การรพบกันระหว่าง สี จิ้นผิง กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ปักกิ่ง เห็นพ้องต้องกันที่จะร่วมสร้าง “ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่มั่นคงและสร้างสรรค์” ถือเป็นการกำหนดสถานะใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐ หากย้อนมองอดีต หลังจากที่ทรัมป์เยือนจีนครั้งล่าสุดเมื่อปี 2017 ตลอดเวลา 9 ปี จีน-สหรัฐเผชิญกับความผันผวน ทั้งสงครามการค้า เทคโนโลยี การเงินเกิดขึ้นต่อเนื่อง ทว่าสหรัฐก็ไม่สามารถสกัดหรือโค่นล้มจีน
การพบกันครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่แห่งความสัมพันธ์ วลี “ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่มั่นคงและสร้างสรรค์” นั้น เป็นการเปรียบเทียบกับสภาพในอดีตที่มีลักษณะทำลาย หากจีน-สหรัฐสามารถยุติภาวะไร้เสถียรภาพได้สำเร็จ ก็จะเป็นคุณูปการต่อประชาคมโลก ทั้งนี้ ย่อมขึ้นอยู่กับสหรัฐจะเดินไปในทิศทางเดียวกับจีนหรือไม่ เพราะประเด็นไต้หวันยังคงเป็นอุปสรรคต่อความมั่นคงมากที่สุด
อดีตเมื่อ 9 ปีก่อน หลังจากที่ทรัมป์เยือนจีนเพียงครึ่งปี วอชิงตันก็เปิดฉากสงครามการค้า ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้การแข่งขันและร่วมมือ กลายเป็นเผชิญหน้าและต่อสู้กันอย่างรอบด้าน ไม่ว่าสงครามการค้า เทคโนโลยี แต่จีนมีความสามารถในการรับมือได้สำเร็จ ล่าสุด เมื่อปี 2025 ทรัมป์เรียกเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเกินกว่า 100% เพื่อต้องการกดดันให้จีนยอมอ่อนข้อ แต่ปักกิ่งกลับ “เล่นไพ่แร่หายาก” เป็นการตอบโต้ และสามารถสกัดแรงกดดันได้สำเร็จ เมื่อทรัมป์ไม่มีไพ่อื่นเล่น จึงยอมให้พักสงครามภาษี 1 ปี
บัดนี้ ช่องว่างทางอำนาจโดยรวมของสองประเทศได้แคบลงแล้ว สหรัฐไม่มีมาตรการใดที่สามารถ “ปิดเกมจีนได้ด้วยดาบเดี่ยว” ไม่ว่าสงครามการค้าเทคโนโลยี ปัจจุบันยังต้องเผชิญทั้งความวุ่นวายตะวันออกกลางและปัญหาเงินเฟ้อ เป็นเหตุให้ทรัมป์ไม่มีไพ่เล่นเพื่อต่อรองกับจีนประเด็นที่ได้รับความสนใจคือสถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐกับอิหร่าน ก่อนออกเดินทาง ทรัมป์กล่าวว่า ไม่มีความตั้งใจขอให้จีนช่วยเหลือเรื่องดังกล่าว ขณะที่จีนได้แสดงจุดยืนโดยตลอดว่าเป็น “สงครามที่มิชอบด้วยกฎหมาย” แม้จีนต้องการให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาใช้งานโดยเร็ว แต่ก็จะไม่ช่วยสหรัฐกดดันอิหร่าน ขณะที่ข่าวซินหัวรายงานว่า ผู้นำสองประเทศได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ตะวันออกกลาง วิกฤตยูเครน และปัญหาคาบสมุทรเกาหลี รวมทั้งประเด็นระหว่างประเทศและภูมิภาคสำคัญอื่น ซึ่งถ้อยคำดังกล่าว ในทางการทูตหมายถึงต่างฝ่ายต่างยืนยันในจุดยืนของตน ดังนั้น จึงไม่มีความก้าวหน้าหรือการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองเชิงยุทธศาสตร์
สไตล์การเมืองของทรัมป์มักยึดที่ตัวบุคคลเป็นศูนย์กลาง สำหรับปักกิ่งความสำคัญการทูตระดับผู้นำมิได้อยู่ที่การเจรจาผลประโยชน์เฉพาะหน้า หากแต่กำหนดทิศทางและวางกรอบใหม่ให้แก่ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ โดยการประชุม “สี-ทรัมป์” ครั้งนี้ ให้ความสำคัญตรงที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมสร้าง “ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่มั่นคงและสร้างสรรค์ระหว่างจีน-สหรัฐ” คำกล่าวที่ว่า “เจรจาแทนการเผชิญหน้า และเป็นหุ้นส่วนโดยไม่จัดตั้งพันธมิตร” คือการทูตจีนในยุคปัจจุบัน ตราบใดที่มีประโยชน์ร่วมกัน ก็สามารถพัฒนาความสัมพันธ์
สี จิ้นผิง กล่าวอยู่ตอนหนึ่งว่า “ความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์” ควรเป็นความมั่นคงเชิงบวกที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความร่วมมือเป็นหลัก เป็นการแข่งขันที่มีขอบเขตและสร้างสรรค์ สามารถควบคุมความแตกต่างและความขัดแย้งได้ภายใต้สภาวะปกติและควรเป็นความมั่นคงระยะยาวที่ทำให้สันติภาพยังคงเป็นสิ่งที่คาดหวังได้ และที่น่าสนใจคือ กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบศตวรรษ พร้อมตั้งคำถามว่า จีนและสหรัฐจะสามารถก้าวข้าม “Thucydides Trap” ได้หรือไม่ สามารถสร้างรูปแบบใหม่ของความสัมพันธ์มหาอำนาจ ร่วมกันรับมือความท้าทายระดับโลกและเพิ่มเสถียรภาพได้หรือไม่
สี จิ้นผิง ระบุว่า “นี่คือคำถามแห่งประวัติศาสตร์” และเป็นคำถามของโลก รวมทั้งเป็นโจทย์แห่งยุคสมัยที่ผู้นำมหาอำนาจจักต้องร่วมกันตอบ อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญย่อมขึ้นอยู่กับทรัมป์ในฐานะ “พ่อค้า” จะมีวิสัยทัศน์และกรอบความคิดที่กว้างไกลเพียงพอในการตอบคำถามหรือไม่
ปัญหาไต้หวันถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ สี จิ้นผิง ย้ำว่า ปัญหาไต้หวันคือประเด็นที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ หากจัดการได้เหมาะสมก็สามารถธำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพ หากจัดการไม่ดี ทั้งสองประเทศอาจเกิดการปะทะหรือความขัดแย้ง ซึ่งจะผลักดันให้จีน-สหรัฐเข้าสู่สถานการณ์ที่อันตรายยิ่ง อนึ่ง ภายหลังการประชุม ระหว่างที่ทรัมป์เยี่ยมชมหอสักการะเทียนถานได้ถูกนักข่าวถามถึงปัญหาไต้หวัน แต่ตอบไม่ตรงประเด็นคืออ้อมค้อมและเฉไฉ ปัญหาไต้หวันเป็นประเด็นล่อแหลมอ่อนไหว เพราะเมื่อปี 2025 รัฐบาลทรัมป์ประกาศขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ กรณีนี้ย่อมถือเป็นการ “เติมเชื้อในกองเพลิง”
สี จิ้นผิง ได้ตักเตือนสหรัฐควร “ยุติก่อนถึงขอบเหว” หากทรัมป์คัดค้าน “เอกราชไต้หวัน” สถานการณ์ช่องแคบไต้หวันสามารถธำรงเสถียรภาพไว้ได้ ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐก็สามารถรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงต่อไป

