หน้าแรก บทความ ไขปริศนา ‘ทุ่...

ไขปริศนา ‘ทุ่งไหหิน’

24.05.26 | 12:51 น.
ไขปริศนา ‘ทุ่งไหหิน’ คณะนักวิจัยทางด้านโบราณคดี
Wikimedia Commons

คณะนักวิจัยทางด้านโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยเจมส์ คุก และมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ค้นพบความลับที่ช่วยไขปริศนาของ “ทุ่งไหหิน” แหล่งโบราณคดีสำคัญทางตอนเหนือของลาว ระหว่างการสำรวจวิจัยครั้งล่าสุด ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2022 เรื่อยมาจนถึงปี 2024 หลังจากพบซากโครงกระดูก เศษชิ้นส่วนกะโหลก ฟัน มีดเหล็ก กับหลักฐานทางโบราณคดี อาทิ ลูกปัดแก้วราว 20 เม็ด เศษหม้อและแท่นหิน 5 แท่น อยู่ภายใน “ไห” หินขนาดใหญ่ แห่งหนึ่ง สูงราว 1.3 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางบริเวณฐานกว้างกว่า 2 เมตร

เมื่อตรวจสอบพบว่า โครงกระดูกดังกล่าวมาจากคนอย่างน้อย 37 คน ถูกฝังรวมอยู่ภายในนั้น ตลอดช่วงระยะเวลาราว 270 ปี แสดงให้เห็นว่า ไหหินปริศนาเหล่านี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมสำหรับจัดการศพที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน ในขณะที่ลูกปัดที่พบ ชี้ให้เห็นว่า ชุมชนบนที่ราบสูงห่างไกลของลาวนี้ น่าจะมีความเชื่อมโยงกับแหล่งอารยธรรมเก่าแก่อย่างอินเดีย หรือกระทั่ง เมโสโปเตเมีย

ไหหินที่ช่วยไขปริศนานี้ เป็นส่วนหนึ่งของไหหินจำนวนเป็นเรือนพัน ที่จัดวางกระจายกันอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้า ป่าละเมาะและเนินต่างๆ ที่รวมเรียกกันว่า ที่ราบเชียงขวาง ไหที่ว่านี้มีบ้างสูงกว่าตัวคน ประเมินน้ำหนักคร่าวๆ ได้หลายตัน และกลายเป็นปริศนามานานหลายศตวรรษ เพราะบรรดานักโบราณคดีพากันถกเถียงกันว่า ไหหินเหล่านี้ถูกนำมาเพื่อวัตถุประสงค์ใด บางคนเชื่อว่าน่าจะเป็นที่สำหรับกักเก็บอาหาร น้ำ หรือเหล้า เมดาลีน โคลานี นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสซึ่งเคยสำรวจพื้นที่แถบนี้เมื่อทศวรรษ 1930 แย้งว่า ไหหินเหล่านี้น่าจะเกี่ยวเนื่องกับพิธีศพมากกว่าอย่างอื่น

การขุดค้นครั้งใหม่ มีขึ้นตรงจุดที่นักวิชาการเรียกว่า “ไซต์ 75” ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองโพนสะหวันไปทางตะวันออกราว 70 กิโลเมตร ทีมขุดค้นที่นำโดย นิค สโคพัล นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเจมส์ คุก พบกระดูกโคนขาของมนุษย์รวม 19 คน แต่พบฟันของคนที่แตกต่างกันมากถึง 37 คน

Nicholas Skopal

จากการตรวจสอบหาอายุโดยกระบวนการเรดิโอคาร์บอน เดตติง พบว่า กระดูกเหล่านั้นถูกนำมาฝังไว้ในไหหินนี้เป็นระยะๆ กำหนดเวลาแตกต่างกัน โดยช่วงเวลาอยู่ที่ประมาณ 270 ปี ระหว่าง พุทธศตวรรษที่ 9 จนถึงพุทธศตวรรษที่ 12 ซากโครงกระดูกนี้ถูกจัดวางอยู่ในไหอย่างเป็นระเบียบ โดยกระดูกส่วนที่ยาวจะถูกจัดวางไว้รอบนอก แต่มีกระดูกชิ้นเล็กอีกจำนวนหนึ่งซึ่งเปราะบางกว่า หายไป

Advertisement

ทีมวิจัยรายงานว่า ห่างจากไหหลักออกไปราว 500 เมตร มีกลุ่มของไหหินขนาดย่อมลงมาปรากฏอยู่ ภายในพบลูกปัดแก้ว สโคพัลเชื่อว่า ไหหินขนาดเล็กนี้เป็นที่สำหรับนำศพมาทิ้งไว้เพื่อให้เน่าเปื่อย จากนั้นจึงเคลื่อนย้ายกระดูกที่เหลือไปยังไหหลักขนาดใหญ่ต่อไป

ลูกปัดแก้วที่พบ

เขาเชื่อว่า เป็นไปได้ที่ไหหินขนาดใหญ่เป็นจุดสำหรับประกอบพิธีกรรมเพื่อปลดปล่อยวิญญาณของผู้เสียชีวิต และเตรียมการสำหรับชีวิตหลังความตาย ตามความเชื่อของผู้คนในยุคโบราณ เมื่อนำเอาดีเอ็นเอจากซากศพที่พบในไหหินไปตรวจสอบ ก็จะได้คำตอบว่า คนเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกันในฐานะญาติพี่น้องหรือไม่

กระบวนการกำหนดอายุ บ่งบอกถึงวันเวลาที่ไหหินที่ว่านี้ถูกใช้งาน แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า มันสร้างขึ้นเมื่อใด ทำให้แหล่งขุดค้นนี้ยังคงมีคุณค่าสูงมากในทางวิชาการ นักวิชาการบางคนสันนิษฐานว่า วันเวลาน่าจะอยู่ในช่วงครึ่งหลังของสหัสวรรษแรกของพุทธศักราช หรืออาจเก่าแก่กว่านั้น

สโคพัลยอมรับว่า ยังไม่สามารถกำหนดอายุของไหหินได้จริงๆ แต่ก็ชี้ว่า จากการกำหนดอายุของโบราณวัตถุที่ขุดพบด้านนอกของไหหินกับด้านในของไหหิน ระบุตรงกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ไหหินที่ว่านี้ ถูกจัดทำขึ้นเมื่อศพศพแรกถูกนำมาใส่ไว้นั่นเอง โดยส่วนตัวแล้วเขาคิดว่าเป็นวัฒนธรรมในยุคกลาง (medieval culture) ไม่เก่าแก่ไปจนถึงขนาดยุคเหล็ก

สโคพัลเชื่อว่า ไหหินเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมสักการะบรรพบุรุษ ซึ่งสืบต่อเนื่องกันหลายชั่วอายุคน อย่างไรก็ตามไหหินในทุ่งไหหินของลาวมีความหลากหลายอย่างยิ่ง ดังนั้นเป็นไปได้ว่า อาจมีการใช้ไหหินบางอันไปในทางอื่น ซึ่งแตกต่างออกไป ขึ้นอยู่กับขนบประเพณี ในบางที่ ไหหินอยู่ในลักษณะตั้งตรง และมีมากมายที่ภายในว่างเปล่า อาจบางทีเกิดจากการลอบขุดเพื่อปล้น ในขณะที่อีกบางที่ไหมีลักษณะแคบ ตื้น จนแทบเรียกได้ว่านอนแบราบอยู่กับพื้น ทั้งหมดอาจใช้ประกอบพิธีที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและเขตที่ตั้ง

เทียโทชิ จามีร์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยนาคาแลนด์ ในอินเดีย ให้ความเห็นว่า เป็นไปได้ที่ว่ามีกลุ่มก้อนทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ใช้ประโยชน์จากไหหินเหล่านี้ หรือไม่ก็อาจเป็นกลุ่มวัฒนธรรมเดียวกัน แต่ใช้งานต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลายาวนาน

ทีมของสโคพัลยังพบเครื่องมือเหล็ก เครื่องปั้น ระฆังทองแดง และลูกปัดแก้วภายในไหหินที่ขุดค้น จากการวิเคราะห์ทางเคมีพบว่า ลูกปัดผลิตในอินเดียและเมโสโปเตเมีย เดินทางไกลมาถึงเป็นผลมาจากการเดินทางท่องเที่ยวและการค้า เพราะในช่วง พ.ศ.1000 เป็นที่รู้กันดีว่า เป็นยุครุ่งเรืองของภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้ มีการค้าระหว่างจักรวรรดิซ่งแห่งอาณาจักรต้าลี่ในจีนกับจักรวรรดิเขมรและพุกามในเมียนมาในปัจจุบัน

มาร์โก ไมตรี นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยนอร์ธ อีสเทิร์น ในอินเดีย ซึ่งเคยทำงานกับ “ไหหิน” ในลักษณะคล้ายคลึงกันนี้ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ซึ่งห่างออกไปจากทุ่งไหหินกว่า 1,000 กิโลเมตร เชื่อว่าทั้งสองส่วนมีความเชื่อมโยงเชิงวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน

ไมตรีบอกว่า ประชากรชาวออสโตรเอเชียติกจำนวนหนึ่งยังคงใช้ประเพณีศพแบบเดียวกันนี้ต่อเนื่องกันมาหลายร้อยปีแล้ว และยังคงมีชุมชนส่วนหนึ่งสืบทอดมาในอินเดียทุกวันนี้ คือกลุ่มคนที่เรียกว่า ชาวกาสี ที่นิยมเผาศพแล้วเก็บกระดูกลงกล่องหินที่เรียกว่า “คนโท” (cists)