ในยามที่สังคมไทยกำลังตกอยู่ภายใต้วังวนของความสับสนและความกังวลต่อประเด็นอธิปไตยและผลประโยชน์ชาติ ในกรณีพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล (Overlapping Claims Area-OCA) ระหว่างไทยและกัมพูชา สิ่งที่ปรากฏชัดคือช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างความจริงเชิงเทคนิคกับวาทกรรมทางการเมืองที่ถูกผลิตซ้ำจนกลายเป็นความตระหนก ความท้าทายที่รัฐบาลชุดปัจจุบันกำลังเผชิญจึงไม่ใช่เพียงการตัดสินใจว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลังต่อบันทึกความเข้าใจฉบับใดฉบับหนึ่ง แต่คือการพิสูจน์วุฒิภาวะของรัฐไทยในการจัดการความขัดแย้งที่ซับซ้อนด้วยมาตรฐานสากล เพื่อรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้กับประชาชนในการนำพาประเทศก้าวผ่านวิกฤตด้วยความเป็นมืออาชีพและโปร่งใส
หัวใจสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของข้อสงสัยทั้งมวลคือความสัมพันธ์ระหว่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล พ.ศ.2544 (MOU 2544) กับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 หรือ UNCLOS ซึ่งถือเป็นกติกาแม่บทของโลก ในรายละเอียดเชิงลึกนั้น UNCLOS มาตรา 83 วรรค 3 ได้วางหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจนว่า ในระหว่างที่รัฐคู่พิพาทที่มีพื้นที่ชายฝั่งประชิดหรือตรงข้ามกันยังไม่สามารถบรรลุความตกลงเรื่องการปักปันเขตแดนได้ รัฐเหล่านั้นต้องพยายามทุกวิถีทาง ในการทำข้อตกลงชั่วคราวที่มีลักษณะปฏิบัติได้ (Provisional Arrangement) เพื่อไม่ให้ความล่าช้าของการปักปันเขตแดนไปขัดขวางการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรหรือสร้างความตึงเครียดในภูมิภาค ดังนั้น MOU 2544 จึงมีสถานะเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่รองรับหลักการสากลนี้อย่างตรงไปตรงมา มันทำหน้าที่เป็น “กรอบกติกาชั่วคราว” ที่กำหนดให้มีการเจรจาเรื่องเขตแดนและการแบ่งปันผลประโยชน์ทรัพยากรควบคู่กันไป (Integrated Approach) โดยที่ไม่มีฝ่ายใดเสียอธิปไตย เพราะสาระสำคัญของข้อตกลงระบุชัดเจนว่าการดำเนินการภายใต้มติพจน์นี้จะไม่กระทบต่อการอ้างสิทธิของแต่ละฝ่ายจนกว่าจะมีข้อตกลงสุดท้ายที่ถาวร
อย่างไรก็ตาม เมื่อกระแสสังคมเรียกร้องให้มีการยกเลิก MOU 2544 เพื่อเปลี่ยนไปใช้กลไก UNCLOS เพียงอย่างเดียวตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและผู้เชี่ยวชาญบางท่านเคยให้ความเห็นไว้นั้น แม้จะเป็นแนวทางที่มีความชอบธรรมในแง่ของการยึดมั่นในกฎหมายแม่บท แต่รัฐบาลจำเป็นต้องระมัดระวังกับดักเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่งยวด เพราะการยกเลิกพันธกรณีระหว่างประเทศฝ่ายเดียวโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรที่เพียงพอ (Material Breach) อาจนำไปสู่ภาวะภาพลักษณ์ที่ไทยถูกมองว่าเป็นรัฐที่ไม่ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติที่ควรจะเป็นในสายตาประชาคมโลก แม้ว่าหลายฝ่ายจะอ้างเสมอว่าเพื่อเป็นการตอบโต้ความเป็นรัฐเกเรของกัมพูชาในรอบปีที่ผ่านมา แต่ภาพลักษณ์แห่งวุฒิภาวะของรัฐไทยจะเสียหายหรือไม่ และที่สำคัญที่สุดคืออาจเป็นการเปิดช่องให้กัมพูชาใช้สิทธิภายใต้ UNCLOS ภาคผนวก 5 เพื่อผลักดันความพิพาทเข้าสู่กระบวนการการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ซึ่งในจุดนั้น อำนาจการตัดสินใจจะหลุดมือไปจากรัฐบาลไทยและกัมพูชา และไปตกอยู่ในมือของคณะกรรมการกลาง 5 ท่านที่จะขีดเส้นแบ่งเขตแดนตามหลักความเที่ยงธรรม (Equitable Solution) ซึ่งอาจเป็นผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดที่ไทยต้องสูญเสียมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
โจทย์ใหญ่ที่ผมอยากนำเสนอเพื่อเป็นทางออกเชิงโครงสร้างและยุติความคลางแคลงใจของสังคม คือการเปลี่ยนผ่านจากการใช้ อำนาจทางการเมือง มาเป็นความเชี่ยวชาญทางวิชาการผสมผสานกับความรู้และประสบการณ์ของบุคลากรที่ปฏิบัติจริงหน้างานมานับสิบปี ในการนำทางยุทธศาสตร์ชาติ ผมขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณารื้อฟื้นและยกระดับแนวคิดเรื่อง ขุนนางนักวิชาการ หรือ Technocrat ตามนิยามของ รศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสผู้ทรงคุณวุฒิ มาใช้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน คณะทำงานชุดนี้ควรมีลักษณะเป็นคณะทำงานพหุวิทยาการ ที่เป็นการรวมตัวของผู้รู้จากหลากหลายสาขาวิชา ทั้งนักกฎหมายทะเลระดับโลกที่แม่นยำในรายละเอียดของ UNCLOS นักประวัติศาสตร์เขตแดนผู้รอบรู้ในหลักฐานที่ย้อนกลับไปถึงสมัยอาณานิคม นักธรณีวิทยาพลังงาน และนักการทูตมืออาชีพที่มีประสบการณ์สูง
การใช้ Technocrat เป็นกองหน้าในการเจรจาและบริหารจัดการข้อมูล จะช่วยตอบคำถามสำคัญที่สังคมกังขาได้อย่างมีน้ำหนักและเป็นวิทยาศาสตร์ ประการแรกคือการแยกแยะระหว่างอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) ในเขตทะเลอาณาเขต 12 ไมล์ทะเล กับสิทธิอธิปไตย (Sovereign Rights) ในเขตไหล่ทวีปและเขตเศรษฐกิจจำเพาะให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่าดินแดนหลายส่วนของไทยที่สังคมกังวลว่าอาจสูญเสียไปนั้นจะไม่มีวันสูญหายไปจากการเจรจาในพื้นที่ OCA ประการที่สองคือ การทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกัน ทางเทคนิคเพื่อไม่ให้การเจรจาพื้นที่ทางทะเลไปกระทบต่อเขตแดนทางบกภายใต้ MOU 2543 แม้ในทางกฎหมายจะระบุว่าเป็นคนละส่วนกัน แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง จุดเริ่มของเส้นเขตแดนทางทะเลมักอ้างอิงจากหลักเขตแดนทางบกจุดสุดท้ายเสมอ การมีมืออาชีพมาดูแลจุดเชื่อมต่อนี้อย่างละเอียดจึงเป็นเรื่องสำคัญสูงสุดเพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ทางอธิปไตย
นอกจากนี้ การดำเนินงานโดยกลุ่มขุนนางนักวิชาการยังจะช่วยรักษาเกียรติภูมิของประเทศไทยในระยะยาว การที่รัฐบาลสื่อสารและโต้แย้งด้วยฐานข้อมูลเชิงเทคนิคที่แน่นหนามากกว่าการใช้วาทศิลป์ทางการเมืองที่เปลี่ยนไปตามกระแสเลือกตั้งจะช่วยให้สังคมไม่ต้อง “เดาทาง” นโยบายรัฐบาลไปซ้ายทีขวาทีจนเกิดความไม่แน่นอน การมีทีม Technocrat ที่มีความต่อเนื่องและเป็นอิสระจากการเมืองระดับหนึ่งจะช่วยสร้างความไว้วางใจเชิงโครงสร้างทั้งกับคนในชาติและกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้การเจรจาผลประโยชน์มหาศาลใต้ท้องทะเลดำเนินไปได้อย่างมียุทธศาสตร์ และรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานกับความมั่นคงทางอธิปไตยได้อย่างเหมาะสม
ในท้ายที่สุด บทความนี้ต้องการเน้นย้ำว่าปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเกินกว่าจะปล่อยให้เป็นเพียงสนามประลองกำลังทางการเมืองหรือการปลุกกระแสรักชาติที่ขาดความเข้าใจเชิงลึก การเปลี่ยนผ่านสู่รัฐที่มีความเชี่ยวชาญนำหน้า คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้เรายืนหยัดในเวทีสากลได้อย่างสง่างาม หากรัฐบาลกล้าที่จะดึง “ของจริง” ลงมาจัดวางระบบใหม่ ใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาเป็นเกราะกำบังผลประโยชน์ของชาติแทนบุคคลหรือกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง ผมเชื่อว่าไม่ว่าผลการเจรจาจะออกมาเป็นรูปแบบใด สังคมไทยจะมีความพร้อมในการยอมรับและร่วมมือกันรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างเป็นเอกภาพ จนความกังขาที่มีมานานนับทศวรรษจะจบลงด้วยความโปร่งใสและบรรทัดฐานใหม่ของการทูตไทยในศตวรรษที่ 21
ดร.ธนเชษฐ วิสัยจร
รักษาการหัวหน้าภาควิชาการเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคณะรัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

