หน้าแรก บทความ ยักษ์ตัวสุดท้...

ยักษ์ตัวสุดท้ายแห่งอุษาคเนย์

17.05.26 | 13:19 น.
ยักษ์ตัวสุดท้ายแห่งอุษาคเนย์
Patchanop Boonsai

ทีมนักวิจัยด้านบรรพชีวินวิทยา นำโดย Thitiwoot (Perth) Sethapanicsakul นักศึกษาระดับปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยคอลเลจ ออฟ ลอนดอน ชาวไทย ค้นพบซากฟอสซิลของไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ ที่เชื่อว่าเป็นไดโนเสาร์กินพืช “คอยาว” ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยปรากฏว่ามีชีวิตอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเชื่อว่าจะเป็นไดโนเสาร์ยักษ์ใหญ่ตัวสุดท้ายที่จะพบได้ในประเทศไทย

ทีมวิจัยตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ให้กับไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบนี้ว่า นาคาไททัน ไชยะภูมิเมนซิส (Nagatitan chaiyaphumensis) นาคา หยิบยืมมาจากชื่อของสัตว์ในเทพนิยายที่เป็นความเชื่อของคนในภูมิภาค ส่วนชื่อหลังมาจากชื่อของจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นแหล่งที่ขุดพบซากฟอสซิลดังกล่าวเมื่อปี 2016

ทีมวิจัยขุดพบซากฟอสซิลดังกล่าวในแหล่งขุดค้นที่เป็นชั้นหินริมแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ได้ซากฟอสซิลกระดูกมาทั้งหมด 10 ชิ้น มีตั้งแต่กระดูกขาหน้า ที่มีขนาดสูงเกือบ 6 ฟุต การขุดค้นดำเนินต่อมาจนกระทั่งถึงปี 2020 จึงยุติ เพราะหมดทุนสนับสนุน ก่อนที่สมาคมเนชันแนล จีโอกราฟิก จะให้ทุนสนับสนุนการขุดค้นเพิ่มเติมในปี 2023 ร่วมกับทีมวิจัยจนสามารถขุดค้นและวิจัยซากฟอสซิลได้ครบถ้วนสมบูรณ์ในที่สุด

จากการประเมินเบื้องต้นพบว่า ซากฟอสซิลที่พบในครั้งนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดใหญ่กว่าซากฟอสซิลอื่นๆ ที่เคยขุดค้นพบในภูมิภาคนี้ โดยเชื่อว่าไดโนเสาร์ตัวนี้มีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 27 ตัน เมื่อยังมีชีวิต ซึ่งถือว่าใหญ่กว่าสัตว์บกใหญ่ที่สุด ที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันอย่างช้างแอฟริกันถึงกว่า 2 เท่าตัว จนกลายเป็นซากฟอสซิลที่โดดเด่นที่สุดซากหนึ่ง เพราะขนาดมหึมาของมัน ที่ใหญ่โตกว่าทุกสายพันธุ์เท่าที่แวดวงเคยรับรู้กันมาจนถึงขณะนี้

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า นาคาไททันมีชีวิตอยู่เมื่อราว 100-200 ล้านปีมาแล้ว ในช่วงยุคครีเตเชียส และเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าดินแดนที่เคยเป็นประเทศไทยในยุคก่อนประวัติศาสตร์นั้นเป็นแหล่งอาศัยที่มีไดโนเสาร์หลากหลายสายพันธุ์ใช้ชีวิตอยู่เป็นจำนวนมาก จนทีมวิจัยเชื่อว่าการค้นพบครั้งนี้จะเป็นการเริ่มต้นของยุคแห่งการเบ่งบานของการค้นพบไดโนเสาร์ในภูมิภาคนี้อีกครั้งหนึ่ง จุดชนวนให้เกิดความสนใจในบรรพชีวินวิทยาขึ้นอีกครั้งในไทย หลังจากที่เคยเริ่มต้นศึกษาวิจัยศาสตร์แขนงนี้มาเพียง 40 ปีเศษเท่านั้น ในขณะที่โลกรู้เรื่องราวเกี่ยวกับไดโนเสาร์มาแล้วกว่า 200 ปี

Advertisement

หัวหน้าทีมวิจัยระบุว่า นัยสำคัญของการค้นพบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่ดำเนินการมาโดยตลอด เพื่อให้คนไทย โดยเฉพาะชาวบ้านในพื้นที่ชนบทให้ตระหนักและเข้าใจถึงคุณค่าของบรรพชีวินวิทยา ในแง่นี้การค้นพบใหม่ๆ ไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ๆ จะช่วยได้มาก ในแง่ของการปลุกกระแสความตื่นเต้น อยากรู้อยากเห็นให้เกิดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

ซากฟอสซิลที่พบครั้งนี้ พบครั้งแรกจากการสังเกตของชาวบ้านในจังหวัดชัยภูมิ ก่อนจะมีการขุดค้นพบซากโครงกระดูกจำนวนมาก มีตั้งแต่โครงกระดูกสันหลัง ซี่โครง อุ้งเชิงกราน กระดูกขารวมทั้งกระดูกขาหน้าซึ่งวัดได้ถึง 1.78 เมตร เมื่อนำมาคำนวณเชื่อว่า น้ำหนักของเจ้าของโครงกระดูกอยู่ระหว่าง 25-28 ตัน ทีมขุดค้นไม่พบกระดูกส่วนหัวและฟัน แต่ประเมินลักษณะนิสัย รวมทั้งอาหารการกินของมัน โดยอ้างอิงจากไดโนเสาร์ประเภทซอโรพอดอื่นๆ ที่เคยขุดค้นพบมาก่อนหน้านี้

ทีมวิจัยเชื่อว่า นาคาไททัน เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการกินพืชใบเล็ก อาทิ สนโคนิเฟอร์ หรือเฟิร์นต่างๆ ภายใต้สภาพบรรยากาศแบบกึ่งเขตร้อน มีป่า ผสมผสานกับพุ่มไม้และทุ่งหญ้า โดยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับไดโนเสาร์อื่นๆ อาทิ เทโรซอร์ ซึ่งบินได้ และในแม่น้ำก็มีจระเข้ยุคโบราณ รวมทั้งปลาชนิดต่างๆ อาทิ ฉลามน้ำจืด อีกด้วย โดยมีไดโนเสาร์กินเนื้อที่ใหญ่ที่สุดอย่าง ชาร์ชาโรดอนโทซอรัส ที่มีขนาดราว 8 เมตร หนักราว 3.5 ตัน แต่เทียบไม่ได้เลยกับขนาดมหึมาของนาคาไททัน เป็นเหตุให้เจ้ายักษ์กินพืชใช้ชีวิตอยู่ได้แบบสบายๆ ไม่เกรงกลัวแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติแล้วเป็นที่รู้กันว่า ซอโรพอดจะเติบโตอย่างรวดเร็วมากๆ หลังจากฟักออกจากไข่ เพราะยิ่งตัวใหญ่มากเท่าใด โอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อของสัตว์กินเนื้อก็น้อยลงเท่านั้น ทำให้ซอโรพอดถือเป็นสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม นาคาไททันที่เพิ่งค้นพบก็ยังถือว่าใหญ่กว่าแทบทุกสายพันธุ์ที่พบก่อนหน้านี้ ยกเว้นอาร์เจนติโนซอรัสและพาทาโกไททัน ที่พบในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งโตสุดยาวได้มากถึง 30 เมตร

สำหรับประเทศไทย ถือว่าเป็นดินแดนอาศัยสำคัญของไดโนเสาร์บนพื้นที่ซึ่งเชื่อว่าในยุคครีเตเชียส เคยเป็นทะเลมาก่อนที่จะตื้นเขินมากขึ้นในเวลาต่อมา นาคาไททันนับเป็นไดโนเสาร์ตัวที่ 14 แล้วที่ถูกค้นพบและตั้งชื่อตามแหล่งค้นพบในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม นาคาไททันยิ่งแสดงให้เห็นว่า พื้นที่บริเวณนี้มีซอโรพอดหลากหลายแค่ไหน และเป็นส่วนหนึ่งของซอโรพอดกลุ่มย่อยที่มีกระดูกบางกว่ากระดูกไดโนเสาร์ทั่วไป ห่อหุ้มกระดูกบางๆ อยู่โดยรอบถุงอากาศในโพรงกระดูก ซึ่งทำให้มีน้ำหนักน้อย เชื่อกันว่าถือกำเนิดในราว 140 ล้านปีมาแล้วก่อนที่จะแพร่กระจายออกไปทั่วโลกเมื่อราว 90 ล้านปีก่อนจนกระทั่งสิ้นสุดลงไปพร้อมๆ กับยุคไดโนเสาร์จากเหตุการณ์อุกกาบาตพุ่งชนโลก

ซอโรพอดในยุคนั้นไม่เพียงแพร่หลายเยอะมากเท่านั้น ยังมีขนาดตัวใหญ่มากขึ้นอีกด้วยตามสภาพแวดล้อมที่คาร์บอนไดออกไซด์พุ่งสูง อุณหภูมิสูงขึ้น ครอบครองพื้นที่ตั้งแต่อเมริกาใต้ จีน แอฟริกาตอนเหนือ จนในที่สุดก็มาถึงไทยและอุษาคเนย์อย่าง นาคาไททันนั่นเอง