หน้าแรก บทความ เครื่องวัดฝุ่...

เครื่องวัดฝุ่น PM 2.5 ราคาถูก แบบที่ชาวบ้านใช้นั้น ใช้ได้จริงไหม

16.05.26 | 22:35 น.

เครื่องวัดฝุ่น PM 2.5 ราคาถูก แบบที่ชาวบ้านใช้นั้น ใช้ได้จริงไหม

ก่อนอื่นต้องปูพื้นฐานเกี่ยวกับเครื่องวัดฝุ่น PM2.5 กันก่อน  วิธีที่ใช้วัดค่าฝุ่นในอากาศ แบบที่เป็นมาตรฐานทางการ ใช้อ้างอิงบังคับทางกฎหมายได้ คือวิธีที่มีชื่อเรียกทางวิชาการว่ากราวิเมตริก (gravimetric) หรือชั่งน้ำหนักจริงของฝุ่นโดยตรง แต่ก็มีเครื่องเทียบเท่าที่ผ่านการรับรองที่สามารถใช้ค่าที่อ่านได้มาเป็นตัวเลขทางการได้เช่นกัน แบบที่กรมควบคุมมลพิษและกรุงเทพมหานครใช้อยู่ เช่น วิธีเบต้า เรดิเอชัน แอทเทนนูเอชัน (Beta Radiation Attenuation) หรือวิธีที่อื่นตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ที่มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๙ สด ๆ ร้อน ๆ นี่เอง  ทั้งนี้ ทั้งเครื่องอ้างอิงและเครื่องเทียบเท่าต่างก็มีราคาค่อนข้างแพงเป็นหลักล้านขึ้นไป

แต่ก็มีอุปกรณ์ง่าย ๆ อีกแบบหนึ่งที่เรียกว่าเครื่องอ่านฝุ่น (sensor) ราคาย่อมเยาหรือที่เรียกกันว่า Low Cost Sensor (LCS) ที่ขายกันทั่วไปและมีประชาชนซื้อมาใช้กันเป็นจำนวนมาก  LCS ไม่ได้วิเคราะห์ค่าฝุ่นโดยตรง แต่ใช้วิธีดูดอากาศที่มีฝุ่นเข้ามาผ่านลำแสงเลเซอร์ในเครื่อง เกิดการกระเจิงของแสง (light scattering) ปริมาณ(ความเข้ม)ของแสงที่กระเจิงจากอนุภาคฝุ่นจะสัมพันธ์กับขนาดของฝุ่นหรืออีกนัยหนึ่งน้ำหนักของอนุภาคฝุ่นนั้น ๆ แสงที่กระเจิงจากอนุภาคฝุ่นขนาดใหญ่จะมีปริมาณ(ความเข้ม)มากกว่าอนุภาคฝุ่นขนาดเล็ก และยิ่งมีจำนวนฝุ่นมากฝุ่นก็จะกระเจิงแสงได้มาก ทำให้อ่านเป็นค่าฝุ่นได้มาก ส่วนในกรณีฝุ่นน้อยก็อ่านได้ค่าน้อย

มีข้อควรตระหนักว่า ปัจจุบันยังไม่มี LCS ใดได้รับการประกาศให้ใช้เป็นทางการได้  อินฟลูเอ็นเซอร์ทั้งหลายจึงควรระมัดระวังในการเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดแก่สังคม เพราะอาจเป็นการกระทำผิดกฏหมายได้

LCS หรือเครื่องราคาย่อมเยานี้ไม่มีอุปกรณ์คัดขนาดฝุ่นให้เหลือแต่เพียงฝุ่น PM2.5 เข้ามาตรวจวัดในเครื่องเท่านั้น  LCS จะดูดฝุ่นที่ขนาดใหญ่กว่า PM2.5 เข้ามาตรวจวัดด้วย  ถ้ายิ่งราคาถูกมากจะไม่มีอุปกรณ์กำจัดความชื้นในอากาศ แต่ความชื้นนั่นสามารถอ่านเป็นค่าฝุ่นได้ นั่นคือค่าฝุ่นที่อ่านได้ทั้งหมดจะเท่ากับค่าฝุ่นที่รวมฝุ่นที่ขนาดใหญ่กว่า PM2.5 บวกค่าความชื้นด้วย  ค่าที่อ่านได้จึงผิดพลาดหรือสูงเกินจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 สูง LCS จะให้ค่าตรวจวัดที่สูงจากความเป็นจริงมาก

Advertisement

นอกจากนี้ LCS นี้เมื่อใช้ไปนานๆ ฝุ่นจะไปจับที่หลอดไฟที่เป็นต้นกำเนิดแสงและที่อุปการณ์วัดปริมาณแสงในเครื่อง ทำให้ค่าที่อ่านได้มีความผิดพลาดมากขึ้นไปอีก ในการใช้งานจริงเราจึงต้องเอา LCS มาทำการบำรุงรักษา ทำความสะอาด และปรับเทียบกับเครื่องมาตรฐาน ว่ายังใช้ได้ดีอยู่หรือไม่  แบบที่เราเอารถเข้าตรวจสภาพในอู่  หรือ ไปเปลี่ยนเป็นเครื่องใหม่เป็นระยะ ๆ  แต่สำหรับชาวบ้านธรรมดา ๆ คงยากที่จะทำเช่นนั้นได้ นอกจากต้องเสียค่าใช้จ่ายแล้วยังไม่รู้จะเอาไปปรับเทียบที่หน่วยงานใดด้วย  นี่คืออีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้การใช้ LCS นี้ยังมีขีดจำกัดอยู่ 

ยัอนกลับไปที่คำถามตามชื่อบทความ คำตอบคือใช้ LCS ได้  แต่ถ้าจะเอาคำตอบที่ถูกต้องแท้จริง นั่นต้องถามใหม่ว่าค่าที่วัดได้นั้นแม่นยำหรือไม่ เอาไปใช้จริงเป็นทางการตามกฎหมายได้หรือไม่  คำตอบสำหรับคำถามนี้ตอบได้ไม่ง่ายเพราะซับซ้อนอยู่  จากการศึกษาของหลายมหาวิทยาลัยและหลายองค์กรร่วมกัน พบข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ว่า LCS ให้ผลการตรวจวัดฝุ่น PM2.5 ที่สัมพันธ์สอดคล้องได้กับค่าที่วัดได้จากเครื่องมาตรฐานของทางการ คือ ค่าตรวจวัดขึ้นหรือลงไปด้วยกัน แต่ปัญหาคือค่าตัวเลขที่อ่านได้นั้นไม่เท่ากัน หรือไม่ใกล้เคียงกับค่าที่วัดได้จากเครื่องมาตรฐานในระดับที่สามารถยอมรับได้ในทางสถิติ 

หากฝุ่น PM2.5 ในอากาศมีความเข้มข้นสูง ค่าที่อ่านได้จากทั้งเครื่องมาตรฐานและ LCS ก็จะสูงตามปริมาณฝุ่นนั้นเหมือน ๆ กัน ทว่า ค่าที่อ่านได้จาก LCS จะสูงกว่าค่าที่วัดได้จากเครื่องมือมาตรฐานเสมอ  เอาเฉพาะค่าที่สูงกว่านั้นอาจมากเกินกว่าค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศที่ 37.5 มคก./ลบ.ม. เสียด้วยซ้ำ ส่วนในกรณีที่ฝุ่นในอากาศมีความเข้มข้นต่ำ ค่าที่อ่านจากเครื่องมาตรฐานและ LCS จะสอดคล้องและมีค่าใกล้เคียงกัน ดังนั้น หากมีคนเอาค่าสูงเกินจริงที่อ่านได้จาก LCS นี้ไปใช้โดยไม่เข้าใจพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์นี้ ก็ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดและตระหนกจนเกินเหตุได้

นอกจากนี้ ค่ามาตรฐานฝุ่น PM2.5 ทั่วโลกกำหนดว่าต้องเป็นค่าเฉลี่ย 24 ชม. มิใช่ค่าที่วัดได้ใน 1 ชม. หรือค่าที่วัดได้ ณ เวลานั้น ๆ (real time)  ค่าที่วัดได้ ณ เวลานั้น ๆ แบบที่ใช้ LCS วัดจึงนำมาใช้อย่างเป็นทางการไม่ได้ทางกฎหมาย หรือแม้กระทั่งทางวิทยาศาสตร์  นี่คือจุดอันตรายเพราะทำให้สังคมสับสนและตื่นตูมเกินจริงได้

อย่างไรก็ตามมีความเห็นในวงการสิ่งแวดล้อมว่า แม้ตัวเลขจะไม่ถูกต้องทางวิชาการ แต่ก็มีข้อดีอยู่ คือสามารถเอาค่าสูงเกินจริงนั้นมาใช้เตือนว่า ฝุ่น ณ เวลานั้นสูง อาจจะเป็นอันตราย ต้องไม่ออกกำลังกาย ต้องใส่หน้ากาก ต้องไม่ออกไปกลางแจ้งนอกบ้าน ฯลฯ  ปัญหาคือด้วยตัวเลขที่ต้องสูงเท่าไรจึงต้องทำดังที่ว่านั้น ทั่วโลกยังไม่มึเกณฑ์ตัวเลขนึ้ไว้ยึดปฏิบัติ นี่เป็นคำถามที่ต้องขบคิดกันต่อไป

ข้อแนะนำ คือ เราควรพัฒนาเกณฑ์แนะนำสำหรับค่า PM2.5 เฉลี่ย 1 ชม. หรือค่า PM2.5 ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง เพื่อใช้เตือนกลุ่มประชาชนเปราะบาง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงวัย หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ (โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด และโรคปอดอุดกั้น เป็นต้น) และโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง เป็นต้น ให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ หากเราจะใช้ LCS ไปวัดฝุ่นในกรณีสู้กับไฟป่า เราจะไม่สนใจนักว่าค่าที่อ่านได้เกินมาตรฐานคุณภาพอากาศหรือไม่ เราจะดูว่าฝุ่นมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอย่างไร กำลังมามากหรือน้อย โดยใช้ค่าที่อ่านได้มาประเมินว่าไฟป่ากำลังมาแรงหรือไม่ มาจากทางไหน เพื่อวางกำลังคนและเครื่องมือจัดการไฟให้สอดคล้องกับสถานกาณ์นั้น ๆได้

อีกตัวอย่างหนึ่ง ผู้นำชุมชนอาจใช้ LCS มาวัดฝุ่นในชุมชนที่มีปัญหาฝุ่น PM2.5 อยู่บ่อยครั้ง เพียงเพื่อจะบอกว่าฝุ่นสูงหรือต่ำกว่าปกติ โดยไม่เทียบกับค่ามาตรฐานของทางการ (เพราะเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว) แต่ใช้เป็นเครื่องมือในการเตือนว่าในวันนั้น ๆ ชั่วโมงนั้น ๆ หรือเวลานั้น ๆ คนในชุมชนควรต้องปฏิบัติตัวอย่างไร โดยอาศัยประสบการณ์ที่ได้จากเหตุการณ์ในพื้นที่ที่เคยผ่านมา

สรุป 1. เครื่องวัดฝุ่น PM2.5 ราคาไม่แพงหรือ LCS ใช้วัดฝุ่นได้ 2. ค่าที่อ่านได้จะไม่ตรงกับค่าที่วัดได้จากเครื่องมาตรฐาน แต่จะขึ้นลงไปด้วยกัน 3. ในกรณีที่ฝุ่นในอากาศสูง ค่าที่อ่านได้จาก LCS จะให้ค่าที่สูงกว่าความเป็นจริงได้มาก ซึ่งความมากนี้อาจเกินค่ามาตรฐานที่ 37.5 มคก./ลบ.ม.ด้วยซ้ำ 4. สิ่งที่ได้จากข้อ 3 สามารถก่อให้เกิดความกังวลเกินเหตุ 5. การใช้ LCS นี้มีประโยชน์ได้ เช่น เอาไปใช้ในกรณีที่เพียงต้องการดูว่าค่าฝุ่นในอากาศในบริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างไรและมากน้อยเพียงใด  6. จากข้อ 5 นั้นทำให้รู้ว่าเราควรปรับตัวอย่างไร ณ เวลานั้น โดยที่ไม่ต้องไปอิงกับค่ามาตรฐานอย่างเข้มงวด