ในยุคแห่งการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (open government data) มีความก้าวหน้าในองค์กรรัฐหลายแห่งได้ประมวลข้อมูลขนาดใหญ่เปิดให้ประชาชนสืบค้นได้ทางออนไลน์ กรมสรรพากรเป็นหนึ่งในหน่วยงานชั้นนำได้เปิดเผยข้อมูลด้านการคลังที่เป็นประโยชน์อย่างมาก ตัวอย่างเช่น การจัดเก็บภาษีรายจังหวัดและรายประเภท รายชื่อสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนมากกว่า 1 ล้านรายทั่วประเทศ ซึ่งจะเรียกย่อว่า ร้านค้าแวต กระจายในจังหวัด/อำเภอใด? การกระจายร้านค้าแวตมีคุณค่าทางวิชาการช่วยนำมาวิเคราะห์ “ความหนาแน่นทางเศรษฐกิจ” (density of economic activity) เปรียบเทียบระหว่างพื้นที่ และเป็นประโยชน์เชิงนโยบายการจัดสรรภาษีมูลค่าให้ตรงกับความเป็นจริง
ก่อนอื่นขอแสดงความขอบคุณกรมสรรพากรที่ประมวลข้อมูลการจดทะเบียนร้านค้าแวตทั่วประเทศ ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายส่งเงินเข้ารัฐตามหลักการคือ ภาษีขายหักลบด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือน จำแนกออกเป็น 2 กลุ่ม คือร้านค้าเดี่ยว (single enterprise) หมายถึงไม่มีสาขา และร้านค้าแวตสาขา (branch office) ของบริษัทใหญ่ การนำเงินส่งรัฐสามารถดำเนินการในลักษณะ “การจ่ายแทนกัน” โดยกรมสรรพากรให้ความสะดวกต่อผู้เสียภาษีในการเลือก “แยกจ่าย” หรือ “รวมจ่าย” การจ่ายแทนกันทำให้สถิติภาษีมูลค่าเพิ่มสูงเกินกว่าความเป็นจริงในกรุงเทพมหานคร และต่ำกว่าความเป็นจริงใน 76 จังหวัด

จากตารางที่ 1 ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจ ก) จังหวัดที่มีร้านค้าแวตมาก – อาจจะไม่ใช่จังหวัดขนาดใหญ่เพราะจำนวนประชากรเสมอไป ดังประจักษ์ว่า สมุทรปราการ ภูเก็ต ประชากรน้อย แต่ติดกลุ่ม “ท็อป 10” อาจจะเป็นเพราะการเป็นที่ตั้งศูนย์กลางการคมนาคม สนามบินสุวรรณภูมิ ดังนั้นมีร้านค้าหรือและสำนักงานธุรกิจจำนวนมาก ภูเก็ตมีนักท่องเที่ยวหลายล้านคนที่พลังซื้อสูงย่อมจูงใจร้านค้าจำนวนมาก ข) การเป็นศูนย์ราชการ เช่น นนทบุรี บุคลากรภาครัฐเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีกำลังซื้อสูง ค) การเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรมชั้นนำดึงดูดแรงงานย้ายถิ่นเข้ามาพำนักอาศัย เช่น สมุทรสาคร ระยอง ชลบุรี ง) จังหวัดขนาดใหญ่ที่มีศูนย์ราชการ ค่ายทหาร สถาบันการศึกษา เช่น นครราชสีมา

ตารางที่ 2 ให้ข้อสังเกตว่า 5 จังหวัดปริมณฑลกรุงเทพฯมีร้านค้าจำนวนมากถึง 237,504 แห่งจากจำนวนรวมทั้งสิ้น 789,502 แห่ง เป็นพื้นที่เศรษฐกิจขยายตัว บ้านจัดสรรเพิ่มขึ้นทุกปี สะท้อนปรากฏการณ์เช่นนี้เรียกว่า urban sprawl คือการย้ายถิ่นของประชากรจากพื้นที่ชั้นในซึ่งราคาที่ดินสูงและแออัด ออกไปพำนักในพื้นที่รอบนอกที่ราคาที่ดินย่อมเยากว่ามีพื้นที่สีเขียวให้ชื่นชม ในต่างประเทศที่มีฐานวิจัยเข้มแข็งมีผลงานวิจัยที่ชี้การเกิดของ “ศูนย์กลางธุรกิจใหม่” (new business district) ในพื้นที่รอบนอก ในเมืองไทยของเรามีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกันย่อมมีศูนย์ธุรกิจใหม่ เพียงแต่เราไม่มีรายงานวิจัยที่บ่งชี้ชัด โดยประมวลข้อมูลแผนที่ภาษีของเทศบาล / อบต. ซึ่งปรับปรุงเป็นประจำเพื่อการพลวัตของบ้านเรือนและประชาชน
ลำดับต่อมานักวิจัยค้นคว้าบริษัทขนาดใหญ่ที่มีสาขาจำนวนมากเป็นพิเศษ สรุปว่ามี 2 บริษัทขนาดใหญ่ที่สาขามีจำนวนเกิน 1 หมื่นแห่งแต่ละราย นั่นคือบริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด และบริษัท ซีพีออลล์ จำกัด ดังแสดงกราฟการกระจายของหน่วยงานสาขารายภูมิภาค ภาคอีสานมีจำนวน 2,216 แห่ง (Counter Service) และ 1,963 แห่ง (CP all) นอกเหนือจากนี้กิจการขนาดใหญ่ที่จำนวนสาขาหลักพันอีกจำนวนหนึ่ง (ภายใต้เนื้อที่พื้นที่จำกัดขอไม่นำข้อมูลมาแสดง)

ข้อสังเกตและวิจารณ์ หนึ่ง การจ่ายแทนกันหมายถึงสำนักงานใหญ่จ่ายภาษีแวตแทนร้านค้าสาขา จำนวน 205,262 แห่ง ณ สิ้นปี 2568 (ตัวเลขนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี) ส่งผลให้ตัวเลขภาษีบิดเบือน กล่าวคือ ภาษีในกรุงเทพมหานครสูงเกินจริง เพราะการซื้อขายที่แท้จริงเกิดในจังหวัดอื่น สอง ปัญหานี้มีทางแก้ไขได้โดยขอให้บริษัทที่มีสาขาแสดงการจ่ายภาษีแทนกัน โดยอิงตัวแปรที่ประจักษ์ได้ เช่น ยอดจำหน่ายในจังหวัด A B C หรือตัวชี้วัดอื่นตามที่กรมสรรพากรเห็นว่าเหมาะสมผู้วิจัยสันนิษฐานว่าบริษัทขนาดใหญ่ให้ความร่วมมือเพราะวิธีการเช่นนี้ไม่ได้เพิ่มภาระภาษีหน่วยสถานประกอบการ แต่กลับเป็นผลดีคือการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility) จากการ “การแบ่งภาษี” (tax sharing) ใหม่ให้ตรงกับความเป็นจริงหรือใกล้เคียง สาม ควรส่งเสริมให้มีงานวิจัยประเภทวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท เอก โดยกำหนดให้ “ร้านค้าแวต” เป็นหน่วยวิเคราะห์ สอบถามยอดจำหน่าย การจ้างงาน การใช้เงินทุน ฯลฯ เปรียบเทียบระหว่างร้านค้าเดี่ยวและหน่วยงานสาขา ในแต่ละจังหวัด นอกจากนี้สอบถามข้อมูลเชิงคุณภาพเพิ่มเติม อาทิ สิ่งจูงใจให้ร้านค้าเลือกเปิดสาขาในพื้นที่นั้นๆ สี่ การมีร้านค้าแวตในเขตพื้นที่ส่งผลบวกทางเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่อีกด้านหนึ่งพื้นที่นั้นๆ มีภารกิจการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น ข้อเสนอแบ่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้ตรงความเป็นจริงจะช่วยขยายฐานรายได้ให้เทศบาล อบต. ใน 76 จังหวัดอย่างมีนัยสำคัญ นำเงินมาพัฒนาบริการสาธารณะตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ เช่น เพิ่มพื้นที่สีเขียวสร้างแหล่งเรียนรู้ แหล่งพักผ่อนหย่อนใจ สนามกีฬา สนับสนุนย่านวัฒนธรรม ฯลฯ ห้า สำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจฯ อยู่ระหว่างการยกร่างกฎหมายรายได้ท้องถิ่นใหม่ (ศ.ดร.วุฒิสาร ตันไชย เป็นประธาน) ได้มีการประชุมหารือแล้วหลายครั้งโดยมีข้อเสนอว่าการแบ่งภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละจังหวัดให้คำนึงถึงการจ่ายแทนกัน
ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์
พิชิตรัชตพิบุลภพ ภาวิณี สตาร์เจล

