว่าให้เราประจักษ์ก่อน”
ต้องถือว่าเป็นความรอบคอบของอ้องอุ้น ต้องยอมรับว่าขิงแก่ย่อมเผ็ด

สํานวน วรรณไว พัธโนทัย ระบุว่า โจโฉจึงว่า “ข้าพเจ้ามิได้หัวเราะเรื่องอื่นใด ข้าพเจ้าหัวเราะเพราะเห็นขุนนางทั้งหลายเหล่านี้จะหาใครคิดการกำจัดอ้ายตั๋งโต๊ะสักคนก็หาไม่
ข้าพเจ้าโจโฉมาตรว่าจะไม่มีความสามารถอะไรก็ขออาสาตัดหัวอ้ายตั๋งโต๊ะมาเสียบประจานที่ประตูเมืองเพื่อให้ราษฎรในใต้ฟ้าเห็นฝีมือสักหน”
อ้องอุ้นลุกจากโต๊ะเข้าไปถามโจโฉว่า “เจ้าคิดการสถานใด”
เช่นเดียวกับสำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช เฉาเชาว่า “ข้าหัวเราะที่พวกท่านเอาแต่ร้องไห้ ไม่มีใครคิดแผนสังหารมัน ข้าแม้ไร้ความสามารถยินดีไปเอาศีรษะมันมาแขวนไว้ที่ประตูเมืองเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน”
เมื่องานเลิกหวางอวิ่นถาม “เมิ่งเต๋อมีวิธีใดรึ”

หากข้องใจว่ามีความจำเป็นอะไรต้องทอนคำถามคำตอบระหว่างอ้องอุ้นกับโจโฉออกมาอย่างนี้
ความนัยของทั้งหมดอยู่ตรงไหน
ถ้าอ่านเพียงสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ก็จะรู้สึกว่าการถาม การตอบ ระหว่างอ้องอุ้นกับโจโฉเป็นเรื่องธรรมดา
แต่เมื่ออ่าน วรรณไว พัธโนทัย ก็จะเห็นบางรายละเอียด
นี่มิได้เป็นเรื่องการถามตอบในแบบถกแถลงอย่างธรรมดา หากแต่แฝงเงื่อนงำบางประการ เนื่องจากอ้องอุ้นลุกจากโต๊ะเข้าไปถามโจโฉ
ทุกอย่างกระจ่างเมื่ออยู่ในสำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช
ประโยคสุดท้ายที่ว่า เมื่องานเลิกหวางอวิ่นถาม “เมิ่งเต๋อมีวิธีใดรึ” ยิ่งอ่านคำอธิบายของโจโฉยิ่งตระหนักในความจำเป็น
ความจำเป็นในความรัดกุมของอ้องอุ้น
สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุ โจโฉจึงตอบว่า “ข้าพเจ้าทำความเพียรไปฝากตัวให้ตั๋งโต๊ะใช้สอยจนสนิทมาทุกวันนี้ใช่จะเห็นแก่ลาภสักการสิ่งใดหามิได้ เพราะคิดกตัญญูต่อแผ่นดิน
จะคิดฆ่าตั๋งโต๊ะเสียให้จงได้ แต่ขัดสนด้วยอาวุธดีไม่มีถือ
ข้าพเจ้ารู้ว่ากระบี่สั้นอย่างดีของท่านมีอยู่ ถ้าท่านเป็นใจด้วยดังนี้แล้ว ข้าพเจ้าจะขอยืมกระบี่สั้นเหน็บซ่อนเข้าไปให้ถึงตัวตั๋งโต๊ะ
แล้วจะฆ่าเสียจึงจะตัดเอาศีรษะมาให้ท่านจงได้”
อ้องอุ้นได้ฟังดังนั้นมีความยินดีนัก จึงลุกขึ้นคุกเข่าคำนับแล้วรินสุราให้โจโฉ โจโฉรับเอาสุรามาแล้วจึงสาบานตัวว่า
“ข้าพเจ้าจะขอฆ่าตั๋งโต๊ะเสียให้จงได้”
อ้องอุ้นมีความยินดีนัก จึงเข้าไปหยิบเอากระบี่สั้นออกมาให้โจโฉ โจโฉก็ลาอ้องอุ้นและขุนนางทั้งปวงไป

สํานวน วรรณไว พัธโนทัย บรรยายโจโฉตอบว่า “ทุกวันนี้ซึ่งข้าพเจ้ายอมอ่อนน้อมอ้ายตั๋งโต๊ะนั้นก็ด้วยคิดจะฆ่ามันเสียให้จงได้
เวลานี้อ้ายตั๋งโต๊ะเชื่อถือและไว้ใจข้าพเจ้ามาก
ข้าพเจ้าเข้าถึงตัวมันได้ทุกเวลา ทราบว่าท่านมีมีดวิเศษชื่อ ‘ดาวเจ็ดดวง’ อยู่เล่มหนึ่ง ขอยืมให้ข้าพเจ้าเอาไปฆ่าอ้ายตั๋งโต๊ะเถิด แม้นตัวข้าพเจ้าตายก็ยังมิคลายแค้นเลย”
อ้องอุ้นดีใจพูดกับโจโฉว่า “ถ้าเจ้ามีน้ำใจเช่นนี้ทั่วทั้งใต้ฟ้าจะร่มเย็นเป็นสุขเพราะเจ้าเป็นแน่แท้”
ว่าแล้วรินสุราส่งให้โจโฉ
โจโฉยกจอกขึ้นกระทำสัตย์สาบาน อ้องอุ้นจึงไปหยิบมีดวิเศษมายื่นให้โจโฉ โจโฉซ่อนมีดไว้ในเสื้อ
เมื่อดื่มสุราหมดแล้วก็ลุกขึ้นอำลาขุนนางทั้งปวง

เมื่ออ่านสำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ก็สัมผัสได้ในรายละเอียดที่ตามมาอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
เฉาเชาตอบ
“ทุกวันนี้ที่ข้ายอมไปทำงานรับใช้มันเพื่อหาโอกาสเล่นงานมัน ตอนนี้มันไว้ใจข้า ทำให้ข้ามีโอกาสใกล้ชิดมัน
ได้ข่าวว่าท่านซือถูมีกระบี่ซีเปาเตา
ขอยืมให้ข้าพเจ้าลอบไปฆ่ามันในจวน แม้ตายข้าก็ไม่เสียดายชีวิต”
หวางอวิ่นว่า “เมิ่งเต๋อมีใจเช่นนี้ นับว่าเป็นบุญของแผ่นดิน”
หวางอวิ่นรินเหล้าคารวะเฉาเชา เฉาเชาเทเหล้ากล่าวคำสาบาน หวางอวิ่นนำกระบี่มามอบให้เฉาเชา
เฉาเชาซ่อนกระบี่ไว้ ดื่มเสร็จก็ลากลับ

Advertisement

จากสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) มายังสำนวน วรรณไว พัธโนทัย มายังสำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช
เห็นอะไร
เห็น 1 การเคลื่อนไหวของโจโฉ (เฉา) “ข้าพเจ้าทำความเพียรไปฝากตัวให้ตั๋งโต๊ะใช้สอยจนสนิทมาทุกวันนี้ใช่จะเห็นแก่ลาภสักการสิ่งใดหามิได้ เพราะคิดกตัญญูต่อแผ่นดินจะคิดฆ่าตั๋งโต๊ะเสียให้จงได้”
“เวลานี้อ้ายตั๋งโต๊ะเชื่อถือและไว้ใจข้าพเจ้ามาก ข้าพเจ้าเข้าถึงตัวมันได้ทุกเวลา”
เห็นว่า 1 “แต่ขัดสนด้วยอาวุธดีไม่มีถือ”
“ข้าพเจ้ารู้ว่ากระบี่สั้นอย่างดีของท่านมีอยู่ ถ้าท่านเป็นใจด้วยดังนี้แล้วข้าพเจ้าจะขอยืมกระบี่สั้นเหน็บซ่อนเข้าไปให้ถึงตัวตั๋งโต๊ะแล้วจะฆ่าเสีย” (เจ้าพระยาพระคลัง (หน))
“ทราบว่าท่านมีมีดวิเศษชื่อ ‘ดาวเจ็ดดวง’ อยู่เล่มหนึ่ง ขอยืมให้ข้าพเจ้าเอาไปฆ่าอ้ายตั๋งโต๊ะเถิด” (วรรณไว พัธโนทัย)
“ได้ข่าวว่าท่านซือถูมีกระบี่ซีเป่าเตา ขอยืมให้ข้าพเจ้าลอบไปฆ่ามัน” (แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช)
การเห็นต่อ “กระบี่” ต่อ “มีด” อาจแตกต่าง แต่เป้าหมายเป็นอย่างเดียวกัน

ในความเห็นต่างระหว่าง 3 สำนวน ต่างยุค ต่างสมัย ไม่เพียงทำให้ตระหนักในรากฐานที่มาของการทำงาน
หากแต่มีส่วนในการทำความกระจ่าง สร้างความเข้าใจ
เป็นความเข้าใจต่อสภาพความเป็นจริงอันดำรงอยู่แม้กระทั่งในยุคที่มีความใกล้เคียงกัน
อย่างเช่น วรรณไว พัธโนทัย กับ แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช
กระนั้น ที่มีความซับซ้อนมากยิ่งกว่านั้นก็คือการดำรงอยู่ของ “อาวุธ” ไม่ว่าจะเรียกว่า “กระบี่” ไม่ว่าจะเรียกว่า “มีด”
เพราะด้านของ สังข์ พัธโนทัย ก็ยังต่างจากของ วรรณไว พัธโนทัย
อย่าได้แปลกใจในความแตกต่างของบางรายละเอียดระหว่างยุค เจ้าพระยาพระคลัง (หน) กับยุคของ แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช
อีกปมหนึ่งซึ่งสำคัญยังอยู่ที่ “การตีความ”