สามก๊ก… (Three Kingdoms) เป็นวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ที่สะท้อนกลยุทธ์ การบริหารคน และสัจธรรมชีวิต ข้อคิดหลักคือ การบริหารจัดการ การใช้คนให้เหมาะกับงาน การวางแผนและปรับตัวตามสถานการณ์ ความซื่อสัตย์ และการตระหนักว่าไม่มีใครเก่งหรือยิ่งใหญ่ค้ำฟ้า
การทรยศ เนรคุณ เพื่อสร้างตัวเองขึ้นมาเป็นใหญ่เกิดขึ้นเสมอ
การทำความดี ผิดที่ ผิดเวลา คือหายนะของชีวิต
ราว พ.ศ.727 แผ่นดินจีน…ยุคสมัยโน้น แห้งแล้งต่อเนื่อง ข้าวยากหมากแพง ขุนนางขี้โกง ข่มเหงรังแก ขูดรีดประชาชน ขุนศึก ชนชั้นสูงสำเริงสำราญกับชีวิตผู้คนล้มตายนับล้านเพราะไม่มีอะไรจะกิน
สงครามภายในเริ่มต้นจาก “กบฏโจรโพกผ้าเหลือง” จนกระทั่งราชวงศ์ฮั่นสิ้นสุดลง แผ่นดินแตกแยกเป็นสามก๊กอย่างสมบูรณ์ ก่อนจะรวมเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ราชวงศ์จิ้นในที่สุด
การสู้รบในแผ่นดินจีนถูกบันทึกไว้เพื่อสอนลูกหลาน
รัชสมัยในหลวง ร.1 เป็นยุคสมัยแห่งการฟื้นฟูวรรณคดีของบ้านเมืองที่สูญหายไปจากสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ.2310
อันที่จริง…คนชาวอยุธยาอาจรับรู้เรื่อง “สามก๊ก” มาก่อนต้นรัตนโกสินทร์ ทั้งนี้ เพราะความสนใจใฝ่รู้เรื่องราวบ้านเมืองต่างๆ ของคนชนชั้นนำมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) แปลและเรียบเรียง “สามก๊ก” จากพงศาวดารจีน (ต้นฉบับภาษาจีน) เป็นภาษาไทย
เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ก็เป็นคนที่มาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา
ในหลวง ร.1 มีพระประสงค์ให้ข้าราชสำนัก แม่ทัพ นายกองศึกษา “สามก๊ก” เพื่อเป็นคู่มือประเทืองปัญญาในการปฏิบัติราชการ เนื่องจากหากพิจารณาเหตุการณ์หลักในสามก๊ก แม้เป็นเรื่องสงครามการรบทัพจับศึก แต่ก็แฝงไว้ด้วยชั้นเชิง การวางแผน กลอุบายแพรวพราว
ต้องไม่ลืมว่าสังคมรัตนโกสินทร์ในเวลานั้น ยังมีภัยสงครามจากพม่า
ยุคสามก๊ก หมายถึงช่วงเวลาระหว่างการก่อตั้งรัฐวุยก๊กในปี ค.ศ.220 จนถึงการพิชิตง่อก๊กโดยราชวงศ์จิ้นตะวันตกในปี ค.ศ.280…
ผู้เขียนขอนำบางส่วน-บางตอนของสามก๊กมาพูดคุยครับ
ภัยร้ายแรงของบ้านเมืองมี 4 ประการ
ภัยร้ายจากขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวง ก่อให้เกิดความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า
การขูดรีดภาษีและเบียดบังงบประมาณหลวง ทำให้ประชาชนไม่มีกิน จนเกิดกบฏโจรโพกผ้าเหลือง ระบบคุณธรรมล่มสลาย
ซื้อขายตำแหน่งด้วยเงิน คนมีความสามารถถูกกีดกัน คนประจบสอพลอรุ่งเรืองคุมกองทัพ ติดสินบน ซื้อตำแหน่ง บ้านเมืองอ่อนแอ
งบประมาณถูกยักยอก ส่งผลให้ขาดแคลนเสบียงและอาวุธ ยามเกิดศึกสงครามแผ่นดินแตกแยกเป็นเสี่ยงๆ ท้องถิ่นจะกระด้างกระเดื่อง นำไปสู่สงครามกลางเมืองและการล่มสลายของระบอบผู้ปกครอง
แนวคิดการเลือกคนซื่อสัตย์ของ “ขงเบ้ง” (7 วิธีดูคน)
ขงเบ้งเขียนตำรา “หัวใจหยงมู่” (การใช้คน) เพื่อทดสอบเนื้อแท้และความซื่อสัตย์ของคนผ่าน 7 สถานการณ์
ถามด้วยผิด-ถูก ลองหยั่งเชิงเรื่องศีลธรรม เพื่อดูทัศนคติและความซื่อตรงไล่เลียงด้วยคำพูด
ต้อนด้วยเหตุผล เพื่อดูปฏิภาณไหวพริบและความจริงใจปรึกษาด้วยกลอุบาย ลองเสนอแผนการลับ เพื่อดูว่าเขาเป็นคนรักษาความลับและซื่อสัตย์หรือไม่
จู่โจมด้วยภัยอันตราย ทดสอบในสถานการณ์คับขัน เพื่อดูความกล้าหาญและความจงรักภักดี
มอมเมาด้วยสุรา มอมเหล้าเพื่อดูพฤติกรรมยามขาดสติ ว่ายังคงรักษากิริยาและความสัตย์ได้หรือไม่ ล่อลวงด้วยผลประโยชน์
เอาเงินทองหรือตำแหน่งมาล่อ เพื่อดูความเที่ยงตรงและจิตใจที่อาจจะหวั่นไหว หรือมั่นคง
มอบหมายงานในเวลาจำกัด เพื่อทดสอบความรับผิดชอบและการรักษาคำพูด
เหตุการณ์จริงในสามก๊กของโจโฉ
กรณี “เผาจดหมายลับหลังศึกกวนตู้”
หลังโจโฉทำศึกชนะอ้วนเสี้ยว… โจโฉพบหีบใส่จดหมายที่ขุนนางของตนแอบส่งไปสวามิภักดิ์อ้วนเสี้ยว แทนที่จะล้างบางขุนนางทิ้ง โจโฉสั่งให้เผาจดหมายทั้งหมดทิ้งทันที โดยกล่าวว่า “ยามอ้วนเสี้ยวยิ่งใหญ่ แม้แต่ข้ายังเอาตัวไม่รอด นับประสาอะไรกับผู้อื่น” ทำให้ขุนนางที่เคยคิดทรยศซาบซึ้งและยอมถวายชีวิตรับใช้เด็ดขาดเมื่อจำเป็น
กรณี “ประหารนายคลังเสบียง”
ในศึกครั้งหนึ่ง เสบียงอาหารเริ่มขาดแคลน โจโฉสั่งให้นายคลังเสบียง (อ้วนเท) ใช้ “ถังเล็ก” ตวงข้าวให้ทหารแทน “ถังใหญ่” เพราะยังรบไม่ชนะ เสบียงกำลังใกล้จะหมดลง และเพื่อยืดเวลาทำศึก นายเสบียงผู้ซื่อตรง…ทำตามคำสั่งโจโฉ
เมื่ออาหารไม่พอกิน ทหารก่อการประท้วง… โจโฉจำเป็นต้องรักษาความมั่นคง ความเป็นปึกแผ่นของกองทัพ และเพื่อรักษาสถานะของตนในฐานะแม่ทัพผู้มีอำนาจสูงสุด โจโฉต้องการแสดงความเด็ดขาด
โจโฉแสดงอาการเกรี้ยวกราด สั่ง “ประหาร” นายคลังเสบียงให้เป็น “แพะรับบาป” แทนตน…เพื่อรักษาเกียรติภูมิของแม่ทัพ
เมื่อโจโฉปราบคนโกง
วิธีการปราบและจัดการคนโกงของโจโฉ ไม่ได้เน้นแค่การลงโทษตามกฎหมายอย่างเดียว แต่เป็น “ศาสตร์แห่งการควบคุมและใช้ประโยชน์จากคน” โดยแบ่งออกเป็น 4 วิธีหลักตามสถานการณ์ ดังนี้…
ใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมและเด็ดขาด (Rule of Law) โจโฉขึ้นชื่อเรื่องการรักษาวินัยอย่างเคร่งครัด ไม่มีการยกเว้นโทษให้แก่เครือญาติหรือขุนนางคนสนิท จะเชือดไก่ให้ลิงดูสม่ำเสมอ หากขุนนางหรือทหารทุจริต ยักยอกหรือฝ่าฝืนคำสั่งส่วนกลาง โจโฉจะสั่งประหารชีวิตทันทีโดยไม่สนว่าจะมีผลงานในอดีตมาก่อน เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎ-กติกา
โจโฉลงโทษแม้กระทั่งตนเอง
เหตุการณ์เด่นชัดคือ ตอนที่โจโฉออกกฎห้ามทหารเหยียบย่ำนาข้าวของชาวบ้าน ใครฝ่าฝืนมีโทษประหาร แต่ต่อมา ม้าของโจโฉตื่นตกใจวิ่งเตลิดเข้าไปในนาข้าวเสียเอง โจโฉจึงสั่งให้เพชฌฆาตมาประหารตนเอง แต่ขุนนางคัดค้าน โจโฉจึงใช้กระบี่ “ตัดผมตนเองแทนการตัดหัว” เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎ
หลักการที่น่าสนใจของโจโฉ ที่บางครั้งก็ย้อนแย้ง
แยกแยะ “คนโกง” กับ “ความสามารถ” หรือเข้าใจง่ายๆ คือ ใช้คนโกงให้เป็นประโยชน์ โจโฉมีแนวคิดการเลือกคนที่ยืดหยุ่นมาก องค์กรของเขาใช้หลักการประกาศหาคนเก่งโดย “ไม่สนใจภูมิหลังหรือศีลธรรม” โจโฉต้องการเลี้ยงคนพวกนี้ไว้ทำประโยชน์
โจโฉมองว่าคนบางคนอาจมีพฤติกรรมฉ้อฉล
แต่ถ้าเขามีความสามารถเฉพาะทางที่หาคนเทียบไม่ได้ โจโฉจะยังคงจ้างและใช้งาน แต่จะ “จำกัดอำนาจ” ไม่ให้คุมตำแหน่งสำคัญทางโครงสร้าง เพื่อป้องกันการทุจริตครั้งใหญ่คุมด้วยผลประโยชน์ที่เหนือกว่า
โจโฉจะให้รางวัลอย่างงามแก่คนเหล่านี้จนอิ่มตัว เพื่อลดแรงจูงใจในการโกง และใช้ระบบตรวจสอบที่เข้มงวดประกบไว้ตลอดเวลา
โจโฉมีเทคนิคการ “อภัยโทษเพื่อซื้อใจและสร้างหนี้ชีวิต” (The Art of Forgiveness) สำหรับคนโกงที่แปรพักตร์หรือแอบคิดทรยศ
โจโฉมักจะใช้วิธีที่คาดไม่ถึง เพื่อเปลี่ยน “ศัตรู” ให้กลายมาเป็นข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ที่สุด
ระบบอภัยโทษเพื่อรักษาคนเก่ง (Amnesty for Performance)
หากพนักงานเคยทำผิดพลาดหรือเคยอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่ปัจจุบันมีศักยภาพสูง ผู้นำไม่ควรรื้อฟื้นอดีต เพื่อให้โอกาสเขาพิสูจน์ตัวเองเต็มที่เด็ดขาดกับกฎเหล็ก ในเรื่องที่กระทบต่อส่วนรวม
การทุจริตเงินบริษัท หรือการคุกคาม ต้องลงโทษอย่างเฉียบขาด ไม่มีข้อยกเว้น เพื่อรักษามาตรฐานขององค์กร
โจโฉเป็นผู้นำที่มีลักษณะแบบผู้บริหาร หรือ CEO ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เน้นใช้อำนาจสั่งการอย่างเด็ดขาด และเคร่งครัดต่อการรักษาระเบียบวินัยทางทหาร
โจโฉเน้นการเลือกหาที่ปรึกษาที่ชาญฉลาดไว้ระดมสมอง เสนอความคิดเห็น และเพื่อยืนยันสิ่งที่ตนคิดว่าถูกต้อง เพื่อเสริมความมั่นคงในแผนการที่ตนนั้นตกลงใจยิ่งขึ้น …เน้นทำงานแบบสั่งการ
วรรณกรรมสามก๊ก ตอนที่สังคมไทยคุ้นเคย เผยแพร่มากที่สุด คือตอนที่โจโฉสอนลูกชายที่ชื่อ โจผี…
โจโฉ : เจ้าจะปกครองบ้านเมืองแบบไหน?
โจผี : เราควรจะส่งเสริมขุนนางที่ซื่อสัตย์ ส่งเสริมคนดีให้มีอำนาจ
โจโฉ : ผิดแล้ว …เราไม่ควรส่งเสริมขุนนางที่ซื่อสัตย์…
โจผี : อ้าว …ทำไมล่ะ?
โจโฉ : ขุนนางตงฉิน จะทำลายเรา ความชื่อสัตย์ จะทำให้ประชาชนรักเขา วันหนึ่งเขาจะเป็นอันตรายกับเรา
โจผี : อ้าวงั้นข้าควรทำอย่างไร?
โจโฉ : เราต้องส่งเสริมขุนนาง “กังฉิน” ไม่ใช่ “ตงฉิน” ให้อำนาจ “กังฉิน” ดูแลบ้านเมือง
โจผี : เลี้ยงเขาให้ดี …ให้เงินทองใช้?
โจโฉ : ผิดแล้ว…จงอย่าเลี้ยงให้มัน “อิ่ม” เสืออิ่มจะไม่หากิน …ให้เงินเดือนมันน้อยๆ เมื่อกังฉินกินไม่พอ มันก็จะเอาอำนาจที่เราให้มันไปหาประโยชน์กับประชาชน เมื่อกังฉินใช้อำนาจเราหากิน มันก็จะปกป้องเรา…เราจะปลอดภัย เท่านั้นยังไม่พอ กังฉินจะมีความผิดเป็นชนักติดหลัง กังฉินคนไหนทรยศ เราก็ใช้ข้อหาที่มันฉ้อราษฎร์บังหลวงเล่นงานมัน
โจผี : แต่ทำอย่างนั้นไปนานๆ ประชาชนที่เดือดร้อนมากขึ้นๆ จะไม่ลุกมาโค่นล้มเราหรือ?
โจโฉ : อย่ากลัวไปเลย…การเลี้ยงกังฉิน มีวิธีการคือ จงอย่าเลี้ยงให้อิ่ม และจงอย่าเลี้ยงให้มันสามัคคีกัน…
โจผี : อย่าเลี้ยงให้สามัคคี ทำอย่างไร?
โจโฉ : จงให้อำนาจแก่คนที่มันไม่สมควรจะได้…
โจผี : ทำแบบนั้น จะได้อะไร?
โจโฉ : ได้กังฉิน ไว้ปราบกังฉิน …เมื่อกังฉินที่ปกครองเมืองใด ทำประชาชนเดือดร้อนมากๆ มีท่าทีจะก่อความวุ่นวายลุกลามมาถึงเรา เราก็ให้อำนาจสั่งการให้แก่กังฉินอีกเมือง มาโค่นมัน… เมื่อโค่นสำเร็จ…ประชาชนก็จะแซ่ซ้อง สรรเสริญเรา…รักเรา ด้วยแรงนิยม ที่ให้คนมาขับไล่กังฉินเก่านี้เอง กับกังฉินใหม่นั้นจะช่วยเราปกครองอย่างสงบ เข้าที่เข้าทางต่อไปได้อีกหลายปี…และเมื่อถึงเวลา…เราก็ทำแบบเดิมอีกไปเรื่อยๆ วิธีนี้เราก็จะอยู่ได้ตลอดไป…
โจโฉสอนลูกชายว่า… การปกครองไม่ใช่เรื่องอุดมคติ หรือต้องทำความดีเพียงอย่างเดียว แต่มันคือศิลปะแห่งการใช้อำนาจ บางครั้งการเลือกคนเลวไปทำงานอาจเป็นทางที่ทำให้ “ผู้นำตัวจริง” ยืนอยู่ได้มั่นคงกว่า
วรรณกรรมสามก๊ก…บอกกล่าว เล่าต่อๆ กันมาแล้ว ราว 1,800 ปี นับเป็นวรรณกรรมจีนที่ได้รับการยกย่องให้เป็นอมตะวรรณกรรมเอกของโลก เนื่องด้วยมีการแปลเป็นภาษาต่างๆ
มีคำคมแถมท้ายครับ…อยู่ผิดที่ ทำดีผิดคน ทำดีผิดเวลา ทำดีแค่ไหนก็ไร้ค่า เพราะเขาไม่ได้อยากได้ความดี เขาเพียงแค่ต้องการสิ่งที่เขาอยากได้…

