ทนไม่ไหวแล้วโว้ย
ภาคเอกชนในนาม คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ออกมาเปิดเผยผลสำรวจการคอร์รัปชั่นหน่วยงานราชการ
แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงหนักหนาสาหัสสากรรจ์ของปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นลุกลามไปทั่วทั้งสังคมไทย จนกระทั่งภาคเอกชนต้องผนึกกำลังกันออกมาเปิดเผยข้อมูล ทั้งที่รู้ดีว่ามีความเสี่ยงจะถูกหน่วยงานหรือบุคคลฟ้องร้องดำเนินคดีได้
แต่ภาคเอกชนก็พร้อมรับผลที่จะตามมา ทั้งหน่วยงานราชการออกมาก่นด่า ทั้งรัฐมนตรีออกมาปกป้อง หรือแม้กระทั่งตัวนายอนุทิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาให้สัมภาษณ์นักข่าวว่าหากใครออกมาเปิดโปงข้อมูล ก็ต้องพร้อมจะถูกฟ้อง หากไม่มีหลักฐานมายืนยัน
แทนที่หน่วยงานราชการต่างๆ ที่มีชื่อทุจริตคอร์รัปชั่นจากผลการสำรวจของกกร. จะออกมรับฟังและนำข้อมูลไปพิจารณาว่ามีรูรั่วช่องโหว่ช่องว่างจุดไหน ถึงมีข้อมูลว่าเกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นในหน่วยงาน และนำไปสู่การแก้ไข
แต่กลายเป็นว่าบางหน่วยงานออกมาตีโพยตีพายร้อนเนื้อร้อนตัว ก่นด่าขู่จะดำเนินคดีกกร.
ทั้งๆที่ลองไปถามชาวบ้านร้านรวงดูก็ได้ว่า เชื่อหรือไม่หน่วยงานรัฐมีการทุจริตคอร์รัปชั่น
เชื่อว่าคนจำนวนมากเชื่อว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่น และรุนแรงหนักหนาในสังคมไทย จนจะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
ประเทศไทยถูกจัดอันดับเรื่องคอร์รัปชั่นแย่ลงทุกปี ล่าสุดถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 116 ของโลก จากทั้งหมด 182 ประเทศทั่วโลก
ด้วยคะแนน 33 จาก 100 คะแนนเต็ม ตามดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index หรือ CPI) ประจำปีล่าสุด จัดทำโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International)
และไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศมีปัญหาการทุจริตค่อนข้างสูงระดับภูมิภาคอาเซียน อยู่ในอันดับที่ 8 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ลาว และบรูไน
มีคำถามว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และผู้หลักผู้ใหญ่บ้านนี้เมืองนี้ปล่อยให้เกิดปัญหาลุกลามมาจนถึงขั้นนี้ได้อย่างไร
จะโทษว่าเกิดเพราะมีการรัฐประหารยึดอำนาจบ่อย ทำให้ประเทศไทยไปไม่ถึงไหน หรือว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยมีปัญหา หรือว่าเกิดจากระบบอุปถัมภ์ ก็สุดจะคาดเดา
แต่สิ่งสำคัญปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นกำลังลากให้ประเทศไทยตกต่ำลงไปเรื่อยๆ กลายเป็นปัญหาพื้นฐานฝังรากลึกลงไปทุกที จนกระทั่งภาคเอกชนเหลืออด จนต้องออกมาเปิดเผยข้อมูลการทุจริตในเชิงลึก
นับว่าเป็นเรื่องดีที่เอกชนออกหน้าถือธงนำการปราบปรามคอร์รัปชั่น และอยากให้สังคมไทยทุกภาคส่วนออกมาช่วยกันขจัดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นให้ลดลงไปให้มากที่สุด เพราะหากจะให้หมดไปคงเป็นไปได้ยาก
ดังนั้นหากทุกภาคส่วนของสังคมออกมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ ใครทำอะไรได้ก็ทำ เช่น ออกมาแฉข้อมูล เอาหลักฐานมาโชว์ การทุจริตของหน่วยงานรัฐ
ใครถนัดแบบไหนก็จัดการได้ทันที เช่น ใครถนัดสายมู ก็ใช้วิธีสาปแช่งเผาพริกเผาเกลือให้คนที่กระทำการทุจริตคอร์รัปชั่นต่อบ้านเมืองมีอันเป็นไปกันไปเลย
หรืออย่างกรณี ผู้แทนจาก 3 องค์กร นำโดย มานะ นิมิตรมงคล ประธานมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) วิชา มหาคุณ ประธานมูลนิธิต่อต้านการทุจริต และ พล.อ.อ.วีรวิทย์ คงศักดิ์ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ผนึกกำลังทำงานร่วมกับกกร. ขับเคลื่อนงานต้านทุจริตภายใต้แนวคิด “ทนไม่ไหวแล้วโว้ย” ก็เป็นอีกแนวร่วมเพื่อช่วยกันต่อต้านการทุจริต
ดังนั้นหากทุกคนอยากให้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นทุเลาเบาบางลง คนไทยต้องช่วยกันคนละไม้ละมือ
เพราะลำพังจะหวังพึ่งนักการเมือง พรรคการเมือง หรือหน่วยงานรัฐ หรือแม้แต่กระบวนการยุติธรรม ทำท่าทางขึงขังดูเหมือนจะเอาจริงเอาจัง ตั้งคณะกรรมการชุดนั้นชุดนี้
แต่สุดท้ายจะทำอะไรได้มากแค่ไหน หรือจะกลายเป็นไฟไหม้ฟางในที่สุด
#สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา#

