สถาบันควัคควาเรลลี ซีมอนด์ส (Quacquarelli Symonds) คือ สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของประเทศอังกฤษ เผยแพร่ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลก (QS World University Rankings) เป็นประจำทุกปีในหลายระดับ ได้แก่ ระดับมหาวิทยาลัย ระดับกลุ่มวิชา ระดับรายวิชาหรือคณะ รวมถึงรายวิชาแพทยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ของไทยได้รับการจัดอันดับเช่นกัน และอันดับมีแนวโน้มลดลง
วิธีจัดอันดับคณะแพทย์ มีหลักเกณฑ์การให้คะแนน 2 ประการ คือ
-ประเมินจากผลงานและชื่อเสียงทางวิชาการ ได้แก่ ชื่อเสียงของคณะแพทย์นั้นในหมู่นักวิชาการทั่วโลก จำนวนและคุณค่างานวิจัยของคณะแพทย์
-ประเมินจากประสิทธิภาพการรักษาพยาบาลของแพทย์ที่จบจากคณะแพทย์นั้น โดยสอบถามความคิดเห็นจากเจ้าของหรือผู้บริหารสถานพยาบาลทั่วโลก ว่าบัณฑิตจากคณะแพทย์ใดมีความสามารถสูงและต้องการให้มาปฏิบัติงานกับสถานพยาบาลของตน (Employer reputation)
คณะที่ได้รับคะแนนสูงจะได้รับการจัดอันดับต้นๆ คณะที่ได้รับคะแนนน้อยจะได้รับการจัดอันดับลดหลั่นลงไป ทั้งนี้คณะแพทย์ที่มีข้อมูลหรือคะแนนไม่เพียงพอตามเกณฑ์ที่กำหนด จะไม่ถูกนำมาจัดอันดับ
ผลการจัดอันดับปี 2569 คณะแพทย์ ม.มหิดล ได้อันดับที่ 133, คณะแพทย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้อันดับที่ 177, คณะแพทย์ ม.เชียงใหม่ ได้อันดับที่ 355, คณะแพทย์ ม.ธรรมศาสตร์ ได้อันดับที่476, คณะแพทย์ ม.ขอนแก่น ได้อันดับที่ 511 และคณะแพทย์ ม.สงขลานครินทร์ ได้อันดับที่ 519 ส่วนคณะแพทย์อื่นของไทยยังไม่ได้รับการจัดอันดับ พบว่าคณะแพทย์ไทยส่วนใหญ่มีแนวโน้มได้รับการจัดอันดับลดลง ตัวอย่างเช่น คณะแพทย์ ม.มหิดล ได้รับอันดับที่ 62 ในปี 2558, อันดับที่ 110 ในปี 2563 และอันดับที่ 133 ในปี 2569
เมื่อเปรียบเทียบกับคณะแพทย์ประเทศอื่น ได้แก่ ประเทศในเอเชียด้วยกัน พบว่าคณะแพทย์ที่เคยได้อันดับต่ำกว่าคณะแพทย์ ม.มหิดล ได้รับการเลื่อนอันดับขึ้นมาสูงกว่าคณะแพทย์ ม.มหิดล เป็นจำนวนมากขึ้น เช่น คณะแพทย์ปักกิ่งยูนิเวอร์ซิตี้ ของจีน, คณะแพทย์นานยางเทคโนโลจิคอลยูนิเวอร์ซิตี้ ของสิงคโปร์, คณะแพทย์ยูนิเวอร์ซิติมาลายา ของมาเลเซีย รวมถึงคณะแพทย์อื่นๆ หลายแห่งในจีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ อินเดีย แสดงให้เห็นถึงการพัฒนามาตรฐานของคณะแพทย์ประเทศต่างๆ ที่มีความก้าวหน้ามากกว่าคณะแพทย์ของไทย
เนื่องจากการจัดอันดับดังกล่าวข้างต้นประเมินจากผลงานทางวิชาการเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ตรงกับบริบทของคณะแพทย์ไทยที่เน้นการผลิตแพทย์เพื่อการรักษาพยาบาลมากกว่าการสร้างผลงานวิชาการ อาจพิจารณาเฉพาะหลักเกณฑ์ที่ประเมินจากประสิทธิภาพการรักษาพยาบาลของแพทย์ที่จบจากคณะแพทย์นั้น ผลลัพธ์ก็ยังพบว่าคณะแพทย์ไทยมีแนวโน้มได้คะแนนลดลงเช่นกัน ดังเช่นคณะแพทย์ ม.มหิดลได้ 74 คะแนน ในปี 2558 และได้ 64 คะแนน ในปี 2569
ข้อมูลดังกล่าวสวนทางกับจำนวนคณะแพทย์และปริมาณการผลิตแพทย์ของไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2558 มีจำนวนคณะแพทย์ 22 แห่ง ผลิตแพทย์ได้ประมาณ 2,500 คน และปัจจุบันมีจำนวน 29 แห่ง ผลิตแพทย์ได้ประมาณ 3,000 คนต่อปีซึ่งเป็นข้อมูลที่ควรนำไปวิเคราะห์ว่า คุณภาพและปริมาณแพทย์ที่ผลิตมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ อย่างไร แต่จากผลสำรวจของสมาพันธ์แพทย์ โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป พบว่าแพทย์ที่ทำงานมาแล้ว 2-3 ปี ประเมินตนเองย้อนกลับไปขณะปฏิบัติงานในฐานะแพทย์จบใหม่ปีแรก มีความพร้อมในการประกอบวิชาชีพเพียง 65% สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการขาดแคลนผู้ป่วยสำหรับฝึกฝนการตรวจรักษาขณะเป็นนักศึกษาแพทย์ ดังนั้นการขาดแคลนทรัพยากรสำหรับฝึกอบรมโดยเฉพาะจำนวนผู้ป่วยต่อนักศึกษา น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่กระทบคุณภาพแพทย์ด้านการรักษาพยาบาล
ข้อมูลข้างต้นมีแง่มุมที่ควรพิจารณา 2 ประเด็น คือ
ประเด็นด้านวิชาการ เมื่อบริบทของคณะแพทย์ไทยเน้นการผลิตแพทย์มากกว่าการสร้างผลงานวิชาการ การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ อาจไม่มีฐานข้อมูลด้านวิชาการรองรับเพียงพอ หากพิจารณาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่สำคัญ ได้แก่ การปรับเปลี่ยนหลักสูตรแพทยศาสตร์ โดยเฉพาะหลักสูตรที่อาจลดมาตรฐานการฝึกอบรม เช่น หลักสูตรแพทย์ 4 ปี ที่ลดระยะเวลาฝึกอบรมจาก 6 เหลือเพียง 4 ปี, หลักสูตรแพทย์ 2 ปริญญา ที่ต้องแบ่งเวลาส่วนหนึ่งไปศึกษาวิชาอื่นในระดับปริญญาโท จึงควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากจะลดโอกาสการฝึกฝนการตรวจรักษาผู้ป่วยของนักศึกษาลงไปอีก
แต่หากจะดำเนินการ ก่อนนำหลักสูตรดังกล่าวมาใช้ ควรศึกษาวิจัยก่อนด้วยแนวทางที่เทียบเคียงได้กับการทำวิจัยในมนุษย์ เช่น ตั้งคณะกรรมการที่ประกอบด้วยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพื่อประเมินว่าหลักสูตรปกติมีข้อเสียจนต้องปรับเปลี่ยนหรือไม่, หลักสูตรดังกล่าวมีประโยชน์มากกว่าหลักสูตรปกติอย่างไร, ระหว่างการวิจัยมีการเปรียบเทียบกับนักศึกษาหลักสูตรปกติ หากมีข้อมูลบ่งชี้ว่าจะลดคุณภาพแพทย์ที่ผลิตออกมา ควรยกเลิกหลักสูตรดังกล่าว เป็นต้น ถ้าผลการวิจัยพบว่าหลักสูตรดังกล่าวมีประโยชน์มากกว่าหลักสูตรปกติ จึงค่อยอนุมัติ
ประเด็นด้านประสิทธิภาพการรักษาพยาบาล เนื่องจากประเทศไทยประสบปัญหาการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ เช่น ความแออัดในสถานพยาบาล ระยะเวลารอคอยการรักษาที่ยาวนาน หลายฝ่ายมองว่าการขาดแคลนแพทย์ คือสาเหตุสำคัญ ทำให้การเร่งผลิตแพทย์เพิ่มถูกมองเป็นแนวทางหลักในการแก้ปัญหา แต่การเร่งผลิตแพทย์ส่งผลให้ทรัพยากรสำหรับฝึกอบรมต่อนักศึกษาลดลง โดยเฉพาะจำนวนผู้ป่วยซึ่งไม่สามารถสร้างเพิ่มได้และมีแนวโน้มลดลง ทั้งปัจจุบันไทยมีสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรอยู่ที่ 1 ต่อ 850 สูงกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ที่กำหนดไว้ที่ 1 ต่อ 1,000 พอสมควร กอปรกับจำนวนประชากรไทยลดลงต่อเนื่อง จึงไม่ควรมุ่งเน้นการเร่งผลิตแพทย์เพิ่ม แต่ควรหาแนวทางการแก้ไขปัญหาการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอื่นๆ ที่ไม่กระทบต่อทรัพยากรสำหรับฝึกอบรม ได้แก่ การรักษาแพทย์ไว้ในระบบราชการ การกระจายแพทย์ให้ทั่วถึง การบริหารจัดการแพทย์ภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ การให้สถานพยาบาลเอกชนมีส่วนร่วมในการให้บริการมากขึ้น
แม้ปัจจุบันคุณภาพของแพทย์ไทยยังเป็นที่ยอมรับ สามารถให้การดูแลรักษาผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี แต่การปรับเปลี่ยนหลักสูตรแพทย์โดยไม่มีฐานข้อมูลด้านวิชาการรองรับ และการเร่งผลิตแพทย์จนทำให้ขาดแคลนทรัพยากร จะมีผลกระทบต่อมาตรฐานการฝึกอบรมและคุณภาพแพทย์ในอนาคต แพทยสภา กระทรวงสาธารณสุข และคณะแพทยศาสตร์ จึงควรปรับเปลี่ยนหลักสูตรแพทย์เมื่อมีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนเพียงพอเท่านั้น ทั้งปัจจุบันประเทศไทยไม่ขาดแคลนแพทย์ในภาพรวมแล้ว ประกอบกับการเพิ่มอัตราการผลิตมีผลกระทบต่อทรัพยากรในการฝึกอบรม การแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ จึงไม่ควรใช้วิธีเพิ่มอัตราการผลิตแพทย์เป็นแนวทางหลักอีกต่อไป เพื่อมิให้ส่งผลต่อ “คุณภาพแพทย์” และมีผลกระทบในที่สุดต่อ “สุขภาพอนามัยของประชาชน”

