หน้าแรก บทความ ยอดภูเขาน้ำแข...

ยอดภูเขาน้ำแข็ง‘ผีน้อย’และ‘สะใภ้ข้ามชาติ’บาดแผลของสังคมเกษตรกรรมที่โรยรา

28.05.26 | 12:33 น.

 

ทางการเกาหลีใต้ประกาศระงับแรงงานไทยจากสี่จังหวัดภาคอีสานเข้าประเทศ เนื่องจากพบว่าเกินกว่าร้อยละ 20 ของแรงงานจากจังหวัดเหล่านี้หลบหนีนายจ้างไปเป็น “ผีน้อย” ก่อให้เกิดกระแสสังคมทำนอง “สมควรแล้ว” “ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นไปทั้งข้อง” “เห็นใจคนทำถูกกฎหมาย” ไปจนถึงการประกาศตัดหางปล่อยวัดคนทำผิดกฎหมายของผู้นำประเทศ

แต่เบื้องหลังดราม่านี้คือปลายยอดภูเขาน้ำแข็งของสิ่งที่หลายคนคิดไม่ถึง นั่นคือวิกฤตการพึ่งตัวเองไม่ได้และการโรยราของสังคมเกษตรในเอเชียจนต้องอาศัยห่วงโซ่การทดแทนประชากรและแรงงานเกษตรข้ามชาติ

– เบื้องหลังความโรแมนติกในซีรีส์ กับความจริงของ ‘ชีบัง’

ประเทศเกาหลีใต้ที่เราเห็นผ่านซีรีส์เป็นดินแดนที่สวยงาม เศรษฐกิจพัฒนารุดหน้า รุ่มรวยวัฒนธรรมเคป๊อป หนุ่มหล่อสาวสวย และเป็นต้นแบบซอฟต์พาวเวอร์ที่ไทยมุ่งหวังจะเดินตาม แต่น้อยคนจะรู้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดของเกาหลีใต้ผ่านอุตสาหกรรมเข้มข้นและเศรษฐกิจสร้างสรรค์มีคนกลุ่มหนึ่งถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

Advertisement

ห่างไกลจากตึกระฟ้าและแสงสีในเมืองใหญ่ พื้นที่ชนบทและเกษตรกรรมของเกาหลีใต้ (ชีบัง) เป็นเศษเสี้ยวของอดีตที่โรยราเมื่อคนรุ่นใหม่หันหลังให้และมุ่งหน้าเข้าสู่เมือง ใครจะอยากทำงานในไร่นาที่ทั้งงานหนัก ไม่เท่ และรายได้ต่ำ เมื่อชีวิตในเมืองน่าดึงดูดกว่า

แถมชีวิตจริงของบ้านนอกเกาหลียังเคร่งครัดในประเพณีนิยมเรื่องลูกสะใภ้ต้องปรนนิบัติคนทั้งตระกูล ไม่อบอุ่นโรแมนติกเหมือนในซีรีส์ Hometown Cha-Cha-Cha หรือ Queen of Tears ทำให้ผู้หญิงเกาหลีใต้พากันเมินผู้ชายที่จำต้องสืบทอดไร่นาต่อจากพ่อแม่

ผลลัพธ์ก็คือ ผู้ชายในชนบทเกาหลีใต้อายุมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังหาคู่แต่งงานไม่ได้ เกิดเป็นความเสี่ยงด้านประชากร ขาดแคลนแรงงาน ไม่มีคนดูแลพ่อแม่ที่แก่เฒ่า ไม่มีการกำเนิดลูกหลานรุ่นใหม่ จนชุมชนท้องถิ่นค่อยๆ ตายไปอย่างช้าๆ

– นโยบาย ‘ซื้อขายเจ้าสาว’ สู่ห่วงโซ่สะใภ้ข้ามชาติ

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในเอเชียกลายเป็นไม้ตายที่ช่วยต่อลมหายใจให้กับชนบทเกาหลีใต้ ด้วยค่าเงินและเศรษฐกิจที่เข้มแข็งกว่าประเทศส่วนใหญ่ในเอเชีย รัฐบาลท้องถิ่นเกาหลีใต้สนับสนุนการนำเข้า
เจ้าสาวจากต่างชาติมาแต่งงานกับผู้ชายในชนบทอย่างเป็นทางการและโดยเปิดเผย

ผ่านนโยบาย “เงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการแต่งงานข้ามชาติ” (international marriage subsidies) ที่ได้รับการปูทางมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 2000 โดยเทศบาลออกทุน 3-10 ล้านวอนให้ชายโสดในชนบทนำไปจ่ายค่าบริการบริษัทหาคู่เอกชนที่เสนอแพคเกจครบวงจร ตั้งแต่ค่าตั๋วเครื่องบินพาทัวร์เลือกดูตัวผู้หญิงนับสิบคนในเวลาไม่กี่วัน ค่าจัดงานแต่งงานแบบเร่งด่วน ค่าจัดเอกสารทางกฎหมาย คอร์สเร่งรัดอบรมเจ้าสาวให้เป็นภรรยาและลูกสะใภ้เกาหลีที่ดีตามขนบขงจื๊อ

ในเวลาต่อมานโยบายดังกล่าวถูกกดดันจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนและทยอยสั่งยกเลิกไปในปี 2021 เพราะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเข้าข่ายการ “ซื้อขายเจ้าสาว” แต่ร่องรอยของมันตลอดนับสิบปีได้ฝังรากอย่างถาวรในดินแดนที่ถูกลืมของเกาหลีใต้ เจ้าสาวที่ได้รับความนิยมมากสุดมาจากประเทศเวียดนามเพราะความใกล้ชิดกันทางวัฒนธรรมตลอดจนรูปร่างหน้าตาที่ไม่แปลกแยกจากชาวเกาหลีมากนัก

ท่าทีของรัฐบาลเวียดนามต่อปรากฏการณ์เจ้าสาวส่งออกในเบื้องต้นนั้นแข็งกร้าว มีการปราบปรามเอเยนซี่จัดหาคู่เถื่อนเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของผู้หญิงเวียดนาม ซึ่งจริงๆ อาจเป็นการรักษาหน้าของประเทศมากกว่า

แต่ในเมื่อความเป็นจริงปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงในชนบทเวียดนามเลือกเส้นทางนี้เพื่อโอบอุ้มครอบครัวของพวกเธอ เงินส่งกลับจำนวนมหาศาลจากสะใภ้ข้ามชาติประคับประคองชนบทเวียดนามแทนรัฐบาลที่ยังไม่มีศักยภาพเพียงพอในการดูแลความเป็นอยู่ของประชากรตนเอง

ในภายหลังรัฐบาลเวียดนามจึงหันมาทำความร่วมมือกับรัฐบาลเกาหลีใต้ในการควบคุมเอเยนซี่จัดหาคู่ รวมถึงช่วยเตรียมผู้หญิงเวียดนามให้พร้อมส่งออกไปเป็นสะใภ้เกาหลีโดยการจัดอบรมภาษาและวัฒนธรรมเกาหลี และให้ความรู้เรื่องกฎหมายและการขอความช่วยเหลือหากได้รับความไม่เป็นธรรม จากการประท้วงและปราบปรามในตอนต้นพัฒนาไปเป็นข้อตกลงการส่งออก-
นำเข้าประชากรแบบรัฐต่อรัฐไปเสียอย่างนั้น

– วีซ่า E-8 และราคาที่แรงงานต้องจ่าย

ชนบทเกาหลีใต้ที่โรยราจนต้องนำเข้าสะใภ้เวียดนามนี้เอง เป็นพื้นที่ที่รัฐบาลท้องถิ่นทำข้อตกลงนำเข้าแรงงานเกษตรและประมงตามฤดูกาล หรือวีซ่า E-8 กับจังหวัดต่างๆ ในประเทศไทย รวมถึงสี่จังหวัดที่ถูกแบนตามที่เป็นข่าว

สาเหตุที่เกาหลีใต้ต้องนำเข้าแรงงานก็เพราะงานเกษตรตามฤดูกาลในชนบทเกาหลีใต้นั้นเป็นงานโหดหินชนิดที่คนเกาหลีเองไม่ยอมทำ ยอมว่างงานเสียยังจะดีกว่า การทำงานหนักกลางแจ้งเป็นเวลาเกิน 10 ชั่วโมงต่อวัน ภายใต้สภาพอากาศร้อนจัด หนาวจัด หรือท่ามกลางพายุฝน เป็นเวิร์กโหลดที่ประชาชนเกาหลีใต้ส่งต่อให้แรงงานข้ามชาติ

สำหรับแรงงานข้ามชาติ ความโหดหินของงานมาพร้อมกับความเสี่ยงที่ทำให้เสียเปรียบยิ่งขึ้นไปอีก ที่อยู่อาศัยที่หลับที่นอนที่นายจ้างจัดหาให้มักเป็นโรงนาหรือตู้คอนเทนเนอร์ดัดแปลง ไม่มีเครื่องปรับอุณหภูมิหรือสุขอนามัยที่เหมาะสม

ในด้านการเงิน แรงงานมีต้นทุนในการเดินทางแต่มีสิทธิอยู่ทำงานในเกาหลีใต้ได้ในระยะเวลาจำกัด (เพียง 5-8 เดือน ขยายจากเดิมที่อนุญาตให้อยู่ได้ 3-5 เดือน) ยังไม่ทันเก็บเงินได้เป็นกอบกำก็ต้องกลับประเทศ รายได้
ที่ได้รับก็ไม่แน่นอน หากอากาศไม่ดีหรือไม่มีผลผลิตให้เก็บ รายได้ของแรงงานจะถูกหักทอนและลดลงทันที

ทั้งนี้ การนำเข้าแรงงานตามฤดูกาลเป็นการจ้างงานแบบยืดหยุ่นที่นายจ้างได้เปรียบ ลูกจ้างเสียเปรียบ แรงงานถูกนำเข้าตอนที่งานล้น เมื่อผลผลิตสุกพร้อมๆ กันในแต่ละท้องถิ่น ลูกจ้างต้องทำงานอย่างหนักในฤดูการเก็บเกี่ยว พอเก็บเกี่ยวเสร็จ ลูกจ้างตามฤดูกาลก็หมดประโยชน์ หลังจากเคี่ยวเอาแรงงานเนื้อๆ เน้นๆ เขาก็เชิญให้กลับประเทศ ประหยัดเงินนายจ้างในการดูแลระยะยาวและให้สวัสดิการ

– บาดแผลของเกษตรกรไทยในวังวนทุนนิยม

ตัดกลับมาที่จังหวัดภาคอีสาน ผู้คนที่ดิ้นรนไปทำงานต่างประเทศส่วนใหญ่มีพื้นเพมาจากครอบครัวเกษตรกร ชะตากรรมที่ต้องปากกัดตีนถีบในต่างแดนนั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่เพื่อหากินแต่เพื่อหา “ใช้หนี้”

นับตั้งแต่ประเทศไทยพัฒนาเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดในทศวรรษที่ 1980s ถึง 1990s โดยมีภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการนำ คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังคือครอบครัวชุมชนในภาคเกษตรกรรมเหมือนเกาหลีใต้เป๊ะ ต่างกันตรงที่โครงสร้างเศรษฐกิจของเราโตไม่เท่าเขา

ครัวเรือนเกษตรกรไทยมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นแต่รายได้ตามไม่ทัน หนี้ครัวเรือนภาคการเกษตรเป็นปัญหาเรื้อรังในเศรษฐกิจเหลื่อมล้ำลึก ผลักดันผู้คนให้เคลื่อนย้ายข้ามชาติไปเป็นแรงงานในประเทศที่ค่าแรงสูงกว่า เพื่อส่ง
รายได้กลับมาลดและปลดหนี้ในบ้านเกิด

สี่จังหวัดที่ถูกแบนเข้าเกาหลีใต้ด้วยวีซ่า E-8 ในครั้งนี้เป็นพื้นที่ที่มีวัฒนธรรมการย้ายถิ่นข้ามชาติเข้มข้นยาวนานมาหลายสิบปี ตั้งแต่รุ่นบุกเบิกไปทำงานในตะวันออกกลาง เรื่อยมาจนปลายทางขยับเป็นสิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลีใต้ อิสราเอล

และยังมีสะใภ้ต่างชาติ หรือที่เรียกกันในชุมชนว่า “เมียฝรั่ง” ผู้หญิงอีสานที่แต่งงานข้ามชาติเพื่อส่งเงินกลับบ้านมาดูแลครอบครัวให้ได้ลืมตาอ้าปากมีกินมีใช้ แบกภาระของลูกสาวไม่ต่างจากสะใภ้เวียดนามในหมู่บ้านชนบทเกาหลี ในขณะที่รัฐยังเกลี่ยความเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ทั่วถึง

เมื่อหันมาดูพื้นที่การเกษตรไทยในวันนี้ เราจะเห็นภาพสังคมสูงวัยอย่างชัดเจน ความย้อนแย้งก็คือเงินส่งกลับที่ได้รับจากลูกหลานที่ไปทำงานต่างแดนนั้น บางส่วนนำมาจ่ายเป็นค่าจ้างแรงงานเกษตรที่ย้ายถิ่นมาจากประเทศเพื่อนบ้านที่เศรษฐกิจยังด้อยกว่าไทย ขณะเดียวกันแรงงานข้ามชาติในไทยก็ส่งเงินให้พ่อแม่ของพวกเขาที่ถางไร่ในบ้านเกิดเหมือนกัน

แพตเทิร์นที่คล้ายกันและห่วงโซ่วังวนนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นความเชื่อมโยงกันของความเหลื่อมล้ำในเอเชียภายใต้โลกทุนนิยมที่สังคมเกษตร ผู้สร้างความมั่นคงทางอาหาร ตกเป็นผู้แพ้ในสมรภูมินี้

ศิริจิต สุนันต๊ะ
หลักสูตรพหุวัฒนธรรมศึกษา
สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล