กรณี ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้ถูกกล่าวหาว่าให้การสนับสนุน “พิมรี่พาย” อินฟลูเอนเซอร์ ในการขายทุเรียนราคาถูกได้กลายเป็นข่าวใหญ่และร้อนแรง
หากพิจารณาและคำนึงถึงหน้าที่หลักของ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์” คือกำกับดูแลนโยบายและการค้าภายในและต่างประเทศ คุ้มครองราคาสินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค และทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนการส่งเสริมพัฒนาธุรกิจบริการตามพันธกิจของกระทรวงพาณิชย์
ส่วน “อินฟลูเอนเซอร์” คือผู้ที่สร้างสรรค์เนื้อหาบนสื่อสาธารณะ เพื่อโน้มน้าว ดึงดูดต่อความคิดและการตัดสินใจในการซื้อสินค้าของผู้บริโภค โดยเน้นการสร้างความเชื่อถือผ่านการรีวิวสินค้าและโปรโมตแบรนด์
การที่ “ศุภจี” อยู่ในตำแหน่งของรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ทำหน้าที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์ร่วมกับ “พิมรี่พาย” เพื่อส่งเสริมการขายทุเรียนราคาถูกนั้นย่อมไม่สอดคล้องกับฐานานุรูป เพราะเป็นเรื่องที่ผิดฝั่งผิดฝา
เมื่อรัฐบาล “อนุทิน 1” ขณะเป็นรัฐมนตรีฝึกงาน “ศุภจี” อาศัย “วาทะ” ชนะใจคน ชั่วข้ามคืนกลายเป็น “ดาวรุ่ง” พุ่งแรง และแล้วก็เหมือน “ฟองสบู่” ทุเรียนงานเดียว ชั่วข้ามคืนกลายเป็น “ดาวล่วง” หมดรูป
เรื่องทุเรียนราคาถูกของ “ศุภจี-พิมรี่พาย” เป็นเหตุให้เกษตรกรทั่วประเทศได้รับความเดือดร้อนทั่วหน้า แม้ชาวสวนทุเรียนก็ได้รับการกระทบเช่นกันข้ออ้างส่งเสริมการขาย ยังไม่มีเหตุผลให้รับฟัง เพราะทุเรียนเป็นสินค้าขายดีอยู่แล้ว แม้ปริมาณจะเพิ่มขึ้นบ้าง แต่แนวโน้มอุปสงค์ตลาดดำรงอยู่ต่อเนื่อง ประวัติศาสตร์บอกเราว่า ทุเรียนของไทยไม่เคยล้นตลาดจนขายไม่หมดเหมือนลำไยหรือมะพร้าว แต่เหตุใดจึงไม่สนใจ
วิกฤตครั้งนี้ถือว่าสาหัส นอกจากเป็นการทำลายกลไกตลาดทุเรียน ยังเป็นการทำลายโครงสร้างตลาดของลำไยและมะพร้าว นอกจากนี้ น้ำมันปาล์ม มีตลาดต่างประเทศอยู่แล้ว แต่ “ศุภจี” ออกคำสั่งห้ามส่งออก เป็นเหตุให้รายรับและภาพลักษณ์ของประเทศได้รับผลกระทบ แต่ก็ได้ข่าวว่า เมื่อมีคนร้องเรียนและขอส่งออกก็ยังอนุมัติเหมือนเดิม จึงทำให้เกิดความสับสน ส่อให้เห็นว่าเป็นมาตรการที่ไร้จุดยืน เหตุไฉนสั่งห้าม แต่เอาจริงเข้าก็อนุมัติ พฤติการณ์ย่อมก่อให้เกิดสองมาตรฐาน ส่งผลให้ตลาดการค้าต่างประเทศขาดความเชื่อถือ
การที่ “ศุภจี” ออกมาปฏิเสธว่า กรณีของ “พิมรี่พาย” ไม่เกี่ยวกับกระทรวงพาณิชย์นั้น ฟังไม่ขึ้นเพราะเจตนาสมบูรณ์ ภาพในสื่อออนไลน์ตอนหนึ่ง “พิมรี่พาย” โชว์ภาพกินทุเรียนพร้อมกับโทรหา “ศุภจี” ปลายทางตอบว่าไม่อยู่ ทันใดนั้นเอง “ศุภจี” ก็ปรากฏตัวพร้อมกับกล่าวว่า “ได้สิคะ ต้องให้คนไทยกินของดีและราคาถูก” กรณีนี้ย่อมถือเป็น “ตัวการร่วม” ในการจัดฉากโฆษณาขายทุเรียนพรีเมียมเนื้อเอลูกละ 100 บาท กระทำสำเร็จแล้ว
พฤติกรรมโฆษณาชวนเชื่อของ “ศุภจี-พิมรี่พาย” เป็นการทำลายราคาทุเรียนในตลาดทั่วไป ส่งผลกระทบต่อพ่อค้าทุเรียนรายย่อยและชาวสวนที่ไม่สามารถขายในราคานี้ได้ แต่ความจริงรับฟังได้ว่า ผู้ซื้อส่วนหนึ่งได้รับทุเรียนไม่ตรงกับที่โฆษณา ต่อมา “ศุภจี” และเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ได้ทยอยออกมาแก้ตัว แต่ยังไม่ตรงประเด็น นอกจากไม่สามารถคลายความตึงเครียดของสังคม กลับทำให้ตึงเครียดและสับสนมากขึ้น
ประชาชนฝากความหวังไว้กับรัฐมนตรีพาณิชย์เรื่องผลผลิตการเกษตร แต่ปัญหายังมิได้รับการแก้ไข ทุเรียนงานเดียว ทำให้เกิดความวุ่นวายไปทั่วพสุธา ความไม่พอใจ “ศุภจี” จึงมีอยู่มาก เพราะความ “ลำไย-มะพร้าว” ไม่ทันหาย ความ “ทุเรียน” ก็เข้ามาแทรก กระแสมาแรงถึงขั้นเรียกร้องให้พิจารณาตัวเองลาออก
ปัญหาทุเรียน กลายเป็นประเด็นทางการเมืองและการตลาดที่สะท้อนให้เห็นถึงความผิดหวังต่อบทบาทรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อันเกี่ยวกับการแก้ปัญหาผลิตผลการเกษตรและปากท้องของประชาชน
อย่างไรก็ตาม แม้นายกรัฐมนตรีอาจปกป้องคุ้มครองให้ “ศุภจี” ไปต่อ แต่ถ้าประชาชนไม่เอาก็อยู่ยาก ดังเช่นแนวคิดใน สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เน้นย้ำพร่ำสอนคนรุ่นหลังว่า “เมื่อความนิยมหรืออำนาจไม่ใช่ของเราแล้ว ก็ยากฝืนอยู่ได้” ซึ่งเป็นแนวคิดในปลายพระชนม์ชีพที่ชี้ให้เห็นว่า “การเมืองคือเรื่องของความนิยมและแรงสนับสนุนจากประชาชน หากประชาชนไม่สนับสนุน ก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้”
อารยประเทศ หากเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้นักการเมืองแสดงสปิริตด้วยการลาออก เพื่อเป็นการธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย และเป็นมารยาททางการเมืองที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีราคา แต่สำหรับ“วิกฤตทุเรียน” ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ จะลาออกหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับดุลพินิจและการตัดสินใจของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์”

