พลังแห่งภาษา (ตอนที่ 1)
บทความนี้เป็นการปริทัศน์หนังสือชื่อ “พลังแห่งภาษา” ซึ่งมีชื่อรองว่า “เจาะลึกภาษาศาสตร์จิตวิทยา และอิทธิพลหลากภาษา ต่อสมอง ตัวตน และสังคมมนุษย์” เขียนโดย Viorica Marian แปลโดย สุนันทา วรรณสินธ์ เบล คำว่า “ภาษาศาสตร์จิตวิทยา” เป็นคำสำคัญที่น่าสนใจ ซึ่งแปลมาจากคำว่า “psycholinguistics” เมื่อถาม AI ได้ความว่า สาขาวิชานี้ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่าง “ภาษา” กับ “กระบวนการทางจิตใจและสมองของมนุษย์” โดยมุ่งเน้นทำความเข้าใจว่ามนุษย์เราเรียนรู้ เข้าใจ จดจำ และผลิตภาษาออกมาได้อย่างไร โดยมีขอบข่ายหลัก 3 ขอบข่ายคือ 1. การเข้าใจภาษา: สมองถอดรหัสและแปลความหมายของคำ ประโยค หรือเสียงที่ได้ยินหรืออ่านอย่างไร รวมถึงการตีความบริบทต่าง ๆ 2. การผลิตภาษา: กระบวนการที่มนุษย์แปลงความคิดในสมองให้ออกมาเป็นคำพูดหรือตัวหนังสือ 3. การเรียนรู้ภาษา: เด็ก ๆ เรียนรู้ภาษาแม่ของตนเองได้อย่างไร และสมองมีกระบวนการเรียนรู้ภาษาที่สองหรือสามต่างจากการเรียนภาษาแรกอย่างไร
ผมเข้าใจง่าย ๆ ว่าวิโอริกา ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ มุ่งที่จะตอบคำถามว่า การเรียนรู้หลายภาษานั้นสำคัญอย่างไรต่อปัจเจกและต่อสังคม เธอเติบโตมาโดยมีภาษาโรมาเนียเป็นภาษาแม่ ภาษารัสเซียเป็นภาษาที่สอง และภาษาที่สามของเธอคือภาษาอังกฤษอันเป็นภาษาวิชาการที่เธอเล่าเรียนในระดับอุดมศึกษาและนำมาใช้เป็นสื่อในการเขียนหนังสือเล่มนี้ด้วย นอกจากนี้ เธอยังรู้ภาษาอื่นอีกสิบกว่าภาษา รวมทั้งภาษาไทยและภาษามืออเมริกัน หนังสือเล่มนี้เป็นเสมือนบทสังเคราะห์งานวิจัยและความคิด ผ่านแว่นพหุภาษาของทั้งผู้เขียนและคนอื่น ๆ
เธอเล่าเรื่องเรื่องหนึ่งเป็นตัวอย่างว่า การตีความภาษาหนึ่งไปยังอีกภาษาหนึ่งที่ผิดพลาด อาจมีผลเป็นโศกนาฏกรรมที่ตามมา ตัวอย่างนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1945 หลังการยอมจำนนของเยอรมนี ฝ่ายสัมพันธมิตรเรียกร้องให้ญี่ปุ่นยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข นายกรัฐมนตรีซูซูกิตอบแบบนักการเมืองว่า “mokusatsu” ซึ่งมีความหมายว่า “ไม่ขอออกความเห็น” แต่สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ แปลความไปอีกแบบหนึ่ง และระบุในเอกสารของสำนักงานว่า “ในสายตาของรัฐบาลญี่ปุ่น คำขาดของเรานี้ ‘ไม่คู่ควรที่จะตอบ’ ผู้มีอำนาจในสหรัฐฯโกรธเกรี้ยวต่อน้ำเสียงของซูซูกิ และภายในสิบวัน ก็ตัดสินใจใช้ระเบิดปรมาณู”
อีกตัวอย่างหนึ่งเป็นเรื่องขำขัน ประธานาธิบดีคาร์เตอร์เริ่มต้นคำปราศรัยแก่นักศึกษาชาวญี่ปุ่นด้วยการพูดมุกตลก แล้วล่ามก็แปลมุกตลกของเขาเป็นภาษาญี่ปุ่นทันควัน ทุกคนในหอประชุมหัวเราะครืน ต่อมาคาร์เตอร์ถามล่ามว่าทำไมมุกตลกของเขาจึงเรียกเสียงหัวเราะได้เพียงนั้น หลังจากหว่านล้อมอยู่พักหนึ่ง ล่ามก็สารภาพว่า เขาไม่แน่ใจว่าจะแปลมุกตลกเป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างไร จึงพูดว่า “ประธานาธิบดีคาร์เตอร์เล่นมุกตลก ทุกคนต้องหัวเราะ”
ในหนังสือเล่มนี้ วิโอริกาเสนอข้อค้นพบจากห้องปฏิบัติการทั่วโลก เกี่ยวกับการเรียนรู้หลายภาษาว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนรู้หลายประการดังนี้
1.
ในกลุ่มผู้สูงวัย การรู้หลายภาษาชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมประเภทอื่น ๆ ได้ 4-6 ปี ตลอดจนเพิ่มทุนสำรองการรู้คิด (cognitive reserve) หรือความยืดหยุ่นของสมองในการสร้างเครือข่ายเส้นทางประสาทใหม่ ๆ เมื่อมีรอยโรคเกิดขึ้น
2.ในเด็ก การเรียนภาษาที่สองนำมาซึ่งความเข้าใจแต่เนิ่น ๆ ว่า ความเชื่อมโยงระหว่างวัตถุกับชื่อเรียกนั้น ไม่มีกฎเกณฑ์ใด ๆ เช่น อาจเรียก นม ว่า milk, leche, กษีระ/เกษียร หรือจะใช้คำที่สมมุติขึ้นใหม่ก็ได้ ความเข้าใจว่าความเป็นจริงกับระบบสัญลักษณ์ที่ใช้อ้างถึงความเป็นจริงนั้น ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน จะเป็นฐานให้แก่การใช้อภิปัญญา (metacognition) และการให้เหตุผลที่ก้าวหน้าขึ้นต่อไป
3.ในทุกช่วงวัย การพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาจะช่วยเพิ่มทักษะในการบริหารจัดการตนเองขั้นสูง และทำให้จดจ่อต่อสิ่งสำคัญ และมองข้ามสิ่งที่อยู่นอกประเด็นได้ง่ายขึ้น
4.การรู้หลายภาษาทำให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งต่าง ๆ ในลักษณะที่ผู้อื่นมองไม่เห็น ส่งผลให้ได้คะแนนความสร้างสรรค์และความคิดแบบอเนกนัย (divergent thinking) สูงขึ้น
5.การใช้ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่ส่งเสริมให้ตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผลยิ่งขึ้น (ลดการตัดสินใจโดยใช้อารมณ์) และเป็นประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้างขึ้น
วิโอริกาเห็นข้อดีของการเรียนรู้หลายภาษา และคัดค้านแนวคิดเดิม ๆ ที่เสนอให้เรียนรู้ภาษาแม่ที่เป็นภาษาทางการ ให้แข็งแรงก่อน เพื่อให้ซาบซึ้งกลมกลืนกับวัฒนธรรมทางการก่อนที่จะเริ่มเรียนภาษาที่สอง ตอนที่วิโอริกาไปพบกุมารแพทย์ พยาบาลคนหนึ่งได้ยินเธอพูดสำเนียงต่างชาติ และบอกให้เธอพูดกับลูกด้วยภาษาอังกฤษเท่านั้น เพราะการพูดภาษาอื่นจะทำให้ลูกสาวของเธอ “สับสน” และเป็นผลเสียต่อลูกเองในระยะยาว แต่เธอสรุปว่า พยาบาลคนนั้นคิดผิด
การศึกษาวิจัยบ่งบอกว่าควรให้เด็กเรียนรู้ภาษาที่สองและที่สามได้เร็วเท่าไรยิ่งดี ดีต่อการพัฒนาการรู้คิดและดีต่อการเปิดกว้างในความสัมพันธ์และการมีมุมมองแบบสัมพัทธ์มากขึ้น อย่างไรก็ดี เธอมีลูกสาวสองคน และให้พวกเธอเลือกเรียนรู้ภาษาอื่น ๆ โดยสมัครใจ ไม่เคี่ยวเข็ญ กระนั้น แม้พวกเธอจะไม่เก่งกว่าผู้เป็นแม่ในด้านพูดได้หลายภาษา แต่พวกเธอก็เก่งกว่าแล้วในบางแง่ เช่น ทักษะในการเล่นสกี หรือในการใช้มัลติและโซเชียลมีเดีย เป็นต้น หมายความว่า การเรียนรู้หลายภาษาดีกว่าแน่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต
มีเครื่องมืออันหนึ่งที่ใช้ในงานวิจัยทางภาษาศาสตร์ นั่นคือกล้องตัวเล็ก ๆ ติดบนที่คาดผมหรือแว่นตา เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของสายตาของคู่สนทนาได้ภายในเศษเสี้ยวของวินาที การเคลื่อนไหวของสายตานั้น บางครั้งก็สั่งได้ บางครั้งก็เป็นไปโดยไม่รู้ตัว งานวิจัยที่ติดตามการเคลื่อนไหวของสายตา เผยให้เห็นว่า สิ่งที่เรารู้ (เช่นภาษาที่พูด) เปลี่ยนแปลงกระบวนการคิด (ดูจากการเคลื่อนไหวของสายตา) อย่างไร ในทางกลับกัน การเคลื่อนไหวของสายตา สืบย้อนกลับไปได้ว่า คนคนนั้น (เช่น สายลับ) รู้หรือปิดบังข้อมูลอะไรบ้าง
ผู้คนในแวดวงวิทยาศาสตร์ เคยเชื่ออยู่นานว่า สมองทวิภาษาทำงานด้วยการสับเปลี่ยนภาษา ปิดสวิตช์ภาษาที่ไม่ใช้ แล้วเปิดสวิตช์อีกภาษาหนึ่ง แต่แล้วก็พบว่า สมองไม่ได้เปิด – ปิดสวิตช์ภาษาเช่นนั้น สมองมีระบบประมวลคู่ขนานอันล้ำเลิศ คือเปิดสวิตช์ภาษาทุกภาษาพร้อม ๆ กัน เมื่อเราได้ยินคำคำหนึ่ง คำนั้นไม่เพียงแต่กระตุ้นคำที่มีเสียงหรือความหมายที่คล้ายกันในภาษานั้น แต่จะกระตุ้นให้นึกถึงคำที่มีเสียงหรือความหมายที่คล้ายกันในภาษาอื่นที่รู้จักด้วย ทั้งนี้สังเกตได้จากสายตาที่เหลือบมองวัตถุหรือภาพวัตถุ ที่ซึ่งคำเรียกที่มีเสียงหรือตัวสะกดคล้ายกันในหลาย ๆ ภาษาที่เรารู้ด้วย กล่าวได้ว่าสมองทำการประมวลผลภาษาหลายภาษาแบบคู่ขนานกัน
ตัวอย่างของการทดสอบมีดังนี้ นักวิจัยแสดงชุดทดสอบที่มีรูปวาดของวัตถุหลายรูป แล้วติดตามสายตาของผู้เข้ารับการทดสอบ ตัวอย่างเช่น ชุดทดสอบแรกมีวัตถุแย่งความสนใจในภาษาเดียว [เช่น มีภาพเทียนไข (candle), ลูกอม (candy), ตะปูควง, และสวิง] เมื่อเอ่ยคำว่า candle สายตาของผู้เข้ารับการทดสอบจะเหลือบมองภาพลูกอม (candy) ด้วย ในชุดทดสอบที่สอง มีวัตถุแย่งความสนใจในอีกภาษาหนึ่ง [เช่น มีภาพเทียนไข (candle), กุญแจ (candado ในภาษาสเปน), ตะปูควง, และสวิง] เมื่อเอ่ยคำว่า candle สายตาของผู้เข้าทดสอบจะเหลือบมองภาพกุญแจ (candado) ด้วย ชุดทดสอบที่สามเป็นชุดควบคุม คือ ไม่มีวัตถุแย่งความสนใจ [เช่น มีภาพปีกนกแทนภาพลูกอม หรือ ภาพกุญแจ] และอาจมีชุดทดสอบเสริมที่ใช้กลบเกลื่อน คือ มีภาพใหม่ 4 ภาพที่ไม่มีปฏิสัมพันธ์กัน เพื่อพลางไม่ให้รู้ว่ากำลังทดสอบติดตามสายตา
คำคำหนึ่งอาจมีคำแย่งความสนใจที่ผุดขึ้นมาได้หลายคำ ทั้งในภาษาหลักและภาษารอง วิโอริกายกตัวอย่างคำว่า pot คำคำนี้ในภาษาอังกฤษอาจหมายถึงภาชนะหุงต้ม, เดิมพันในโป๊กเกอร์ตาหนึ่ง, กัญชา, กระถางดอกไม้ ทุกความหมายจะถูกกระตุ้นระดับหนึ่งในจิตใต้สำนึก จะมากเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์สด ๆ ร้อน ๆ ของเจ้าตัว (เช่น เพิ่งทำกับข้าว หรือเล่นโป๊กเกอร์บ่อย ๆ) เมื่อผู้รู้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษารัสเซียอ่านคำว่า pot ในภาษาอังกฤษ เขา/เธอจะนึกถึงคำว่า rot (เน่าเสีย) ในภาษาอังกฤษด้วย เพราะอักษร p ออกเสียงเหมือน r ในภาษารัสเซีย และเชื่อมโยงกับเสียง rot ในภาษารัสเซีย ซึ่งหมายถึง ปาก รวมถึงคำอื่นที่เกี่ยวกับ ปาก จะถูกกระตุ้นไปตาม ๆ กัน (เช่น จมูก ฟัน จูบ ฯลฯ) ส่วนคำว่า pot (ที่เป็นเสียง p ไม่ใช่เสียง r) หมายถึง เหงื่อ ในภาษารัสเซีย ทุกคำที่เกี่ยวกับ เหงื่อ (เช่น ร้อน การออกกำลังกาย ฯลฯ) จะถูกกระตุ้นด้วย ส่วนการกระตุ้นจะมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยมากมาย เช่น โครงสร้างและรูปลักษณ์ของแต่ละภาษา อายุขณะที่รับภาษานั้น ๆ ความเชี่ยวชาญในแต่ละภาษา ฯลฯ
การรู้หลายภาษาไม่เพียงแต่ส่งผลต่อระบบประมวลภาษาเท่านั้น ยังส่งผลต่อระบบอื่น ๆ ด้วย การประมวลผลของสมองแบบคู่ขนานที่เกี่ยวเนื่องกับภาษา จะสะท้อนถึงการรับรู้ ความสนใจ ความทรงจำ และกิจกรรมอื่น ๆ ที่อาศัยการรู้คิด ทั้งหมดนี้มิได้ทำงานแยกจากกัน และจิตใจของเราก็ไม่ได้แยกส่วนกัน กล่าวคือประสบการณ์เฉพาะด้านภาษา จะแปรเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยรวมของการรู้คิด และถ้าโครงสร้างการรู้คิดที่เกี่ยวกับภาษาและการรับรู้อื่น ๆ มีการเชื่อมโยงที่แน่นแฟ้น ก็จะช่วยให้เรารับรู้ความเป็นจริงได้ “ใกล้เคียง” ขึ้นดัวย
โคทม อารียา

