กระแสการย้ายประเทศจุดติดและพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากการมีเพจเฟซบุ๊กเป็นเรื่องเป็นราวในปี 2564 ในบริบทวิกฤตความไว้วางใจรัฐบาลที่นำโดยอดีตผู้นำรัฐประหาร หลายคนมองว่ากระแสสังคมนี้โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นรูปแบบหนึ่งของการต่อต้านระบอบอำนาจเก่าในประเทศไทยที่ไม่ยอมเปิดทางให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจและสังคมของประเทศล้าหลังติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นไปอย่างเชื่องช้า นักวิชาการส่วนหนึ่งมองกระแสย้ายประเทศเป็นการประท้วงด้วยเท้า โดยการเลือกเดินออกไปจากสังคมที่ปฏิเสธการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่
ดิฉันเข้าใจนัยทางการเมืองของกระแสการย้ายประเทศของคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีทักษะสูง ดิฉันทำงานในประเทศไทยทราบดีว่าระบบมีความล้าหลัง ปิดกั้น บั่นทอนและตั้งคำถามไม่ค่อยได้ แต่ในฐานะผู้ติดตามกระแสการย้ายประเทศผ่านชุมชนออนไลน์รวมทั้งมีคนใกล้ชิดที่มีความคิดอยากย้ายประเทศ และในฐานะผู้ศึกษาการย้ายถิ่นข้ามชาติเชิงวิพากษ์ ดิฉันมีข้อสังเกตที่อยากชวนให้คิดในเชิงจริยธรรมและเชิงโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมดังนี้
1.ติดมองโลกผ่านเลนส์อาณานิคม (The West is the Best) ในชุมชนผู้ย้ายประเทศมีแนวโน้มผลิตซ้ำอคติทางวัฒนธรรมที่เชิดชูประเทศตะวันตกหรือประเทศโลกที่หนึ่งว่าเป็นจุดสูงสุดของการพัฒนา (colonial mindset) การนำตัวเองไปสู่ประเทศเหล่านี้เป็นตราประทับของความสำเร็จจากการได้รับการยอมรับจากประเทศพัฒนาแล้ว จะเห็นว่าในกลุ่มผู้ย้ายประเทศมีการจัดลำดับประเทศจุดหมายปลายทางอย่างชัดเจนและรุนแรง โดยจุดหมายที่เป็นที่นิยมสูงสุดเป็นประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรปตะวันตกและยุโรปเหนือ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และบางครั้งมีความเห็นในทาง “เหยียด” ประเทศกำลังพัฒนา โดยมองข้ามประวัติศาสตร์ที่ผลิตความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างในระดับโลกอย่างลัทธิอาณานิคม ที่คนยุโรปผิวขาวใช้อำนาจทางการทหารและเทคโนโลยียึดครองดินแดนในพื้นที่ต่างๆ และดึงเอาทรัพยากรของดินแดนภายใต้อาณานิคมไปสร้างความรุ่งเรืองให้กับเจ้าอาณานิคม ในปัจจุบันประเทศที่เป็นอดีตเจ้าอาณานิคมยังใช้ต้นทุนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมดึงดูดทรัพยากรมนุษย์จากประเทศกำลังพัฒนา การ “หนีไป” จากประเทศกำลังพัฒนาจึงไม่ใช่การตัดสินใจในระดับปัจเจกเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการผลิตซ้ำความไม่เท่าเทียมเชิงพื้นที่ในระดับโลก
2.กับดักเสรีนิยมใหม่ “ตัวใครตัวมัน” เสรีนิยมใหม่สอนให้เราเชื่อเรื่อง “ความสำเร็จส่วนบุคคล” จนเราลืมมองความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง การให้คำแนะนำวิธีการย้ายประเทศในชุมชนเหล่านี้เน้นไปที่การพัฒนาตัวเองให้ตรงกับความต้องการด้านแรงงานของประเทศปลายทาง เช่น เพิ่มทักษะด้านภาษา เพิ่มทักษะอาชีพด้านการพยาบาลหรือไอที การมีใบอนุญาตหรือการรับรองวุฒิทางทักษะอาชีพจากประเทศปลายทาง สิ่งเหล่านี้ล้วนมีต้นทุนที่ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน ปัจจัยทางการเงิน อายุ เพศ ข้อจำกัดทางร่างกาย (เป็นหรือไม่เป็นผู้พิการ มีหรือไม่มีโรคประจำตัว) ปัจจัยทางครอบครัว (มีหรือไม่มีภาระด้านการดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุในครอบครัว) ล้วนเป็นต้นทุนที่เลือกไม่ได้ ความเห็นต่อความล้มเหลวในการย้ายประเทศมักมองว่าคนอยากย้ายพยายามไม่มากพอ ไม่มุ่งมั่นพอ หรือหลงลืมเป้าหมายในการย้ายประเทศ ในขณะเดียวกันก็มองข้ามต้นทุนที่ผู้ย้ายต้องเปลี่ยนตัวเองไปเป็น “สินค้า” ที่เป็นที่ต้องการของประเทศปลายทาง ต้องไปประกอบอาชีพที่อาจจะไม่ตรงกับความชอบ หรือไปทำงานที่ต่ำกว่าทักษะของตัวเอง
3.ตรรกะการตลาดและอรรถประโยชน์นิยม การย้ายประเทศไม่ได้ทำได้อย่างเสรีและปัจจุบันกฎกติกาในการย้ายประเทศเพื่อไปทำงานควบคุมด้วยตรรกะทางการตลาดและอรรถประโยชน์นิยม (utilitarianism) ประเทศปลายทางจะเปิดประตูให้ผู้ย้ายถิ่นที่ตรงกับความต้องการในตลาดแรงงาน ทั้งแรงงานทักษะสูงและแรงงานทักษะต่ำที่ขาดแคลนในประเทศ ผู้ย้ายถิ่นถูกมองเป็น “สินค้า” หรือ “ทรัพยากร” ที่จะต้องผ่านการคัดเกรดและควบคุมคุณภาพมากกว่าจะถูกมองเป็นมนุษย์ เงื่อนไขและกฎระเบียบเรื่องวีซ่าเพื่อการเข้าเมืองถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่คัดเกรด เห็นได้ชัดในระบบ point-based immigration system อย่างในประเทศแคนาดาหรือออสเตรเลีย ชุมชนออนไลน์ของผู้ย้ายประเทศเน้นการให้ความรู้ในการทำให้ผู้ย้ายเข้าเป้าเป็นสินค้าที่จะได้รับคัดเลือกมากที่สุด และในขณะเดียวกันก็ปรึกษาหารือกันว่าประเทศไหนดีกว่ากันสำหรับการย้าย ในลักษณะช้อปปิ้งตัวเลือกที่ดีที่สุด ภายใต้ตรรกะแบบการตลาดและอรรถประโยชน์นิยม ทั้งผู้ (คิดจะ) ย้ายและประเทศปลายทางใช้ตรรกะเดียวกันในการ “เลือกสินค้า” ที่จะสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับตนเอง ทั้งสองฝ่ายถูกลดทอนเป็น “สินค้าสำเร็จรูป” ผู้ย้ายเลือกประเทศที่ตัวเองไม่ได้ร่วมสร้าง ประเทศปลายทางก็เลือกรับประชากรที่ตัวเองไม่ได้สร้างตั้งแต่แรกแต่รับมาใช้งานได้ทันที
4.ผู้พิทักษ์กฎ ที่ไม่ได้แคร์เราจริงๆ ในการพูดคุยในชุมชนผู้ย้ายประเทศ เน้นการเดินตามกฎกติกาที่ประเทศปลายทางวางกรอบไว้ ในด้านหนึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีที่เราเคารพกฎกติกาและเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่ากฎกติกานี้เป็นธรรม หากปฏิบัติตามแล้วจะได้รับรางวัลเป็นความสำเร็จในการย้ายประเทศ จนบางครั้งเผลอถือตนเป็นผู้พิทักษ์กฎ จนอยากลงโทษเพื่อนร่วมชาติที่เรามองว่าไม่ทำตามกฎนั้น เช่น มีความเห็นว่าอยากไปแจ้งทางการเกาหลีใต้ให้มาจัดการกับผีน้อยคนไทยที่เราไปเจอ การอินกับหลักการใครเก่งใครได้ (meritocracy) และเชื่อในกฎการคัดเกรดมนุษย์ว่ามีความเป็นธรรมมันทำให้เราสูญเสียความสามารถในการสร้างความรู้สึกร่วมกับคนอื่นที่มีโอกาสน้อยกว่าเราได้
5.ความคิด “พลเมืองโลกแบบผิวเผิน” ผู้ (คิด) ย้ายประเทศบางส่วนอ้างการเป็นพลเมืองโลกเป็นเหตุผลในการย้ายถิ่น แต่มักเข้าใจความคิด “พลเมืองโลก” แบบผิวเผิน โดยเข้าใจไปว่าเป็นสิทธิที่ตนเองคู่ควรกับสิ่งดีๆ โดยอัตโนมัติ (sense of entitlement) มองข้ามต้นทุนที่ไม่เท่ากันของการย้ายถิ่น หรือชื่นชมประเทศที่มีรัฐสวัสดิการดีๆ แต่รังเกียจถ้าจะต้องไปอยู่ในย่านที่มีผู้ย้ายถิ่นเยอะๆ หรือบ่นเรื่องผู้ย้ายถิ่นที่มาเกาะกินสวัสดิการของรัฐ จริงๆ แล้วความคิดพลเมืองโลกเน้นการมีความรับผิดชอบต่อสังคมและเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก ความเห็นอกเห็นใจผู้คนที่เสียเปรียบ และตระหนักถึงบทบาทของตนในการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนโลกที่เชื่อมโยงกัน (global humanity) ซึ่งทัศนคตินี้ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับ narrative การย้ายประเทศแบบตัวใครตัวมัน ใครเก่งไปรอด ใครอ่อนแอก็แพ้ไป ใครเป็นผีน้อยต้องประณาม หรือแจ้ง ตม.เกาหลีมาจับ
การย้ายถิ่นไม่ได้ทำได้ง่ายๆ มีต้นทุนทั้งทางตรงทางอ้อมมากมาย เราไม่ได้เป็นผู้เลือกจริงๆ เราต้องเล่นตามกติกาที่ประเทศปลายทางกำหนด ซึ่งวางอยู่บนแนวคิดแบบเศรษฐกิจการตลาดและเห็นคนเป็นทรัพยากรที่เขาจะช้อนซื้อไปเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างที่อธิบายมา สมมุติว่าย้ายสำเร็จ การ blend ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมประเทศปลายทางแบบเต็มตัว ถ้าเราโตขึ้นมาในประเทศไทยก็เป็นไปได้ยากมาก เราจะยิ้มแหยๆ ในวงเสวนาเวลาที่เขาเล่นมุขตลกกันเพราะเราไม่เก็ต หรือรู้สึกว่าเขาไม่อยากคุยกับเราเพราะเราคุยไม่สนุก เราอยากเป็นเหมือนเขายังไงเราก็ไม่เหมือน เราจะมีอัตลักษณ์เป็นผู้ย้ายถิ่นในสายตาของเจ้าของประเทศ เราต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองมากกว่าเจ้าของประเทศหลายเท่าให้ได้รับการยอมรับและเติบโตในตลาดแรงงานทักษะสูงที่มีการแข่งขันเข้มข้น ไม่นับเรื่องความไม่เอาแน่เอานอนของนโยบายการย้ายถิ่นของประเทศปลายทางที่อาจทำให้เราไปต่อไม่ได้เมื่อไหร่ก็ได้
ดิฉันยืนยันว่าไม่ได้ขัดขวางการย้ายประเทศ หรือเข้าข้างคนที่โจมตีคนย้ายประเทศด้วยทัศนคติทางการเมืองแบบชาตินิยม เพียงแต่ต้องการชี้จุดที่น่ากังวลในวาทกรรมการย้ายประเทศแบบนักช้อป และความคิดปัจเจกนิยมผู้บริโภคที่เป็นฐานของความคิด เอาเข้าจริงๆ มุมมองการย้ายถิ่นเชิงวิพากษ์นี้ดิฉันก็ได้รับการปลูกฝังมาจากประเทศปลายทางในฝันประเทศหนึ่งในฐานะนักเรียนทุนรัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาประเทศหนึ่ง ดิฉันอยากจะชวนคิดว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เปราะบาง กว่าเราจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่หรือแม้แต่เป็นผู้ใหญ่แล้วเราก็ยังต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันและสังคมรอบตัวในการประคองชีวิต (interdependency) จริยธรรมการมีหัวใจไว้รู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ของคนอื่นๆ ที่ด้อยโอกาสกว่าเรา (ethics of care) จะช่วยลดคติปัจเจกนิยมแบบเอาตัวรอดคนเดียว
ถ้าเราคิดว่าโครงสร้างสังคมไทยมันมีปัญหา มีความเหลื่อมล้ำ เราทุกคนก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น และเราก็ไม่ควรเผลอไปผลิตซ้ำมัน ที่สำคัญอยากให้มี empathy ต่อคนที่มีโอกาสน้อยกว่า ว่าเขาก็มีความทุกข์ ความเจ็บปวด อยากมีชีวิตที่ดีขึ้นเหมือนกับเรา ถ้าเราเท่าทันปัจเจกนิยมและทุนนิยมเสรีนิยมใหม่เราสามารถทำให้โลกดีขึ้นได้สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลก และสามารถเป็นพลเมืองโลกได้ไม่ว่าจะย้ายหรือไม่ย้ายประเทศ
รศ.ดร.ศิริจิต สุนันต๊ะ
สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล

