หน้าแรก บทความ อว.+ศธ. ทวิภา...

อว.+ศธ. ทวิภาคี ทำเรื่องนี้ก่อนดีมั้ย

14.05.26 | 13:41 น.

พฤหัสที่แล้ว ผมว่าด้วยซุปเปอร์บอร์ดชุดใหม่ กลไกทางการศึกษาและอาชีพ ชื่อว่า คณะกรรม
การพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital Superboard) ที่กำลังจะเกิดขึ้นตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569

เป็นกรรมการลักษณะพหุภาคี ประกอบด้วยกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และภาคเอกชน

ผมเห็นด้วยว่าทิศทางถูกแต่กังวลในทางปฏิบัติ เพราะมีซุปเปอร์บอร์ดอีกชุดหนึ่งในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เรียกว่าคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ เลยตั้งคำถามว่าทั้งสองกลไกนี้จะมีจุดจบพบกันอย่างไร

เมื่อยังไม่มีข้อสรุปก็คงต้องติดตามและให้กำลังใจกันต่อไปละครับ

แต่อีกด้านหนึ่งคิดถึงความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ยังไม่เป็นมรรคเป็นผลสักที ทั้งๆ ที่เป็นความร่วมมือที่แคบกว่าในรูปแบบทวิภาคีแค่สองกระทรวง ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

Advertisement

คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการผลิตและพัฒนาครู (National Joint Committee for Teacher Education and Development)

กก.ร่วมชุดนี้ต่างหากน่าจะเกิดขึ้นได้ก่อน เกิดขึ้นทันที ไม่ต้องคอยซุปเปอร์บอร์ดหลายกระทรวง

เลยอยากเชิญชวน ให้ช่วยกันกระทุ้งว่า ทั้งสองกระทรวงหลักมาทำเรื่องทวิภาคีให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างก่อนดีกว่ามั้ย

นอกจากเป็นภาคบังคับตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 บัญญัติไว้ ในมาตรา 258 (3) แล้ว

ที่สำคัญเป็นนโยบายเรือธงข้อแรกของพรรคเพื่อไทยทีเดียว คือ ยกระดับการผลิตและพัฒนาครู

แต่ถึงเวลาปฏิบัติการจริง นโยบายที่รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการประกาศมุ่งเน้นประเด็นลดภาระงานครูเป็นหลัก ซึ่งก็ควรทำ แต่แคบไป

การคืนเวลาให้ครูทำหน้าที่สอนอย่างเดียวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ ที่เรียกร้องการเปลี่ยนบทบาทของครู จากผู้สั่ง ผู้สอน เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ จากสอนให้ท่อง สอนให้จำ ปรับเปลี่ยนเป็นสอนให้ถาม สอนให้คิด

ความเคลื่อนไหวเรื่องนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นายณัฏฐพลทีปสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

มีข้อตกลงร่วมกันให้ตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการผลิตและพัฒนาครู ระหว่าง 2 กระทรวงขึ้น โดยมีปลัด ศธ.และปลัด อว.เป็นผู้ขับเคลื่อนจัดตั้งคณะทำงาน

การนำเรื่องนี้ขึ้นมาผลักดันต่อจึงเป็นความต่อเนื่องทางนโยบาย ตามหลักการทำงาน สานของดีเดิม ต่อเติมของใหม่ ให้เห็นผล

ข้อเสนอของ อว.ในการแก้ไขปัญหาต้องมีคนจากทั้งฝั่งผลิตครูและฝั่งใช้ครูมาร่วมกัน เพื่อดูแลเรื่องการทำนโยบาย กำหนดทิศทาง วางมาตรฐานครู ดูแลการวิจัยเชิงระบบ

พร้อมตั้งสถาบันวิจัยระบบครุศึกษาและการศึกษา (Teacher Education Research Institute) เพื่อทำการวิจัยเชิงระบบทั้งด้านการศึกษาและครุศาสตร์ ทำหลักฐานองค์ความรู้เชิงประจักษ์ในการเตรียมกำลังคนและเนื้อหารายวิชา ปรับเปลี่ยนให้ทันกับศตวรรษที่ 21

นอกจากนี้ให้มีการตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านครุศึกษา (Teacher Education Center of Excellence) เป็นการรวมกลุ่มของสถาบันผลิตครูหลักๆ ในรูปแบบสภาความร่วมมือ consortium เน้นการผลิตครูของครู ปริญญาเอกและหลังปริญญาเอก และอาจจะกระจายเป็นกลุ่มตามแต่พื้นที่

รวมทั้งทำการวิจัยเชิงระบบและพัฒนาครูของครู ให้มีการปรับทักษะครู (reskill) โดยเฉพาะความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีด้านดิจิทัลและภาษาอังกฤษ

โดย อว.ช่วยพัฒนาหลักสูตรและพัฒนาครูเก่าร่วมด้วย อาจจะเป็นในรูปแบบหลักสูตรระยะสั้นและปรับหลักสูตรของ ศธ.ที่ใช้ในโรงเรียน จะต้องสอดคล้องกับที่นักศึกษาครูเรียนในมหาวิทยาลัย

นอกจากนั้นจะต้องมีการรวมครูอาชีวะเข้าไปเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาครู เนื่องจากมีครูสายนี้น้อยและเป็นสายที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมประเทศ

“ปัญหาของครูในขณะนี้ พบว่าครูขาดคุณภาพ ครูที่ผลิตไม่ตรงสาขา และครูมีจำนวนเกินตำแหน่งที่รองรับ ดังนั้นการแก้ปัญหาครูต้องแก้ทั้งตัวของครูและสภาพแวดล้อม” นายสุวิทย์ย้ำ

ขณะที่นายณัฏฐพลให้ข้อคิดว่าควรปรับหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการที่ใช้ในโรงเรียนให้สอดคล้องกับหลักสูตรที่นักศึกษาภาควิชาครุศาสตร์ที่เรียนในมหาวิทยาลัย รวมทั้งดึงครูในสาขาอาชีวะเข้าไปเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาครูด้วย

เสียดาย สิ่งดีๆ ที่ควรจะเกิด กลับไม่เกิด ต้องพับไปเพราะเกิดความเปลี่่ยนแปลงทางการเมือง ยุบสภาเสียก่อน

มาถึงวันนี้ ยุครัฐบาลภูมิใจไทย เพื่อไทย สมควรหยิบยกขึ้นมาทบทวนใหม่ให้เป็นเรื่องเป็นราว ภายใต้ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนนโยบาย คิดใหญ่ (คณะกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์) ทำย่อย (คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการผลิตและพัฒนาครู)

จัดลำดับ เรื่องใดควรทำ ไม่ควรทำ เรื่องใดควรทำก่อน ทำหลัง ให้ชัดเจน

ระหว่างทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สิ่งที่เป็นไปได้ให้เห็นผลก่อน กับทำหลายๆ เรื่องในเวลาเดียวกันแต่ไม่เห็นผลสักเรื่อง แนวทางไหนเหมาะกว่ากัน น่าคิดนะครับ

สมหมาย ปาริจฉัตต์