เมื่อศาลทหารจีนได้มีคำพิพากษาประหารชีวิต เว่ย เฟิ่งเหอ และ หลี่ ซ่างฝู อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยให้รอการลงโทษ 2 ปี ในข้อหาทุจริตฉ้อโกงรับเงินสินบน เป็นข่าวสะเทือนไปทั่วโลก เพราะถือเป็นมาตรการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่สุดในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนในรอบหลายทศวรรษ
ท่ามกลางภาวะแห่งการกวาดล้างปัญหาฉ้อโกงของกองทัพจีนโหมกระหน่ำในปักกิ่ง สัญญาณทางการเมืองและคำเตือนเชิงโครงสร้างที่ส่งออกมานั้น มิได้จำกัดอยู่ในประเทศจีนเท่านั้น หากเสมือน “กระจกเงาทางประวัติศาสตร์” ที่ทรงพลังต่อบางประเทศที่กำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผู้มีอำนาจส่วนหนึ่งมักใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้าง หรือสร้างสาธารณูปโภค
เว่ย เฟิ่งเหอ และ หลี่ ซ่างฝู ต่างเคยเป็น “ขุนพลคนสำคัญ” ของยุคสมัยใหม่จีนที่ได้รับความไว้วางใจอย่างสูงและได้รับการผลักดันโดยตรงจากผู้นำระดับสูงของพรรคและรัฐบาล โดยคนแรกเป็นรัฐมนตรีกลาโหมปี 2018-2023 ส่วนคนหลังอยู่ในตำแหน่งปี 2023 เพียง 5 เดือนก็หายตัวไปจากสาธารณะระยะหนึ่ง
โทษความผิดของ เว่ย เฟิ่งเหอ คือรับสินบน ส่วน หลี่ ซ่างฝู มีความผิดฐานรับสินบนและให้สินบนรวมอยู่ด้วย กรณีน่าเชื่อว่ากรรมาธิการทหารระดับสูงบางคนได้ก่อตัวเป็นเครือข่ายทุจริตในลักษณะ “ซื้อขายอำนาจและตำแหน่ง” การที่ หลี่ ซ่างฝู ถูกกล่าวหาว่า เคยให้สินบนเพื่อ “ซื้อตำแหน่ง” กับบุคคลระดับสูงในกรรมาธิการ และว่ากันว่า “ผู้ขาย” คือ เว่ย เฟิ่งเหอ อดีตผู้บังคับบัญชานั้น โอกาสจึงเป็นไปได้สูง ในที่สุดก็กลายเป็นจุดจบของชีวิตราชการของทั้ง “ผู้ซื้อ” และ “ผู้ขาย” ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
นอกจากนี้ ตั้งแต่การจัดซื้ออาวุธยุทธศาสตร์ของกองกำลังจรวด ไปจนถึงกระบวนการประมูลภายในกรมพัฒนาอุปกรณ์ของอดีตสองรัฐมนตรีกลาโหมได้เปลี่ยน “ยุทโธปกรณ์สำคัญของชาติ” กลายเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนและปูทางสู่ความก้าวหน้าทางอำนาจของตน อำนาจสัมบูรณ์ ฉ้อฉลสัมบูรณ์
พฤติกรรมลักษณะ “ทรยศต่อความจงรักภักดี” และ “บ่อนทำลายระบบนิเวศทางการเมืองของกองทัพอย่างร้ายแรง” ไม่เพียงบั่นทอนขีดความสามารถในการรบของกองทัพ และยังเป็นการแตะ “เส้นแดง” สำคัญในสายตาของผู้นำสูงสุด ดังนั้น การลงโทษขั้นรุนแรงของศาลจึงเป็นการชอบแล้ว
เมื่อหันมามองบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะพบว่าระบบการเมืองก็อยู่ในวังวนฉ้อฉลเช่นกัน คดีประวัติศาสตร์ของอดีตรัฐมนตรีกลาโหมจีนสองคน จึงเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนครั้งสำคัญ ภายใต้โครงสร้างการเมือง ผลประโยชน์ระหว่างอำนาจทางการเมืองกับความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจกลายเป็นความลับที่รับรู้กันโดยทั่ว ตั้งแต่กลุ่มอนุรักษนิยมเดิม กลุ่มอำนาจอื่น จนถึงนักการเมืองสายธุรกิจรุ่นใหม่ การเมืองของประเทศมักผูกพันกับกระบวนการถ่ายโอนผลประโยชน์มหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเสียงในการเลือกตั้ง ซื้อขายตำแหน่งทางราชการ การรับผลประโยชน์หรือคอมมิชชั่นจากโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ หรือการจัดซื้ออาวุธที่ขาดความโปร่งใส ปัญหาทุจริตได้กลายเป็น “ส่วนหนึ่งของระบบ” ที่เซาะกร่อนโครงสร้างของรัฐ
การลงโทษอย่างหนักของศาลทหารจีนต่อ เว่ย เฟิ่งเหอ และ หลี่ ซ่างฝู ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเด็ดขาดในแนวคิด “ทุกคนเสมอภาคภายใต้กฎหมายและวินัย” ไม่มีข้อยกเว้น
ส่วนอำนาจเบ็ดเสร็จที่ขาดกลไกตรวจสอบ ย่อมต้องนำไปสู่การฉ้อราษฎร์บังหลวง หากนักการเมืองและอำนาจอื่นยังคงมองประเทศเป็นพื้นที่แสวงหาผลประโยชน์ ต้องไม่ลืมว่าพฤติกรรมเช่นว่า ไม่เพียงบั่นทอนงบประมาณของรัฐ อีกทั้งเป็นการทำลายชื่อเสียงและเกียรติยศ กรณีของสองรัฐมนตรีกลาโหมของจีนคืออุทาหรณ์ จากผู้กุมอำนาจทางทหารระดับสูง เพียงชั่วข้ามคืนกลายเป็น “นักโทษประหารชีวิตรอลงอาญา” ถือเป็นการเตือนสติต่อบรรดานักการเมืองที่หลงคิดว่า “ตนคือผู้มีอำนาจคุ้มกัน” อยู่เบื้องหลังแต่ไม่ว่าอำนาจจะยิ่งใหญ่เพียงใด ก็มิอาจอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าเครือข่ายอุปถัมภ์จะมั่นคงเพียงใด ก็มิอาจหลีกเลี่ยงการพิพากษาของประวัติศาสตร์ได้เมื่อความจริงถูกเปิดเผยออกมาในที่สุด หากประเทศเพื่อนบ้านต้องการหลุดพ้นจากทางตันแห่งความปั่นป่วน ทั้งนักการเมืองและกลุ่มอำนาจอื่นจำต้องถือกรณีนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญ
จุดจบของสองอดีตรัฐมนตรีกลาโหม เปรียบเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนอย่างชัดเจน เพราะบอกกับสังคมว่า ผู้ที่ไม่ยำเกรงต่อกฎหมายและกล้าทดลองอำนาจด้วยความโลภ สุดท้ายย่อมต้องชดใช้ด้วยราคาที่เจ็บปวดที่สุด หวังว่าเสียงค้อนบนบัลลังก์ศาลแห่งการบังคับใช้กฎหมายที่ส่งมาจากปักกิ่งครั้งนี้ จะทำให้นักการเมืองของประเทศเพื่อนบ้านตื่นจากภาพลวงตาของอำนาจและเงินตรา เพราะท้ายสุดแล้ว มีเพียงความสุจริตและความโปร่งใสของสถาบันเท่านั้น ที่จะเป็นรากฐานแท้จริงของความมั่นคงและอนาคตของประเทศชาติ

