หน้าแรก บทความ การจัดการศึกษ...

การจัดการศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา : บทวิจารณ์จากการวิเคราะห์ผลการประเมิน

23.05.26 | 13:32 น.

ผมมีโอกาสอ่านรายงานวิจัย “โครงการการประเมินผลการดําเนินงานและการบริหารจัดการในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” ที่ดําเนินการเสร็จสิ้นในปี 2569 โดยสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย ม.หอการค้าไทย ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) รายงานเก็บข้อมูล intensive มาก จากความยาว 200 หน้า มีข้อมูลสําคัญ 3 รูป ที่นํามาวิเคราะห์เพื่อการวิจารณ์ ดังต่อไปนี้

รูปที่ 1 ร้อยละของสถานศึกษานําร่องที่ต้องการเป้าหมายหลักสมรรถนะต่างๆ

รูปที่ 1 ทั้งครูและผู้บริหารต้องการสมรรถนะการคิดขั้นสูงและการจัดการตนเองมากกว่าสมรรถนะอื่น สมรรถนะการจัดการตนเองเป็นประเด็นที่กล่าวถึงมากในยุคที่เด็กอยู่กับเทคโนโลยีสื่อสังคมออนไลน์มาก การเรียนรู้และการฝึกฝนการจัดการตนเองสามารถได้จากการทํางานร่วมกับผู้อื่น (collaborative learning) ซึ่งเป็นสมรรถนะที่จะส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

หากพิจารณาจากความเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน เราอาจจะอนุมานได้ว่า ควรจัดการให้นักเรียนมีโอกาสจากปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (social interaction) ผ่านการทํางานเป็นทีม (collaborative learning) โดยควรเป็นโจทย์ที่บูรณาการการใช้ชีวิตกับธรรมชาติ ส่วนสมรรถนะการคิดขั้นสูงหมายถึงงาน (โจทย์) นั้นเป็นการแก้ปัญหาโดยวิธี สืบเสาะ ค้นคว้า วิจัย ที่ผ่านการคิดวิเคราะห์-สังเคราะห์โดยบูรณาการกับสาระวิชาและประสบการณ์นักเรียน

รูปที่ 2 ร้อยละของคะแนนเต็มการประเมินโรงเรียนนําร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษารุ่นแรก

โรงเรียนนําร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษามีโอกาสพัฒนาตนเอง เช่น เลือกใช้หลักสูตร (นวัตกรรมการศึกษา) มีกลไกสนับสนุนทางวิชาการและการจัดการ (คณะกรรมการขับเคลื่อนระดับจังหวัด ที่มีอนุกรรมการวิชาการที่มีศึกษานิเทศก์และสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่เป็นแกนหลัก) รูปที่ 2 แสดงให้เห็นว่าโรงเรียนนําร่องใช้โอกาสนี้นํา นวัตกรรมการศึกษาใหม่มาใช้เต็มที่ ทุกพื้นที่มีคะแนนประเมินการใช้นวัตกรรมการศึกษาเต็มร้อยละร้อย มีคะแนนการขยายผลค่อนข้างดีถึงร้อยละ 75 แต่ที่น่าสนใจคือคะแนนการยกระดับผลสัมฤทธิ์การศึกษาได้ไม่ถึงร้อยละ 50 (44.14-25.86%) ตีความได้ถึงข้อสงสัยในคุณภาพนวัตกรรมการศึกษา ซึ่งหากพิจารณาลึกในรายละเอียด พบว่าสถานศึกษาร้อยละ 43 เลือกนวัตกรรมจากที่หน่วยงานต้นสังกัดแนะนํา ร้อยละ 21 เลือกจากการศึกษาดูงาน สถานศึกษาที่มีชื่อเสียง มีร้อยละ 10 และ 4 เท่านั้นที่เลือกจากผลการวิจัยในประเทศและต่างประเทศ ตามลําดับ จึงสรุปได้ว่าการเลือกใช้นวัตกรรมการศึกษาที่เป็นต้นทางการพัฒนายังไม่ได้อยู่บนฐานข้อมูลความรู้

เมื่อวิเคราะห์รวมกับรูปที่ 1 จึงอาจกล่าวเบื้องต้นว่า ปัญหานี้อยู่ที่การสอนวิชาโครงงานที่เป็น Experiential Learning ตามลักษณะที่กล่าวแล้วในการวิเคราะห์ผล รูปที่ 1 คือ โครงงานฐานวิจัย(Research-based Project) จากโจทย์ชีวิตจริงนอกห้องเรียน

Advertisement

อย่างไรก็ตาม แม้มีนวัตกรรมดีเลิศจากงานวิจัยเพียงใด เราไม่สามารถละเลยสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครู ที่จะกล่าวต่อไปในรูปที่ 3

รูปที่ 3 ร้อยละของผู้บริหารและครูที่ต้องการการสนับสนุนด้านต่างๆ

ผลการประเมินรูปที่ 3 แสดงให้เห็นว่าในขณะที่ผู้บริหารต้องการการสนับสนุนโครงสร้าง (หลักสูตร) แต่ครูต้องการสนับสนุนกระบวนการ (เทคนิคการจัดการเรียนรู้) ทั้งผู้บริหารและครูให้ความสนใจการวัดและการประเมินผล สมรรถนะหลักเท่าๆ กัน (ประมาณร้อยละ 19) หลักสูตรเป็นเพียงโครงสร้างรองรับการทํางานทํานองเดียวกับแบบสถาปัตยกรรม แต่ผลงานรูปธรรมอยู่ที่ช่างก่อสร้าง ดังนั้น การพัฒนาครูให้มีเทคนิคการสอนโครงงานฐานวิจัยจึงเป็นความสําคัญเร่งด่วนในการใช้นวัตกรรมการศึกษา Experiential Learning

สรุปการตีความจากผลการประเมิน 3 รูปได้ว่า

1.รู้ว่าต้องการอะไร (ต้องการผลสัมฤทธิ์สมรรถนะการคิดขั้นสูง การจัดการตนเอง การทํางานเป็นทีม การสื่อสาร การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ)

2.ไม่รู้ว่าต้องทําอย่างไร ทําถูกหรือไม่ก็ไม่รู้ตัว (เลือกใช้นวัตกรรมที่ต้นสังกัดแนะนํา ขยายผลอย่างกว้างขวาง ทั้งๆ ที่ผลสัมฤทธิ์ตํ่ามาก)

3.รู้ว่าต้องการอะไรมาสนับสนุนให้สําเร็จ (หลักสูตร เทคนิคการสอน การวัดประเมินสมรรถนะ)

4.ไม่รู้ว่าความสําเร็จคือการจัดการการเรียนการสอนโครงงานฐานวิจัยแบบ Experiential Learning (เพราะไม่เข้าใจว่าวิจัยเป็นเครื่องมือการศึกษา ไม่เข้าใจวิจัยที่เป็น constructivism ไม่มีทักษะครูโครงงาน ตาม Experiential Learning Cycle ฯลฯ)

ปัญหาหลัก การวิเคราะห์ผลทั้ง 3 รูป สรุปได้ว่าการพัฒนาครูเป็น key enabling factor ของการจัดการการศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา แต่ไม่มีใครสนใจพัฒนาครู หรือไม่รู้ว่าจะพัฒนาอย่างไร และน่าเสียดายที่รายงานวิจัยนี้ไม่ครอบคลุมการพัฒนาครู