คุณธรรมคือรากฐานของผู้ปกครอง สาระสำคัญของการปกครองอยู่ที่การจำแนกระหว่าง “ความถูกต้อง” กับ “ผลประโยชน์” คือคำสอนของ “ขงจื๊อ” นักปราชญ์จีน โดยชี้ว่าเมื่อผู้ใดอยู่ในตำแหน่งสูง หากสิ่งที่คิดมีเพียงทรัพย์สินเงินทองละเลยชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ นำไปซึ่งทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ เช่นนี้ย่อมต้องถือว่าเป็นคนที่เห็นแก่ผลประโยชน์ มิใช่ผู้ปกครองโดยธรรม
คัมภีร์ขงจื๊อตอนหนึ่งมีอยู่ว่า “ผู้ปกครองประพฤติตนถูกต้อง แม้ไม่ออกคำสั่ง คนก็ปฏิบัติตาม หากไม่ถูกต้อง แม้ออกคำสั่งก็ไม่มีผู้เชื่อฟัง” ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าแก่นแท้ของอำนาจมิได้อยู่ที่คำสั่ง แต่อยู่ที่ผู้นำต้องปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่าง หากคำพูดและการกระทำย้อนแย้งกัน ย่อมหาความเชื่อถือได้ไม่
สัจธรรม 1 สุภาพชนเข้าใจ “ความถูกต้อง” คนไร้คุณธรรมเข้าใจ “ผลประโยชน์” เมื่อผลประโยชน์อยู่เหนือความถูกต้อง ทรัพยากรสาธารณะย่อมอยู่เหนือความถูกต้อง ตำแหน่งก็กลายเป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์ การใช้อำนาจแลกผลประโยชน์ ใช้ตำแหน่งแสวงหาทรัพย์สิน เป็นการสะท้อนถึงความเข้าใจแต่ผลประโยชน์
ปรัชญาขงจื๊อตอน 1 มีอยู่ว่า “วาจาไพเราะ วาทะเป็นต่อ หน้าตายิ้มแย้ม มักห่างไกลจากความเมตตา” คือคำเตือนของขงจื๊อที่มีต่อเจ้าของคำพูดสวยหรู คำมั่นน่าฟัง แต่การกระทำไม่สอดคล้อง วาทศิลป์ย่อมกลายเป็นเครื่องมือปกปิดความจริง การใช้คำพูดแทนผลงาน ใช้สื่อสารแทนความสำเร็จ ระยะสั้นอาจได้เสียงสนับสนุน แต่ระยะยาวจะเป็นการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือเซาะกร่อนคุณธรรมอันเกิดจาก “ลาภมิควรได้”
การได้มาซึ่งผลประโยชน์ระยะสั้น อาจต้องแลกกับชื่อเสียงระยะยาว อันเนื่องจากสูญเสียความน่าเชื่อถือโดยขาดไร้ศีลธรรม ใช้การปกครองนำทาง ใช้บทลงโทษเป็นเครื่องมือ ใช้คุณธรรมเป็นข้ออ้าง ใช้วาทกรรมเป็นเครื่องประดับ ตบตาประชาชน แต่ในทางปฏิบัติย้อนแย้งกับคำพูด ผู้นั้นไร้คุณธรรมโดยสิ้นเชิง
หากผู้ปกครองทุจริต แต่อาศัยกฎหมายควบคุมกระแสสังคมที่ต่อต้าน แม้ประชาชนไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเพราะเกรงกลัว “อำนาจเถื่อน” แต่การเคารพและความยำเกรงต่อผู้นำย่อมหมดไป ผู้ใดทุจริตโดยใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตน หรือแปลงโครงสร้างอำนาจให้เป็นเครือข่ายคุ้มครองการทุจริต มิใช่เป็นเพียงความเสื่อมทรามทางศีลธรรมของปัจเจกบุคคล หากเป็นการเหยียบย่ำหลักนิติรัฐ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง “สุภาพชน” สงบมั่นคง “คนไร้คุณธรรม” อ้างหลักนิติรัฐและการพัฒนา แต่ในความเป็นจริงคือปากอย่างใจอย่าง พฤติกรรมของคนไร้คุณธรรม มิอาจรอดสายตาของประชาชนไปได้ ดังสำนวนจีนที่ว่า “เรื่องที่จะไม่ให้ผู้อื่นรู้มีอยู่ทางเดียวคืออย่าทำ” ขงจื๊อสอนว่า “จงดูสิ่งที่เขาทำ สังเกตเส้นทางที่เขาเดิน และพิจารณาสิ่งที่เขาทำ มนุษย์มิอาจซ่อนตนได้ ผู้ที่ทุจริตโกงกิน ฉ้อราษฎร์บังหลวงอาจจะคิดว่าตนปกปิดได้แนบเนียน แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะในชีวิตประจำวัน เส้นทางที่เขาเดิน ล้วนอยู่ในสายตาของประชาชน”
ดังนั้น ผู้ปกครองพึงต้องยึด “ความเมตตา” เป็นรากฐาน และใช้ “คุณธรรม” บริหารประเทศ ในบริบทและสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้มีอำนาจต้องกลับไปยึดถือรากฐานทางศีลธรรม รวมทั้งแนวคิดขงจื๊อและคำสอนทางศาสนา โดยยึดความอยู่รอดของประชาชนเป็นหลัก มิใช่ผลประโยชน์ส่วนตน
จึงควรที่ผู้ปกครองจะต้องพิจารณาให้ลึกซึ้งถึงแก่นแท้ของการปกครองด้วยคุณธรรม นักการเมืองต้องปกครองประเทศด้วยคุณธรรม และปฏิบัติตนให้เป็นสุภาพชนที่ไร้ความละโมบ โกงไม่รู้จักพอ กินไม่รู้จักอิ่ม หากมิฉะนั้น การบริหารประเทศจักต้องประสบความเสื่อมทรามและตกต่ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
ขึ้นชื่อเป็นดินแดนแห่งพุทธศาสนา เคารพในหลักธรรม เชื่อในกฎแห่งกรรม การที่ผู้ปกครองทุจริตคดโกง ย่อมถือเป็นการทรยศต่อประชาชนและบั่นทอนรากฐานแห่งคุณธรรมโดยสิ้นเชิง
นอกจากนี้ ปัจจุบันสถานการณ์บ้านเมืองเข้าขั้นวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ต้องรับรู้และช่วยเหลือความเดือดร้อนของประชาชน ถ้าหากจะทำการเปรียบเทียบสภาพ “ความทรมาน” คงไม่ต่างไปจากอาการ “ปวดฟัน” และเป็นที่ทราบโดยทั่วไปของวิญญูชนว่า การพายเรือในคลองกับแล่นเรือในมหาสมุทรมันต่างกันโดยสิ้นเชิง การเอาประเทศมาเป็นเดิมพัน การเอา “วาทกรรม” มาซื้อเวลาเพื่อแลกกับ “ตำแหน่ง” เป็นการสุ่มเสี่ยงต่อความเสียหายของประเทศ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่มีต้นทุนเพียงพอที่จะมารับผิดชอบต่อความเสียหายของประเทศและความเดือดร้อนของประชาชน
อย่างไรก็ตาม มาตรฐานที่นักการเมืองพึงมี ต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานของวิญญูชนพึงปฏิบัติ
บัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่ต้องทำการสังคายนาโครงสร้างการเมืองทั้งระบบ นักการเมืองที่ไร้คุณธรรมก็ต้องสำเหนียกว่า คุณธรรมคือหลักประกันที่มั่นคงและยั่งยืนที่สุดสำหรับผู้ปกครองประเทศ

