หน้าแรก บทความ มหาวิทยาลัยกั...

มหาวิทยาลัยกับการอยู่รอดข้ามกาลเวลา

7.05.26 | 12:45 น.

มหาวิทยาลัยกับการอยู่รอดข้ามกาลเวลา

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านบทความเรื่องกำเนิดอุดมศึกษาของโลกของท่านอดีตรัฐมนตรีเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ซึ่งได้เตือนความทรงจำของเราว่า บูรพาไม่แพ้ แหล่งกำเนิดอุดมศึกษาโลกไม่ได้มีแค่ในโลกตะวันตกและได้ชักชวนอาจารย์และนักวิชาการไทยให้มีความกล้าหาญพอที่จะสร้างความรู้จากขนบหรือประสบการณ์แบบไทยๆ หรือแบบอื่นใดที่ไม่ใช่ตะวันตก ผู้เขียนเห็นด้วยแต่มีความสงสัยว่าทำไมแหล่งความรู้ในซีกโลกตะวันออกไม่สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืนมาจนถึงปัจจุบัน จึงได้ลองปรึกษา AI ดู ได้พบข้อมูลที่น่าสนใจที่ได้เรียบเรียงใหม่มาแบ่งปันได้ดังนี้

แหล่งกำเนิดของมหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่ในโลกซีกตะวันตกเท่านั้น 3 เสาหลักของประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยโลก ได้แก่ 1) นาลันทา (พุทธ) 2) อัล-การอวียีน (อิสลาม) และ 3) โบโลญญา (คริสต์) นาลันทา อาจนับได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลก ก่อตั้งประมาณ ค.ศ.400-500 และสิ้นสุดเมื่อ ค.ศ.1193 อยู่ในแคว้นพิหาร ประเทศอินเดีย เกิดขึ้นในยุคของราชวงศ์ คุปตะภายใต้การอุปถัมภ์ของพระเจ้าแผ่นดินชื่อกุมารคุปต์ที่ 1 ให้เป็นวัดและศูนย์กลางการเรียนรู้ สถาบันแห่งนี้เคยมีนักศึกษากว่า 10,000 คน มีอาจารย์กว่า 1,500 คน สอนทั้งตรรกศาสตร์ ศาสนา แพทยศาสตร์ คณิตศาสตร์ มีระบบสอบเข้า ระบบหอพัก และมีความเป็นนานาชาติ มีนักศึกษาจากประเทศใกล้เคียง เช่น จีน ทิเบต และประเทศในตะวันออกเฉียงใต้มาเรียน

นาลันทาเป็นเครื่องมือที่รัฐใช้ในการสร้างซอฟต์พาวเวอร์เพื่อให้จักรวรรดิคุปตะเป็นศูนย์กลาง นักศึกษาของสถาบันนี้จากจีนที่โด่งดังคือพระถังซำจั๋ง นาลันทาถูกทำลายลงโดยมุฮัมหมัด บัคห์ตียาร์ คิลจี แม่ทัพชาวเติร์ก-อัฟกันจากจักรวรรดิกูริด ว่ากันว่า วัดและอาคารเรียนถูกเผา ห้องสมุดขนาดใหญ่ถูกทำลาย ไฟไหม้อยู่หลายเดือน พระและนักวิชาการจำนวนมากถูกสังหารจนแตกกระจัดพลัดพราย

อีกเสาหลักหนึ่งได้แก่ มหาวิทยาลัยอัล-การอวียีนที่เมืองเฟส ประเทศโมร็อกโก ก่อตั้งในปี ค.ศ.859 ผู้ก่อตั้งเป็นสตรี ชื่อฟาติมา อัล-ฟีห์รี สตรีมุสลิมเชื้อสายตูนิเซียผู้ใช้มรดกของตนสร้างมัสยิดขนาดใหญ่เพื่อเป็นศูนย์กลางชุมชน ซึ่งตามกฎหมายอิสลาม (Sharia) ผู้หญิงมีสิทธิในทรัพย์สินและบริจาคทรัพย์สินนั้นเพื่อสาธารณประโยชน์ได้ (Waqf) มัสยิดที่ท่านฟาติมาเป็นผู้สร้างได้พัฒนาไปเป็นสถาบันความรู้ เริ่มจากการเป็นศูนย์ศาสนาอิสลาม ต่อมาก็พัฒนาจนมีหลักสูตรและมีนักเรียนที่มาจากต่างภูมิภาค กลายเป็นมหาวิทยาลัยโดยพฤตินัยก่อนที่จะมีมหาวิทยาลัยในยุโรป ต่อมาใน ค.ศ.1963 รัฐบาลได้ปฏิรูปและเปลี่ยนให้เป็นมหาวิทยาลัยแบบสมัยใหม่อย่างเป็นทางการ ทำให้มีการสอนต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันกว่า 1,100 ปี และได้รับการยอมรับจากยูเนสโกว่าเป็นสถาบันการศึกษาที่ดำเนินการต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก

Advertisement

เสาหลักที่ 3 คือ มหาวิทยาลัยโบโลญญาในประเทศอิตาลี เกิดจากการรวมตัวของอาจารย์และนักศึกษา โดยเฉพาะนักศึกษาที่มาศึกษากฎหมายโรมันเมื่อประมาณปี ค.ศ.1088 กลุ่มนักศึกษาได้รวมกันจ้างอาจารย์ ควบคุมค่าเล่าเรียน ปกป้องสิทธิของตน และเรียกองค์กรของตนว่าสมาคมของนักศึกษา (Universitas Scholarium) ได้รับการรับรองสิทธิของนักศึกษา ความคุ้มครองทางกฎหมาย และรับรองการเป็นองค์กร มหาวิทยาลัยภายใต้กฎหมาย Authentica Habita ในสมัยของจักรพรรดิ Frederick Barbosa ซึ่งต่อมาได้พัฒนาและกลายเป็นมหาวิทยาลัยสมัยใหม่ เริ่มต้นเมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 12 ได้มีการจัดตั้งคณะและหลักสูตรอย่างเป็นระบบ มีการสอบและให้ปริญญา ต่อมาได้ปฏิรูปใน ค.ศ.1800-1900 และกลายเป็นมหาวิทยาลัยสมัยใหม่มาจนถึงปัจจุบัน

สรุปได้ว่า นาลันทาเป็นโมเดลรัฐอุดหนุน มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างพระ ครู และเป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจผ่านความรู้ ส่วนมหาวิทยาลัยอัล-การอวียีนที่เมืองเฟสเป็นโมเดลศรัทธาทางศาสนาบวกทุนจิตสาธารณะ ส่วนมหาวิทยาลัยโบโลญญานั้นเป็นโมเดลผู้เรียนออกค่าใช้จ่ายใกล้เคียงกับโมเดลการใช้กลไกตลาดเฉกเช่นมหาวิทยาลัยเอกชนในปัจจุบัน

ความไม่ต่อเนื่องของมหาวิทยาลัยนาลันทาและสถาบันการศึกษาในเอเชียยุคโบราณ เกิดจากการผูกโยงองค์กรกับการอุปถัมภ์ของรัฐหรือชนชั้นนำ เมื่ออำนาจที่สนับสนุนทางการเงินเปลี่ยนไป เกิดสงครามหรือการล่มสลายของชนชั้นนำ สถาบันการศึกษาก็ล่มสลายไปด้วยเพราะไม่มีโครงสร้างที่จะทำให้ฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ ในขณะที่โบโลญญาเป็นนิติบุคคล มีสิทธิในการปกครองตนเอง เป็นอิสระจากรัฐจึงดำรงอยู่ได้แม้บริบททางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไป สถาบันความรู้ที่อยู่ใต้การอุปถัมภ์อาจจะรุ่งเรืองได้เร็ว แต่ก็ล่มสลายได้เร็วเช่นกันเมื่อขาดผู้อุปถัมภ์ ในขณะที่ระบบความรู้ที่สะสมและเติบโตขยายตัวได้เรื่อยๆ อย่างเช่นโมเดลโบโลญญากลับอยู่ไปได้อย่างต่อเนื่อง อีกปัจจัยหนึ่งก็คือการแข่งขัน ยุโรปในยุคกลางไม่ได้เป็นรัฐรวมศูนย์แบบจักรวรรดิ แต่เป็นเครือข่ายของเมืองต่างๆ ที่แข่งขันกันดึงดูดนักวิชาการและนักศึกษามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยจึงต้องพัฒนาเพื่อความอยู่รอด ต้องสร้างชื่อเสียง และต้องผลิตองค์ความรู้ใหม่

ในเอเชียแม้จะมีสถาบันสร้างความรู้ก่อน แต่ก็เป็นสถาบันที่ไม่มีความเป็นอิสระจากรัฐหรืออยู่ภายใต้อุปถัมภ์ของชนชั้นนำ โดยเฉพาะจีนและอินเดียมีระบบการศึกษาที่ผูกพันกับรัฐอย่างแนบแน่นและเป้าหมายในการศึกษาไม่ใช่สร้างองค์ความรู้ใหม่ แต่เป็นการผลิตข้าราชการและผู้รู้ในกรอบที่กำหนด ผลิตนักศึกษาที่มุ่งสอบเพื่อไปทำงานกับรัฐมากกว่าที่จะสร้างความรู้ใหม่ เมื่อแรงจูงใจให้คิดใหม่ถูกจำกัด ความรู้ก็ไม่สามารถพัฒนาแบบก้าวกระโดดได้ ปัญหาจึงไม่ใช่บูรพาขาด “อัจฉริยะ” แต่ขาด “แรงจูงใจเชิงระบบ”

นักเศรษฐศาสตร์ที่ชื่อ Douglas North กล่าวไว้ว่า สถาบันการศึกษาที่ล่มสลาย ไม่สามารถอยู่รอดข้ามกาลได้ก็เพราะขาดโครงสร้างองค์กรที่ช่วยให้อยู่รอด (institutional desire failure) ขาดแรงจูงใจ (incentive failure) และขาดตลาดวิชาการที่แข่งขันกัน (market failure)

โมเดลมหาวิทยาลัยของไทยคล้ายคลึงกับโมเดลนาลันทาที่ต้องพึ่งรัฐ และโมเดลมหาวิทยาลัยเอกชนไม่เหมือนกับโมเดลของเฟสซึ่งเป็นพลังจากทุนจิตสาธารณะ การอยู่รอดของมหาวิทยาลัยกำลังเป็นประเด็นใหม่ที่ท้าทายมหาวิทยาลัยในประเทศไทย เนื่องจากนักเรียนที่เข้ามหาวิทยาลัยมีจำนวนลดลง เพราะการเกิดของเด็กไทยลดลงตามลำดับ การอุดหนุนของรัฐก็จะลดลงตามจำนวนนักศึกษาไปด้วย มหาวิทยาลัยที่จะอยู่รอดข้ามกาลเวลาจึงต้องสามารถที่จะสร้างความรู้ใหม่ มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ มีความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อดึงดูดทุนสาธารณะ มีความยืดหยุ่น มีความสามารถที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ผกผันได้อย่างรวดเร็วและเท่าทันถึงจะอยู่รอดข้ามกาลเวลาได้

มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด
มูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ