นักการเมืองหญิง – ประเด็นเรื่องกายแต่งกาย เรื่องเสื้อผ้า หน้าผม หลายคนมองเป็นเรื่องภายนอก ไม่ควรสมาทานยึดถือเป็นของจีรัง ปลงอนิจจังเกิดจะทุกขังในอนัตตาที่จะบังเกิดมี แต่ก็ต้องบอกว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่มีลักษณะหน้าต่างมีหูประตูมีช่อง มาอย่างช้านาน จนอภิวัฒน์เป็นสำนวน เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้บุคคลทุกบุคคลจึงมีสิทธิที่จะวิจารณ์และถูกจะวิจารณ์ไปพร้อมๆ ในสถานการณ์เดียวกัน
ที่ต้องพูดอย่างนี้เพราะว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เห็นข่าวคนวิพากษ์วิจารณ์การแต่งตัวของ คุณไอซ์ รักชนก ศรีนอก ที่สวมเดรสแขนกุดเข้าสภาฯ เป็นเรื่องตั้งคำถามถึงกาลเทศะและความเหมาะสม ก่อนจะแปรสภาพไปสู่คำถามเชิงเสียดสี ล้อเลียน ต่างๆ นานา มากเข้าก็ไปกันใหญ่ถึงขนาดรูปลักษณ์ ซึ่งทั้งหมดไม่ควรจะเกิดขึ้นแม้จะอยู่ตรงข้ามกันในความคิดทางการเมือง
แต่เรื่องของการเมืองหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการจุดประเด็นตั้งคำถามของสังคม ของพรรค์นี้เป็นเรื่องที่ต้องตอบรับกันทั้งสองฝ่าย แต่เมื่อเกิดแล้วจะทำอย่างไรต่อถ้าคนจดจำเราภายใต้สิ่งที่สังคมทำให้เราเป็นด้วยเลนส์การแต่งตัว หรือจะทำอย่างไรต่อถ้าคนจดจำในสิ่งที่เราไม่อยากเป็น แน่นอนในความร้ายกาจของเรื่องนี้อาจทำให้เราใช้จังหวะทางการเมืองอื่นเพื่อทำให้เป็นพื้นที่ในการแสดงความสามารถ โอกาส และ “การเป็นที่จดจำ”
เรื่องการแต่งกายความจริงแล้วมีคำอธิบายหลายอย่างประกอบกันอยู่ในการเชื่อมภาพลักษณ์เข้ากับการสื่อสารทางการเมือง แต่ในชุดนี้ขออธิบายถึงปัญหาเรื่องเพศและกรอบภาพลักษณ์ ที่มักจะมาตีกรอบความสามารถของเราอยู่เสมอ และเราในฐานะตัวแสดงอาจต้องออกแรงมากกว่าคนอื่นในการพิสูจน์ตัวตนเพิ่ม นี่เป็นสิ่งที่สังคมที่มีตำหนิร่องรอยจากอดีตได้จัดแจงเอาไว้โดยที่เราในฐานะคนในโลกทรรศน์ใหม่ไม่รู้ตัว
ย้อนกลับไปใน ปี 2016 มีฉากหนึ่งในในสารคดี ฮิลลารี่ (Hillary) กำกับโดย นาเน็ต เบริน์สตีน (Nanette Burstein) ที่ฉายในปี ค.ศ. 2020 โดยขณะที่ ฮิลลารี่ อยู่หลังเวทีกำลังเตรียมตัวสำหรับงานหาเสียง เธอถามกลับว่า “Do you think anyone talks to Bernie Sanders about his goddamn shoes?” (มีใครถาม เบอร์นี่ แซนเดอร์ส เรื่องรองเท้าเขาบ้างไหม?)
ในการแข่งขันที่เรียกตัวเองว่าประชาธิปไตย มีกติกาชุดหนึ่งที่ไม่มีใครเขียนไว้ แต่บังคับใช้อย่างเคร่งครัดกับผู้เล่นบางคนเท่านั้น กติกานั้นคือ ถ้าคุณเป็นผู้หญิง เสื้อผ้าของคุณไม่ใช่ทางเลือกส่วนตัว แต่เป็นคำแถลงทางการเมืองที่สาธารณชนมีสิทธิตัดสิน และไม่ว่าคุณจะตัดสินใจยังไง ก็มีบทลงโทษรออยู่เสมอ
ไดแอน เฮยส์ และ เจนนิเฟอร์ ลอว์เลส (Dianne Hayes and Jennifer Lawless) ทำงานวิจัยที่ชื่อว่า “Who Cares What They Wear?” หรือ “ใครแคร์ว่าเขาจะใส่อะไร” และตีพิมพ์ในวาสารทางสังคมศาสตร์ Social Science Quarterly ปี ค.ศ. 2014 คำถามหลักของพวกเขาไม่ใช่แค่ว่าภาพลักษณ์ส่งผลต่อการเลือกตั้งหรือเปล่า แต่ถามว่าสื่อมีบทบาทอย่างไรในการขยายผลนั้น และสิ่งที่ค้นพบเปลี่ยนกรอบการคิดเรื่องนี้ไปอย่างมาก
พวกเขาพบว่า เรื่องการแต่งกายไม่ส่งผลต่อผลเลือกตั้งโดยตรงจากตัวมันเอง แต่การรายงานข่าวเกี่ยวกับการแต่งกายในเชิงลบต่างหากที่ส่งผล และผลนั้นแรงกว่าสำหรับผู้หญิงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อสื่อทำให้เรื่องเสื้อผ้ากลายเป็นประเด็นหลักแทนที่จะเป็นนโยบาย มันกัดกร่อนการรับรู้ความสามารถและความน่าเชื่อถือของนักการเมืองหญิงอย่างชัดเจน ในขณะที่นักการเมืองชายที่ถูกวิจารณ์เรื่องเสื้อผ้าในลักษณะเดียวกันแทบไม่ได้รับผลกระทบ
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? เพราะการยอมรับได้สำหรับนักการเมืองหญิงนั้นแคบมาก การแต่งตัวเรียบง่ายเกินไป ถูกมองว่าไม่ใส่ใจตัวเอง ไม่มีความเป็นผู้นำ แต่งหรูหราเกินไป ก็ดูห่างชาวบ้าน ห่างความเป็นจริง เน้นความเป็นหญิงมากเกินไป ก็ดูไม่จริงจัง ถูกมองว่าใช้รูปลักษณ์แทนความสามารถ แต่ถ้าทำตัวเป็นกลางมากเกินไป ก็ดูเย็นชา ไม่สุภาพอ่อนโยน ไม่น่าเข้าถึง
แทบทุกทิศทางมีบทลงโทษรออยู่ และสื่อก็พร้อมขยายบทลงโทษนั้นเสมอ
และไม่มีกรณีศึกษาไหนที่แสดงให้เห็นกับดักนี้ได้ชัดเจนกว่า ฮิลลารี่ คลินตัน ตลอดสี่สิบปีในสายตาสาธารณชน เธอถูกวิจารณ์เรื่องเสื้อผ้าในทุกทิศทาง
ย้อนกลับไปดูในยุคที่เธอเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เธอถูกวิจารณ์ว่าไม่ใส่ใจภาพลักษณ์ เพราะแต่งตัวเน้นความสบายมากกว่าแฟชั่น
พอหันมาสวมสูทกางเกงอย่างสม่ำเสมอเมื่อก้าวสู่เส้นทางการเมืองของตัวเอง นักวิจารณ์บางส่วนตั้งคำถามว่าเธอพยายามซ่อนความเป็นหญิงเพื่อแข่งขันในโลกของผู้ชายหรือเปล่าและเมื่อเธอใส่ชุดที่แสดงความเป็นหญิงมากขึ้นเล็กน้อยในปี 2007 วอชิงตันโพสต์ ลงบทความชื่อ “Hillary Clinton’s Tentative Dip Into New Neckline Territory” หรือ “การทดลองอย่างระมัดระวังของ ฮิลลารี คลินตัน กับสไตล์คอเสื้อรูปแบบใหม่” เขียนโดย โรบิน กีวาน (Robin Givhan) ตีพิมพ์ในคอลัมน์สไตล์ หนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 2007 ได้วิเคราะห์ยาวหลายย่อหน้าเรื่องช่วงอกที่มองเห็นได้เล็กน้อยจากปกเสื้อ ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่กว่านโยบายที่เธอพูดในวันนั้นหลายเท่า
ที่น่าสนใจที่สุดคือ เมื่อปี ค.ศ.2016 มีการเปิดเผยว่าเธอสวมแจ็กเก็ตอาร์มานี่ (Armani) ราคาเกือบ 12,500 ดอลลาร์ขณะกล่าวสุนทรพจน์หลังชนะไพรมารีนิวยอร์ก สื่อกระแสหลักและโซเชียลมีเดียพากันวิพากษ์วิจารณ์ว่ามันขัดแย้งกับการที่เธอพยายามนำเสนอตัวเองในฐานะคนธรรมดาที่เข้าใจชีวิตคนทั่วไป
กลับกัน เบอร์นี่ แซยเดอร์ส แคนดิเดตคู่แข่ง แต่งตัวง่ายๆ แต่โดดเด่นตลอดการหาเสียง ไม่มีใครเขียนบทวิเคราะห์ยาวสี่คอลัมน์เรื่องนั้น บารัก โอบามา สวมสูทสีเทาอ่อนไปแถลงข่าวในปี 2014 มีคนพูดถึงไม่กี่วันแล้วก็จบ โดนัลด์ ทรัมป์ สวมสูทที่ผูกเนคไทยาวเกินมาตรฐานทุกวันตลอดการหาเสียง ไม่มีใครตั้งคำถามว่ามันสะท้อนความสามารถในการบริหารประเทศได้แค่ไหน
นอกจากนี้ยังปรากฏงานวิจัยของ แอนเดรีย ริชาร์ดส และ โรนัลด์ ไรซ์มิว (Andrea Richards and Ronald Ricemu) ที่ตีพิมพ์ในวารจารยทางด้านภาษาและจิตวิทยา Journal of Language and Social Psychology ปี ค.ศ. 2022 พวกเขาให้กลุ่มทดลองดูวิดีโอนักการเมืองหญิงคนเดิมพูดสุนทรพจน์เชิงก้าวร้าว เนื้อหาเหมือนกันทุกประการ เสียงเดียวกัน แต่กลุ่มหนึ่งเห็นเธอในชุดสีชมพู อีกกลุ่มเห็นเธอในสีอื่น ผลคือกลุ่มที่เห็นชุดสีชมพูรู้สึกว่าสุนทรพจน์เดียวกันนั้นก้าวร้าวน้อยกว่าและน่ารับฟังมากกว่า สีเสื้อเปลี่ยนวิธีที่คนตีความคำพูด ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์
นั่นหมายความว่า นักการเมืองหญิงต้องทำสิ่งที่นักการเมืองชายไม่เคยต้องคิดถึง คือ ต้องคิดว่าสีของเสื้อในวันนี้จะทำให้ถ้อยคำที่ตัวเองพูดถูกรับรู้ต่างกันในสายตาผู้ชมหรือเปล่า มันไม่ใช่แค่เรื่องสไตล์ มันคือการต้องจัดการเรื่องหลายอย่างพร้อมๆ กัน ในขณะที่คู่แข่งที่เป็นชายอาจไม่จำเป็น
สุดท้ายปัญหาที่ เฮยส์ และ ลอว์เลส ทิ้งท้ายไว้คือ เรื่องนี้มันไม่ได้จบอยู่แค่ที่ตัวนักการเมือง แต่อยู่ที่วงจรที่สื่อสร้างขึ้น สื่อไม่ได้แค่รายงานความคิดเห็นของสาธารณชน แต่สื่อสร้างความคิดเห็นนั้นขึ้นมาด้วยการเลือกว่าจะรายงานอะไร
เมื่อสื่อพาดหัวข่าวเรื่องการแต่งกายแทนที่จะเป็นนโยบาย ผู้อ่านที่ไม่ได้มีความเห็นเรื่องนั้นมาก่อนก็เริ่มคิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้ามันไม่สำคัญ ทำไมสื่อถึงรายงาน วงจรนี้ขยายตัวเองโดยไม่ต้องมีใครตั้งใจสร้างอคติ และในยุคโซเชียลมีเดีย ความเร็วของการขยายนั้นเพิ่มขึ้นหลายเท่า
ผลลัพธ์คือนักการเมืองหญิงต้องแบกภาระที่นักการเมืองชายไม่มีวันรู้จัก นั่นคือการตัดสินใจทุกเช้าว่าจะสวมอะไร โดยรู้ว่าการตัดสินใจนั้นอาจกลายเป็นข่าว อาจถูกตีความ อาจถูกขยาย และอาจกัดกร่อนสิ่งที่ตัวเองพูดในวันนั้น ทั้งหมดนั้นไม่มีในคู่มือการเมืองของผู้ชาย
ในเรื่องนี้ยังปรากฏในกรณีของประเทศไทยดังจะยกตัวอย่างเปรียบเทียบได้ถึงนักการเมืองหญิง 4 คนสำคัญที่ถูกจุดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการแต่งตัว และการทำงาน จนกลายเป็นภาพจำของเธอเหล่านี้
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย ถูกรายงานเรื่องเสื้อผ้าตลอดระยะเวลาดำรงตำแหน่ง ทั้งในเชิงชื่นชมที่บางครั้งแทบแยกไม่ออกจากการประชาสัมพันธ์ส่วนตัว และในเชิงที่ทำให้ภาพลักษณ์กลายเป็นประเด็นหลักแทนนโยบาย การที่นักวิชาการท่านหนึ่งออกมาบอกว่า เธอจะติดอันดับ “ผู้นำสตรีแต่งตัวดีที่สุดของโลก” ซึ่งฟังดูเหมือนคำชม แต่จริงๆ มันวางกรอบให้นายกรัฐมนตรีอยู่ในมิติของ “ความสวยงาม” มากกว่า “ความสามารถ”
นอกจากการแต่งตัวสวยเดินทางไปต่างประเทศที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงขนาดมีสถิติว่ามีการรวบรวมว่า กว่า 700 วันของนายกฯ เดินทางไปแล้วกว่า 109 วัน ตลอดจนการประกอบสร้างให้เธอชัดขึ้น ในเวทีปราศรัยของมวลชนในปลายสมัยของรัฐบาล โดยใช้คำว่า “ตะแล็ดแต๊ดแต๋” ยิ่งตอกย้ำสัมพันธ์อำนาจและความงามที่ถูกใช้เป็นประเด็นโจมตี
ถัดมาเป็นกรณีของ พรรณิการ์ วานิช ที่ถูกตั้งคำถามตั้งแต่วันเข้าสภาฯ กรณีแต่งกายไม่เหมาะสมในสภาฯ ซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวทำไมสังคมถกเถียงถึงประเด็นความเหมาะสมของการแต่งกายในที่ประชุมสภาฯ จนถึงขนาดจะตั้งออกกฎระเบียบของสภาฯ กำหนดเรื่องระเบียบการแต่งกาย
กรณีของ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนที่สอง ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์การแต่งกายในการเข้าร่วมประชุม เข้าร่วมพิธี ตั้งแต่การเป็นประธานซอฟท์พาวเวอร์ของเธอในสมัยนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน จนถึงในสมัยรัฐบาลของเธอ เรื่องดังกล่าวถูกวิจารณ์ตลอดการดำรงตำแหน่งและความพยายามในการรณรงค์ของรัฐบาลในแคมเปญ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”
โดยการแต่งกายของเธอถูกวิจารณ์ทั้งจากฝ่ายค้าน สื่อและสังคมถึงการแต่งกายที่ไม่เหมาะสม ผิดกาลเทศะ ตลอดจนถึงวิจารณ์ว่าเป็นการออกจากขนบของแฟชั่นการแต่งตัวที่ควรจะเป็น
และล่าสุดกรณีของ รักชนก ศรีนอก ส.ส.พรรคประชาชน ที่ถูกพูดถึงชุดเดรสแขนกุดในสภาฯ ของเธอและถูกวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมว่าเป็นชุดไม่สุภาพ ไม่เหมาะสมกับการใส่เข้าสภา” ขณะที่สื่อบางสำนักใช้คำว่า “เร่าร้อน” ทำให้เป็นประเด็นล่าสุดที่อธิบายภาพชัดว่า เรื่องภาพลักษณ์ของความเป็นหญิง มีโอกาสถูกตั้งคำถามบ่อยกว่า รุนแรงกว่า นักการเมืองผู้ชาย และทุกครั้งที่สื่อทำแบบนั้น มันจะกลบความสามารถและการเปิดโอกาสให้เธอมีส่วนร่วมได้เฉกเช่นเดียวกับเพศตรงข้าม
ลองนึกดูว่า ในขณะที่นักการเมืองชายเดินเข้าสภาพร้อมกับคำถามว่า เขาจะทำอะไร นักการเมืองหญิงต้องผ่านคำถามก่อนหน้านั้นว่า เธอใส่อะไรมามากว่านักการเมืองผู้ชาย สิ่งที่ต้องใช้ไปกับการคิดว่าจะสวมอะไรวันนี้โดยไม่ให้มันกลายเป็นข่าว คือพลังงานที่ไม่ได้ถูกใช้กับนโยบาย
และนั่นคือต้นทุนที่มองไม่เห็น ของระบบที่บอกว่าให้โอกาสเท่าเทียมที่ยังปรากฎอยู่อย่างเนืองๆ

