หน้าแรก บทความ เหมือน ใน ต่า...

เหมือน ใน ต่าง ทั้ง ‘มีด’ ทั้ง ‘กระบี่’ ล้วนเป็น อาวุธ

20.05.26 | 13:19 น.
เหมือน ใน ต่าง ทั้ง ‘มีด’ ทั้ง ‘กระบี่’ ล้วนเป็น อาวุธ สามก๊ก

ย้อนกลับมายังภารกิจในการ “ลอบสังหาร” ของโจโฉอันอาสาต่ออ้องอุ้นและเพื่อนขุนนางแม้จะสะท้อนจุดต่างระหว่าง “ประวัติศาสตร์” กับวิถีแห่ง “ยุทธนิยาย” แต่กระบวนการอันหลอกว้านจงนำเสนอก็มีเป้าหมายชัดเจน
สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายรายละเอียดว่า
โจโฉเห็นดังนั้นก็ดีใจว่า “ลิโป้ก็ไปแล้วที่นี้เห็นจะสมความคิดกูเป็นมั่นคง” จึงชักกระบี่สั้นออกแล้วเดินเข้าไปจะฆ่าตั๋งโต๊ะ
ตั๋งโต๊ะแลเห็นเงากระจกซึ่งแขวนอยู่ที่ผนังตึกนั้นจึงตกใจผินหน้าออกมาถามโจโฉว่า “ถอดกระบี่เข้ามาจะทำร้ายกูหรือ”
พอลิโป้มาถึงฝ่ายโจโฉก็ตกใจเห็นจะมิสมคิดจึงคุกเข่าลงชูกระบี่ยื่นด้ามเข้าไปให้ตั๋งโต๊ะแล้วก็แก้ตัวว่า “ซึ่งข้าพเจ้าจะทำร้ายท่านหามิได้ ทุกวันนี้ท่านมีคุณแก่ข้าพเจ้านัก ข้าพเจ้าจะหาสิ่งใดมาสนองคุณมิได้
มีแต่กระบี่สั้นเล่มนี้มีราคามากเป็นของปู่ย่าตายายให้ต่อๆ กันมาจนถึงข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงเอามาสนองคุณท่าน”

เหตุการณ์เดียวกันนี้สำนวน วรรณไว พัธโนทัย ถอดออกมาว่า พลางคิดจะกระชากมีดออกแทงแต่ยังขยาดที่เห็นตั๋งโต๊ะมีกำลังมากจึงรีรอไม่กล้าตัดสินใจ ตั๋งโต๊ะเป็นคนอ้วน ใหญ่ ล่ำสัน
นั่งนานๆ ไม่ได้จึงล้มตัวลงนอน หันหน้าเข้าข้างใน
โจโฉเห็นเช่นนั้นรีบกระชากมีดออกมาถือไว้ในมือมุ่งจะเข้าแทงแต่หารู้ไม่ว่าตั๋งโต๊ะมองดูกระจกอยู่ ครั้นแลเห็นโจโฉกระชากมีดรี่เข้าข้างหลัง
ก็รีบพลิกตัวกลับ ถามว่า “โจโฉเจ้าจะทำอะไร”
พอดีลิโป้จูงม้ามาถึงและเดินเข้ามาในห้อง โจโฉตกใจรีบลงนั่งคุกเข่าต่อหน้าตั๋งโต๊ะพลางพูดว่า
“ข้าพเจ้าได้มีดวิเศษมาเล่มหนึ่งจึงขอมอบให้ท่านไว้ด้วยความระลึกถึงพระเดชพระคุณของท่าน”
ใกล้เคียงกับสำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช
เฉาเชาเห็นโอกาสเหมาะจึงชักมีดออกจะแทง คาดไม่ถึงว่าต่งจั๋วหันไปทางกระจกเห็นเฉาเชาชักมีดอยู่ด้านหลัง จึงหันกลับมาถามว่า “เมิ่งเต๋อทำอะไร”
พอดีหลี่ว์ปู้เอาม้ากลับมาถึง เฉาเชาตกใจเกิดไหวพริบฉับพลันรีบคุกเข่าลงกับพื้นแล้วว่า “ข้าพเจ้ามีกระบี่สั้นล้ำค่าเล่มหนึ่งนำมามอบให้ท่าน”
ไม่ว่าท่าทีของตั๋งโต๊ะ ไม่ว่าท่าทีของโจโฉ น่าสนใจ

ท่าทีตั๋งโต๊ะ ณ เบื้องหน้าโจโฉเป็นอย่างไร สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายว่า ตั๋งโต๊ะก็เชื่อ มิได้สงสัย
จึงรับเอากระบี่มาดูก็เห็นว่าดีจริง
จึงส่งให้ลิโป้เก็บไว้ แล้วตั๋งโต๊ะจึงพาโจโฉออกมาดูม้าแล้วว่า “ม้านี้ท่านเอาไปขี่เถิด”
โจโฉได้ยินดังนั้นจึงคิดว่า
“กูคิดมาว่าจะทำร้ายตั๋งโต๊ะก็ไม่สมคิด ซึ่งจะอยู่ในเมืองหลวงต่อไปเกลือกว่าตั๋งโต๊ะรู้ระคายจะฆ่ากูเสีย อย่าเลยกูจะขี่ม้าแล้วจะหนีไปหาบิดาจึงจะได้คิดการต่อไป”
แล้วจึงว่าแก่ตั๋งโต๊ะว่า “ซึ่งท่านให้ม้าใช้ข้าพเจ้าดังนี้พระคุณหาที่สุดไม่ได้ แต่ข้าพเจ้าจะขอขี่ลองดูฝีเท้ามาก่อน”
ตั๋งโต๊ะจึงว่า “เครื่องก็ผูกพร้อมอยู่จะขี่ลองดูก็ตามเถิด”

เช่นเดียวกับสำนวน วรรณไว พัธโนทัย ที่ว่า ตั๋งโต๊ะรับมีดไปดู เห็นมีดยาว 1 ฉือเศษฝังพลอย 7 เม็ด แหลมคมมากสมเป็นมีดวิเศษแท้ก็สั่งให้ลิโป้เก็บไว้
โจโฉจึงปลดปลอกมีดยื่นให้
แล้วตั๋งโต๊ะนำโจโฉออกไปดูม้า โจโฉกล่าวขอบคุณแล้วว่า “ข้าพเจ้าขอทดลองขี่สักหน่อย”
ตั๋งโต๊ะสั่งให้ผูกอานม้าแล้วส่งสายบังเหียนให้โจโฉ
โจโฉจูงม้าออกไปนอกทำเนียบสมุหนายก แล้วขึ้นม้าควบตรงไปเบื้องตะวันออกเฉียงใต้
สอดรับกับสำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช
ต่งจั๋วรับมาดู กระบี่ยาวฟุตเศษ ประดับด้วยอัญมณี 7 เม็ดที่ด้าม คมมากสมกับเป็นกระบี่ล้ำค่า
จึงยื่นให้หลี่ว์ปู้เก็บไว้
เฉาเชาปลดเอาปลอกมีดส่งให้หลี่ว์ปู้ ต่งจั๋วนำเฉาเชาออกจากจวนมาดูม้า เฉาเชากล่าวขอบคุณแล้วว่า
“ขอทดลองขี่ดู”
ต่งจั๋วนำม้าพร้อมบังเหียนให้เฉาเชา เฉาเชารีบขี่ออกจากจวนไปทางตะวันออกเฉียงใต้อย่างรวดเร็ว
อ่านจบทั้ง 3 สำนวนแล้วรู้สึกอย่างไร

รู้สึกได้ในความเหมือนและความต่าง เหมือนตรงที่สะท้อนให้เห็นว่าเป็นอาวุธที่ดีจริง แหลมคมมาก สมเป็น “มีดวิเศษ” แท้ คมมากสมเป็น “กระบี่” ล้ำค่า
แม้สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) มิได้ให้ “ลักษณะ” อันเป็น “รายละเอียด”
กระนั้น สำนวน วรรณไว พัธโนทัย และสำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ก็ถอดออกมาครบถ้วน
ยาว 1 ฉือเศษ ฝังพลอย 7 เม็ด (วรรณไว พัธโนทัย)
กระบี่ยาวฟุตเศษ ประดับด้วยอัญมณี 7 เม็ดที่ด้าม (แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช)
ความต่างในเชิงเปรียบเทียบจึงอยู่ที่ “ความคิด”
นั่นก็คือ สำนวน วรรณไว พัธโนทัย และสำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ไม่ปรากฏ “เสียงในหัว”
อันปรากฏออกมาในแบบ
“กูคิดมาว่าจะทำร้ายตั๋งโต๊ะก็ไม่สมคิดซึ่งจะอยู่ในเมืองหลวงต่อไปเกลือกว่าตั๋งโต๊ะรู้ระคายจะฆ่ากูเสีย อย่าเลยกูจะขี่ม้าแล้วหนีไปหาบิดาซึ่งจะได้คิดการต่อไป”
อันเท่ากับใช้ “ความคิด” ช่วย “เดินเรื่อง” ล่วงหน้า

Advertisement

ถามว่าการเดินเรื่อง “ล่วงหน้า” อันสำแดงผ่านสำนวนแปลของ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ยืนยันอะไร
ตอบได้เลยว่า ยืนยันว่าหน้าที่ของ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ดำเนินอย่างไร
ตอบได้เลยว่า เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ไม่รู้ภาษาจีน หากแต่มีผู้รอบรู้ภาษาจีนจัดกันขึ้นเป็น “องค์คณะ”
คนเหล่านี้ย่อมอ่าน “สามก๊ก” มาแล้วเป็นอย่างดี
คนเหล่านี้เองที่ดำเนินการแปลและนำเสนอต่อ “บรรณาธิการ” คือ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ในลักษณะของการประมวลเรื่องราว
จึงได้ปรากฏกระสวนในแบบ “ครุ่นคิด” ของตัวละคร
น่าสนใจก็ตรงที่เป็นอาการครุ่นคิดในลักษณะอันเป็นการเดินเรื่อง “ล่วงหน้า” และอาศัยความคิดเป็นเหมือน “ยาน”
นี่ย่อมต่างไปจาก วรรณไว พัธโนทัย แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช

ขณะเดียวกัน เมื่อติดตามยุทธนิยาย “สามก๊ก” อย่างเปรียบเทียบ ไม่ว่าจะโดยผ่านสำนวนแปลของแต่ละยุค แต่ละคน
ไม่ว่าจะเป็นการประมวลและนำมาสังเคราะห์
ก็ต้องยอมรับสถานะและการดำรงอยู่ของ “สามก๊ก” อย่างเป็น “นิยาย” ซึ่งหลอกว้านจงรวบรวมมาจากที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในสังคม
ทั้งจาก “งิ้ว” ทั้งจาก “การเล่าขาน”
และเมื่อรับรู้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นจากเอกสารในทาง “ประวัติศาสตร์” ที่กว้างมากขึ้นก็เห็นจุดต่างระหว่างที่มีการบันทึกและที่ปรากฏเป็นนิยาย
การตรวจสอบระหว่าง “เรื่องจริง” กับ “เรื่องแต่ง” จึงมากด้วยสีสัน