บทบาทของโจโฉในห้วงแห่งการเข้ามาของตั๋งโต๊ะและการขบคิดกับเหล่าขุนนางเพื่อจัดการกับตั๋งโต๊ะนี้มีความสำคัญ
ไม่เพียงแต่แสดงบทบาทของ “อ้วนเสี้ยว” ในทางการเมือง
หากเป็นจังหวะก้าวและเป็นหัวต่อในการเลือกของ “โจโฉ” อย่างมีความแหลมคมในทางความคิด
เพราะอ้วนเสี้ยวเลือกที่จะแสดง “ปฏิกิริยา” และความไม่พอใจ
ยิ่งกว่านั้น อ้วนเสี้ยวทางหนึ่งสะสมกำลังสร้างความแข็งแกร่ง ขณะเดียวกัน ทางหนึ่งดำเนินการในทางลับทางการเมือง
ส่งหนังสือ “ลับ” มายังอ้องอุ้นอันถือว่าเป็น “เครือข่าย”
ปฏิบัติการของอ้องอุ้นนั้นเองส่งผลสะเทือนทำให้โจโฉจำเป็นต้อง “เลือก” ที่จะทำอย่างไร
ทางเลือกของโจโฉเป็นอย่างไร
สํานวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายว่า ครั้นเวลารุ่งเช้าโจโฉจึงเอากระบี่สั้นเหน็บซ่อนเข้าในเสื้อแล้วไป ณ บ้านตั๋งโต๊ะ
จึงถามนายประตูว่า “มหาอุปราชอยู่ที่ไหน”
นายประตูบอกว่า “มหาอุปราชอยู่ในตึกที่ดูหนังสือ”
โจโฉก็ขึ้นไปเห็นตั๋งโต๊ะดูหนังสือ ลิโป้นั้นคอยรับใช้อยู่ ตั๋งโต๊ะแลมาเห็นโจโฉก็ถามว่า
“เป็นไฉนวันนี้จึงมาสายไป”
โจโฉบอกว่า “ม้าซึ่งข้าพเจ้าขี่นั้นป่วยเท้า จัดหาม้าขี่ก็ยังไม่ได้จึงมาสายไป”
ตั๋งโต๊ะได้ฟังดังนั้นจึงสั่งลิโป้ว่า “ม้าเขาเอามาให้แต่เมืองซีหลงตัวหนึ่งจงไปเอาม้ามาให้แก่โจโฉ”
ลิโป้ไปแล้ว ตั๋งโต๊ะก็เอนลง ผินหน้าเข้าไปดูหนังสือข้างผนังตึก
สํานวน วรรณไว พัธโนทัย ยืนยัน วันรุ่งขึ้นโจโฉเหน็บมีดวิเศษเข้าไปในทำเนียบสมุหนายกถามนายประตูว่า
“ท่านสมุหนายกอยู่ที่ไหน”
นายประตูตอบว่า “อยู่ในห้องนั่งเล่น”
โจโฉจึงเดินเข้าไป ขณะนั้น ตั๋งโต๊ะนั่งอยู่บนเตียง ลิโป้ยืนอยู่เคียงข้าง ตั๋งโต๊ะถามโจโฉว่า
“วันนี้ทำไมเจ้ามาช้านักเล่า”
โจโฉตอบว่า “ม้าข้าพเจ้าเท้าเจ็บ วิ่งช้า จึงมาสายไปหน่อย”
ตั๋งโต๊ะได้ฟังดังนั้นบอกลิโป้ว่า “ข้าพเจ้ามีม้าดีจากซีหลงตัวหนึ่ง เจ้าจงไปเอามาให้โจโฉใช้เถิด”
ลิโป้รับคำแล้วเดินออกไป
โจโฉคำรามอยู่ในใจว่า “อ้ายโจร ถึงคราวของมึงละ”
ยิ่งอ่านสำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ยิ่งมองเห็นการพบตั๋งโต๊ะของโจโฉครั้งนี้มีความสำคัญ
มากด้วยความนัย
รุ่งขึ้น เฉาเชาไปที่จวนของต่งจั๋ว เห็นต่งจั๋วนั่งบนเตียง หลี่ว์ปู้ยืนอยู่ข้างๆ ต่งจั๋วถามว่า
“เมิ่งเต๋อ วันนี้ทำไมมาสาย”
ตอบ “ม้าผอม วิ่งช้า”
ต่งจั๋วสั่งหลี่ว์ปู้ “ข้ามีม้าชั้นดีมาจากซีหลง เฟิ่งเซียนเลือกมาสักตัวหนึ่งให้เมิ่งเต๋อ”
หลี่ว์ปู้ออกไปเลือกม้า
เฉาเชาอยากเอากระบี่แทง เกรงว่าแรงมันมาก ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม ต่งจั๋วอ้วนใหญ่นั่งนานไม่ได้ มันค่อยๆ เอนกายลง หันหน้าเข้าด้านใน
เฉาเชาคิดว่า ไอ้โจรถ่อยคงกำลังพัก
ถามว่าความคิดของโจโฉอันสอดรับกับความคิดของอ้องอุ้นและสอดรับกับความคิดของอ้วนเสี้ยวมีรากฐานมาอย่างไร
ตอบได้เลยว่ามาจากความปรารถนา “ร่วม” ในทางสังคม
นั่นก็คือ ไม่ว่าอ้วนเสี้ยว ไม่ว่าอ้องอุ้น ไม่ว่าโจโฉ ล้วนมี “ศัตรู” เดียวกัน นั่นคือ ความไม่พอใจต่อการเข้ามาของตั๋งโต๊ะ
เพียงแต่ “วิธีการ” ในการจัดการแตกต่างกัน
หากอ่าน “โจโฉ วีรบุรุษแห่งสามก๊ก” อัน จตุวิทย์ แก้วสุวรรณ์ เรียบเรียงจากต้นฉบับของ “อู้หม่านหลานเจียง” ก็จะสัมผัสได้ในความต่าง
ต่างจากยุทธนิยาย “สามก๊ก” อันได้มาจาก “หลอกว้านจง”
ไม่ว่าจะเป็นสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ไม่ว่าจะเป็นสำนวน วรรณไว พัธโนทัย ไม่ว่าจะเป็นสำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช
โปรดอ่าน
ตั๋งโต๊ะสามารถค้นพบได้ว่าโจโฉเป็นอัจฉริยะ ถือเป็นการอธิบายได้ว่าไม่ใช่เป็นการให้ฟรี ขณะเดียวกัน ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า ชื่อเสียงและความสามารถของโจโฉเป็นที่ประจักษ์
ตั๋งโต๊ะอยากเก็บโจโฉไว้ใช้เองจึงแต่งตั้งให้เป็น “เซียวฉีเซี่ยวเว่ย” เพราะอยากจะร่วมกับโจโฉแก้ปัญหาราชการบ้านเมือง
แม้แต่ซัวหยง (ซึ่งได้รับแต่งตั้งก่อนหน้า) ตั๋งโต๊ะจะดำรงอำนาจอยู่ได้ไม่นาน
โจโฉก็ต้องรู้สึกแบบนี้เช่นกัน สิ่งที่เห็นอยู่ต่อหน้าต่อตาคือ ตั๋งโต๊ะสนใจแต่เรื่องของตนเองเช่นนี้
นั่นทำให้โจโฉรู้สึกไม่ปลอดภัย
ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นว่าพระนครไม่ได้อยู่ในสภาพปกติ เต็มไปด้วยความเสี่ยง
ก่อนหน้าที่อยู่ในตำแหน่งเตียนจวินเซี่ยวเว่ยหัวหน้าคือศัตรูเก่าเกียนสิด
ไม่ง่ายเลยที่จะรอจนเกียนสิดตายไป ตอนนี้ก็มีตั๋งโต๊ะมาอีกแล้ว แผ่นดินวุ่นวาย สถานการณ์เข้าสู่ภาวะโกลาหล
ทำให้เขารู้สึกว่าไม่สามารถอยู่ในเมืองนี้ต่อไปได้อีกแล้ว
ไปเถอะ จากไปดีกว่า อย่างไรเสียทุกคนก็ต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตต่อไป โจโฉจึงได้ตัดสินใจ
การตัดสินใจอย่างที่ปรากฏใน “โจโฉ วีรบุรุษแห่งสามก๊ก” ของ “อู้หม่านหลานเจียง” ระบุมิได้เป็นการตัดสินใจอย่างที่ “หลอกว้านจง” พรรณนา
เป็นความจริงดังที่โจโฉยืนยันกับอ้องอุ้นและเหล่าขุนนางในงานเลี้ยง
“ข้าพเจ้าทำความเพียรไปฝากตัวให้ตั๋งโต๊ะใช้สอยจนสนิทมาทุกวันนี้ใช่จะเห็นแก่ลาภสักการสิ่งใดหามิได้
เพราะคิดกตัญญูต่อแผ่นดิน จะคิดฆ่าตั๋งโต๊ะเสียให้จงได้”
นั่นเป็นความจริง แต่ด้วยเหตุผลเพียงเพราะ “ขัดสนด้วยอาวุธดีไม่มีถือ ข้าพเจ้ารู้ว่ากระบี่สั้นของท่านมีอยู่ ถ้าท่านเป็นใจด้วยดังนี้แล้วข้าพเจ้าจะขอยืมกระบี่สั้นเหน็บซ่อนเข้าไปให้ถึงตัวตั๋งโต๊ะ
แล้วจะฆ่าเสียตัดศีรษะมาให้ท่านจงได้”
เป็นเช่นนั้นจริงละหรือ หรือเป็นการเสริมรายละเอียดเข้าไปเพื่อสร้างความเพริศแพร้วให้กับเรื่องราว
นั่นก็คือ เป็นกลวิธีในเชิงประพันธ์จากปลายพู่กันของหลอกว้านจง
นี่เป็นเรื่องที่ควรมีการพิสูจน์ทราบเพื่อแสดงให้เห็นจุดต่างระหว่าง “นิยาย” กับสภาพ อันเกิดขึ้นจริง
นั่นก็คือ ระหว่าง “ประวัติศาสตร์” กับ “นิยาย”
นั่นก็คือ สีสันแห่งนิยายที่ปลายพู่กันแห่ง “หลอกว้านจง” บรรจงแต่งแต้มนั้นเองได้กลายเป็นเสน่ห์
ยั่วเย้า และเร้าใจ

