การออกจากลั่วหยางของโจโฉเป็นการหนีอย่างแน่นอน แต่กระบวนการหนีนั้นดำรงอยู่อย่างไรมากกว่า
สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เริ่มจากความคิดของโจโฉ
“กูคิดมาว่าจะทำร้ายตั๋งโต๊ะก็ไม่สมคิด ซึ่งจะอยู่ในเมืองหลวงต่อไปเกลือกว่าตั๋งโต๊ะรู้ระคายจะฆ่ากูเสียอย่าเลย กูจะขี่ม้าแล้วจะหนีไปหาบิดาจึงจะได้คิดการต่อไป”
แล้วโจโฉจึงว่าแก่ตั๋งโต๊ะว่า
“ซึ่งท่านให้ม้าใช้ข้าพเจ้าดังนี้พระคุณหาที่สุดไม่ แต่ข้าพเจ้าจะขอขี่ลองดูฝีเท้าม้าก่อน”
ตั๋งโต๊ะจึงว่า “เครื่องก็ผูกพร้อมอยู่จะขี่ลองดูก็ตามเถิด”
โจโฉมีความยินดีนักจึงขึ้นขี่ม้าแล้วควบไปครั้นถึงประตูเมืองฝ่ายทิศตะวันออกจึงบอกแก่นายประตูว่า “มหาอุปราชใช้เราไปเป็นการเร็ว”
โจโฉก็ควบม้าออกไปนอกเมืองหลวง
สํานวน วรรณไว พัธโนทัย ดำเนินไปเหมือนจะสนองรับต่อ “ความคิด” ของโจโฉเพราะได้ตัดฉากมาที่ลิโป้จึงพูดกับตั๋งโต๊ะว่า “เมื่อกี้นี้โจโฉทำท่าเหมือนจะแทงท่านแต่พอท่านรู้ตัวก็แสร้งทำเป็นมอบมีดแก่ท่าน”
ตั๋งโต๊ะว่า “ข้าก็สงสัยเช่นนั้นเหมือนกัน”
ขณะที่กำลังยืนคุยกันอยู่นั้นพอดีลิยูเดินเข้ามา ตั๋งโต๊ะจึงเล่าเนื้อความให้ฟัง ลิยูแนะว่า
“โจโฉไม่มีลูกเมียอยู่ในเมืองแม้แต่คนเดียว เราควรลองส่งคนไปเรียกตัวมาหาถ้ามันไม่มีใจคิดร้ายก็ต้องมา ถ้ามาก็แสดงว่ามันมอบมีดแก่ท่านด้วยใจจริง หากไม่ยอมมาก็แสดงว่ามันเจตนาร้ายต่อท่าน อย่างนี้ต้องจับมันทันที”
ตั๋งโต๊ะเห็นชอบด้วย จึงให้ทหารรักษาการณ์ 4 คนไปเรียกโจโฉมาพบ ทหารรักษาการณ์ไปนานกลับมารายงานว่า
“โจโฉไม่ได้กลับที่พัก ขี่ม้าออกไปทางประตูด้านตะวันออก ยามประตูถามโจโฉก็ว่า ท่านสมุหนายกใช้ให้ไปราชการด่วน แล้วขี่ม้าลับไป”
สำนวนแพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ระบุว่า
หลี่ว์ปู้พูดกับต่งจั๋วว่า “ลักษณะของเฉาเชาดูเหมือนจะฆ่าท่าน แต่ความแตกจึงทำเป็นทีว่านำเอากระบี่มามอบให้”
ต่งจั๋วว่า “ข้าก็สงสัยอยู่”
พอดีหลี่หรูว่ามาถึงต่งจั๋วจึงคุยเรื่องนี้กับหลี่หรู
หลี่หรูว่า “เฉาเชาไม่มีลูกเมียอยู่ในเมือง อยู่คนเดียวลองส่งคนไปเรียกตัวมา ถ้าไม่มีอะไรมันก็คงมา ถ้ามันมาแสดงว่ามันคงเอากระบี่มาให้ท่านด้วยใจจริง ถ้ามันไม่ยอมมาแสดงว่ามันจะมาฆ่าท่าน เราก็จับมันไว้แล้วสอบถามมันดู”
ต่งจั๋วส่ง 4 คนไปเรียกเฉาเชา หายไปนานกลับมารายงานว่า
“มันไม่ได้กลับที่พัก ขี่ม้าออกประตูเมืองด้านตะวันออกไปแล้วคงหาทางหลบหนี มันมาลอบฆ่าท่านไม่มีข้อสงสัยแล้ว”
ต่งจั๋วโกรธจัด “ข้าให้ตำแหน่งสำคัญมัน มันจะกลับมาทำร้ายข้า”
หลี่หรูว่า “มันต้องมีผู้สมรู้ร่วมคิดแน่ รอให้จับมันได้ก่อนก็จะรู้ความจริงเอง”
สมควรย้อนไปอ่านสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ก็จะกระจ่าง ฝ่ายลิโป้จึงว่าแก่ตั๋งโต๊ะว่า “ซึ่งโจโฉเอากระบี่มานั้นเห็นจะทำร้ายแก่ท่าน หากบุญท่านมีมากจึงรู้ตัวโจโฉจึงแก้ตัวว่าแกล้งเอากระบี่มาให้ท่าน”
ตั๋งโต๊ะจึงว่า “ซึ่งว่านี้เราก็เห็นแคลงอยู่ด้วย”
พอลิยูเข้ามา ตั๋งโต๊ะก็เล่าเนื้อความให้ลิยูฟัง ลิยูจึงว่า “ข้าพเจ้าก็แคลงอยู่ ขอให้คนไปดูที่บ้านโจโฉอาศัยอยู่นั้น ถ้าพบตัวก็จะเห็นความจริงด้วย แม้ไม่พบก็เห็นว่าโจโฉคิดร้ายต่อท่านแล้วหนีไป”
ตั๋งโต๊ะเห็นชอบด้วยจึงให้คนไปดู ณ บ้านที่โจโฉอยู่คนใช้กลับมาบอกตั๋งโต๊ะว่า
“ข้าพเจ้าไม่พบโจโฉแต่ไปสืบได้ความว่า โจโฉควบม้าออกไปทางประตูตะวันออกบอกนายประตูว่ามหาอุปราชใช้ไปเป็นการเร็ว”
ลิยูจึงว่า “โจโฉคิดร้ายต่อท่านเป็นมั่นคงครั้นไม่สมคิดแล้วก็หนีไป”
ตั๋งโต๊ะได้ยินดังนั้นก็โกรธจึงว่า “โจโฉนี้เราเลี้ยงเป็นคนสนิทไว้เนื้อเชื่อใจควรหรือกลับมาทำร้ายแก่เรา มันเป็นคนหามีกตัญญูไม่”
ลิยูจึงว่า “โจโฉคิดทำการทั้งนี้ใช่แต่คิดแต่ผู้เดียวนั้นหามิได้ เห็นจะมีพวกเพื่อน คบคิดกันเป็นหลายคนจึงทำการใหญ่ถึงเพียงนี้ จำจะคิดจับโจโฉมาให้ได้แล้วจะสืบเอาพวกเพื่อนซึ่งร่วมคิดกันฆ่าเสียจึงจะสิ้นเสี้ยนหนาม”
ตั๋งโต๊ะเห็นด้วยจึงให้เขียนรูปโจโฉแล้วแต่งหนังสือไปทุกหัวเมืองว่า
“ผู้ใดเห็นรูปดังนี้ให้จับตัวส่งเข้ามาเราจะปูนบำเหน็จแล้วจะให้เลื่อนที่เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ถ้าผู้ใดสมรู้ร่วมคิดคบเอาโจโฉซุ่มซ่อนไว้จะให้ลงโทษทั้งบุตรภรรยาถึงสิ้นชีวิต”
สอดรับกับสำนวน วรรณไว พัธโนทัย ลิยูได้ฟังจึงว่า “อ้ายโจรโจโฉคิดคดทรยศเป็นแน่ เลยต้องหลบหนีไป”
ตั๋งโต๊ะโกรธนักด่าว่า “ข้าไว้เนื้อเชื่อใจมันถึงปานฉะนี้มันยังคิดทำร้ายข้าได้”
ลิยูจึงว่า “เรื่องอย่างนี้ต้องมีผู้สมรู้ร่วมคิดหลายคนเป็นแน่ เราต้องจับโจโฉให้ได้ก่อนจึงจะได้ตัวการ”
ทันใด ตั๋งโต๊ะสั่งให้ออกหมายจับโจโฉและให้เขียนรูปภาพปิดไว้ทั่วทุกมุมเมือง
ในหมายจับแจ้งว่า “ผู้ใดจับโจโฉได้จะให้รางวัลเงินก้อนใหญ่และจะตั้งให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ด้วย หากผู้ใดเป็นใจเอาโจโฉซ่อนไว้จะได้รับโทษสถานเดียวกับโจโฉ”
เส้นทางในทางความคิดของอ้วนเสี้ยวกับโจโฉอาจเหมือนกัน นั่นก็คือ มีจุดเริ่มต้นจากการเข้ามาของตั๋งโต๊ะ
แต่เส้นทางแห่ง “ปฏิกิริยา” แตกต่างกัน
ต้องยอมรับว่าอ้วนเสี้ยวคือคนที่มีบทบาทเป็นอย่างสูงในการเสนอต่อโฮจิ๋นให้เชื้อเชิญ “กองกำลังหัวเมือง” เข้ามาในลกเอี๋ยงหรือลั่วหยาง
เพื่อปราบความกำเริบเสิบสานของ “ขันที”
ข้อเสนอนี้ถูกคัดค้านจากเหล่าขุนนางน้อยใหญ่อย่างถ้วนหน้า ในจำนวนนี้รวมโจโฉไว้ด้วยคนหนึ่ง
ทุกอย่างเป็นไปตามบทสรุปของโจโฉและเพื่อนขุนนาง
ปฏิกิริยาอันมาจากอ้วนเสี้ยวมีความรุนแรงแข็งกร้าวถึงกับคืนอาชญาสิทธิ์อันได้มาจากราชสำนักและถอยกลับไปยังพื้นที่อิทธิพลของตน
ขณะที่โจโฉยอมอยู่ในราชการ
การยอมอยู่ในราชการของโจโฉก็เหมือนกับขุนนางคนอื่นๆ นั่นก็คือ รอคอยโอกาส รอคอยเงื่อนไขที่เหมาะสม
ดังเช่นในกรณีของ “อ้องอุ้น”
โอกาสในที่นี้ ด้านหนึ่ง เฝ้าตามและเพ่งพิศไปยังกระบวนการบริหารในมือของตั๋งโต๊ะว่าเป็นอย่างไร
ด้านหนึ่ง ดูการเคลื่อนไหวของขุนนางด้วยกัน
หากประเมินผ่าน “จดหมายเหตุสามก๊ก” อันเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์เด่นชัดว่าโจโฉประเมินสถานการณ์จากความสัมพันธ์ระหว่างตนกับตั๋งโต๊ะว่าดำรงอยู่อย่างไร
สรุปแล้วไม่น่าจะดีเท่าใดนัก ไม่น่าจะยืนยาว
ขณะเดียวกัน ยุทธนิยายอันมาจากปลายพู่กันของ “หลอกว้านจง” มีสถานะอันเป็น “นิยาย” อย่างเด่นชัด
จึงมีกลวิธีอันสอดแทรกลักษณะแห่ง “นิยาย” เข้าไปด้วย
ความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งอยู่ตรงที่อาจเป็นจินตนาการและความจัดเจนของหลอกว้านจง
แต่ก็เป็นการประมวลมาจากที่ปรากฏอยู่ในสังคม
ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการของเหล่า “นักเล่านิยาย” อันเห็นตามโรงเตี๊ยมทั้งหลายในนิยายกำลังภายใน
และที่นำเสนอผ่าน “งิ้ว” หรือ “อุปรากร” ชาวบ้าน
จึงกลายเป็นสีสันสร้างความเพริศแพร้วพรรณรายให้ด้วยปลายพู่กันอันจัดเจน

