หน้าแรก บทความ บทเรียนจากทฤษ...

บทเรียนจากทฤษฎีสามเหลี่ยม Henry Kissinger ต่อสงครามอิหร่าน

21.05.26 | 13:26 น.

บทเรียนจากทฤษฎีสามเหลี่ยม Henry Kissinger ต่อสงครามอิหร่าน

ขณะที่สหรัฐและรัสเซียต่างติดหล่มสงคราม จีนมุ่งหน้าพัฒนาและได้รับประโยชน์จากสันติภาพ การประเมินสถานการณ์สงครามอิหร่านของทรัมป์ที่ผิดพลาดนั้น ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความลึกซึ้งแหลมคมของทฤษฎี “สามเหลี่ยมเชิงยุทธศาสตร์” ของ “เฮนรี่ คิสซิงเจอร์”

ดร.เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ ได้วางรากฐานตรรกะคลาสสิกของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจด้วยทฤษฎีดังกล่าวเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน จากการมองเห็นโครงสร้างของสงครามเย็น โดยเสนอว่า สหรัฐ จีน และสหภาพโซเวียตก่อเป็นรูปสามเหลี่ยม แม้ว่าสหรัฐเป็นด้านที่ยาวที่สุด แต่ตามกฎเรขาคณิต ผลรวมของสองด้านย่อมมากกว่าด้านที่สาม ถ้าจีนและโซเวียตจับมือเป็นพันธมิตร สหรัฐจักต้องถูกโดดเดี่ยวแน่นอน

สถานการณ์ปัจจุบัน หากนำทฤษฎี “สามเหลี่ยมเชิงยุทธศาสตร์” มาปรับใช้ ก็เป็นการบ่งชี้ว่า สหรัฐจำต้องปรับเปลี่ยนนโยบาย หลีกเลี่ยงทำสงครามที่ยืดเยื้อ จึงจะสามารถรักษาผลประโยชน์ระดับโลกไว้ได้

แก่นแท้ของทฤษฎีสามเหลี่ยมอยู่ที่ดุลอำนาจและความโดดเดี่ยว ทศวรรษ 1970 สหรัฐติดหล่มสงครามเวียตนาม ขณะที่สหภาพโซเวียตขยายอิทธิพลอย่างต่อเนื่อง “คิสซิงเจอร์” ชี้ว่า แม้จีน สหรัฐ และโซเวียตจะมีศักยภาพไม่เท่ากัน แต่หากจีนกับโซเวียตผนึกกำลัง สหรัฐย่อมตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบ ตรงกันข้าม หากสหรัฐสามารถดึงจีนมาเพื่อถ่วงดุลโซเวียต หรือรวมกับโซเวียต ก็สามารถครองความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์

ตรรกะดังกล่าวมีสาระสำคัญที่เป็นกฎถาวรของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ คือการผนึกกำลังกับผู้ที่รองลงมา เพื่อถ่วงดุลกับผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด และยังเป็นทางเดียวที่หลีกเลี่ยงความโดดเดี่ยวในเวทีสากล เช่น อดีตการเยือนจีนแบบลับสุดยอดของ “คิสซิงเจอร์” คือแรงผลักดันที่สำคัญทำให้สหรัฐและจีนเปลี่ยนจากศัตรูมาเป็นมิตร เปิดทางให้สหรัฐถอนตัวจากสงครามเวียดนาม เป็นคำอธิบายที่คลาสสิกของทฤษฎีสามเหลี่ยม

Advertisement

ตรรกะของ “คิสซิงเจอร์” หาได้ล้าสมัยไม่ หากเด่นชัดมากขึ้น ประเด็นสำคัญที่สุดของภูมิรัฐศาสตร์ร่วมสมัย คือการที่สหรัฐและรัสเซีย สองมหาอำนาจต่างจมอยู่ในสงคราม สหรัฐเปิดฉากสงครามอิหร่าน มีแนวโน้มกลายเป็น Vietnamization โดยมิอาจคาดการณ์จุดสิ้นสุด ขณะที่รัสเซียผูกมัดด้วยสงครามยูเครน แนวรบชะงักงันและยากต่อการถอนตัว ผลจากสงครามทั้งสองเป็นเหตุให้กำลังอำนาจของสหรัฐและรัสเซียอ่อนลงพร้อมกัน ในทางตรงกันข้าม จีนอยู่นอกวงความขัดแย้ง มุ่งเน้นการพัฒนา และได้รับผลประโยชน์จากสันติภาพแต่เพียงฝ่ายเดียว ส่งผลให้สถานะเชิงยุทธศาสตร์ยกระดับขึ้นชนิดไม่เคยมีมาก่อน

ความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลทรัมป์ เป็นการย้อนแย้งกับทฤษฎีสามเหลี่ยมของคิสซิงเจอร์ที่ว่า ผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐอยู่ที่การไม่เผชิญหน้ากับจีนและรัสเซียพร้อมกัน และยิ่งไม่ควรปล่อยให้ตนเองตกอยู่ในภาวะสงครามสองสนามอันเป็นการเปิดโอกาสให้จีนและรัสเซียได้รับประโยชน์

อย่างไรก็ตาม สหรัฐด้านหนึ่งจมอยู่กับสงครามอิหร่าน เป็นการบั่นทอนกำลังและอำนาจ ขณะที่นโยบายต่อรัสเซียมีความผันผวน โดยพฤตินัยกลับเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่รัสเซีย อีกทั้งยังไม่สามารถรักษาเสถียรภาพของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ เป็นเหตุให้สหรัฐตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบในกรอบแห่งโครงสร้างสามเหลี่ยมจีน-สหรัฐ-รัสเซีย และดำรงตนในภาวะโดดเดี่ยวในเวทีระหว่างประเทศ

อดีต สหรัฐอาศัยทฤษฎีสามเหลี่ยมของคิสซิงเจอร์ ด้วยการประสานกับจีน เพื่อต้านสหภาพโซเวียต และสามารถก้าวพ้นสงครามเวียดนาม แต่ปัจจุบัน สหรัฐทำผิดซ้ำสอง โดยจมอยู่กับสงครามสองด้านพร้อมกัน เป็นเหตุให้จีนและรัสเซียได้ประโยชน์บนรากฐานเดียวกัน เสมือนเป็น “ลาภงอก” ในเชิงยุทธศาสตร์

แนวคิดจากทฤษฎีคิสซิงเจอร์ เป็นประจักษ์ในสงครามสองสนามของสหรัฐ และให้ข้อคิดว่า ภายใต้โครงสร้างสามเส้า “จีน-สหรัฐ-รัสเซีย” ไม่ว่าสหรัฐจะมีอำนาจมากเพียงใด ก็มิอาจเผชิญหน้ากับพลังร่วมของจีนและรัสเซีย มีเพียงการใช้ความยืดหยุ่นในการบริหารความสัมพันธ์ “สามเส้า” คือดึงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาร่วมมือเพื่อถ่วงดุลกับอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น จึงจะรักษาผลประโยชน์แห่งชาติไว้ได้

หากทรัมป์ยังไม่หยุดยั้งก่อนถึงจุดวิกฤต แก้ไขความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ หลีกเลี่ยงการทำสงครามสองแนวรบ หันกลับมาเจริญไมตรีและสร้างสัมพันธ์กับจีนและรัสเซีย อาจต้องตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ความเสื่อมก็ต้องมาเยือน และในที่สุดจะต้องสูญเสียงบประมาณอันสูงยิ่ง

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช