ถึงแม้องค์การอนามัยโลกจะยังไม่ประกาศให้การแพร่ระบาดของ เชื้อไวรัสอีโบลา ซึ่งแพร่ระบาดหนักอยู่ในประเทศแอฟริกาอย่าง สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก หรือซาอีร์ แต่เดิม) ให้เป็นการระบาดใหญ่ แต่ดูแล้วการระบาดครั้งนี้น่าวิตกมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะจากการจำแนกพันธุกรรมดูพบว่า การแพร่ระบาดเกิดขึ้นมานานหลายสัปดาห์แล้ว หรืออาจเป็นไปได้ว่า นานหลายเดือนก่อนที่จะมีการตรวจพบ ที่น่ากลัวก็คือ สายพันธุ์ที่แพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ มนุษย์เรายังไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมเฉพาะของสายพันธุ์แต่อย่างใด
ที่น่าสนใจก็คือ อีโบลาสามารถเข้าสู่ร่างกายของเราได้ผ่านการสัมผัสโดยตรงเท่านั้น ทั้งผ่านเยื่อเมือกในปาก (mucous membrane) จมูก หรือตา หรือผ่านแผลเปิดบริเวณผิวหนัง เดวิด เฮย์มานน์ นักระบาดวิทยาจากสำนักการแพทย์เขตร้อนและสุขอนามัย ซึ่งเคยศึกษาการแพร่ระบาดของอีโบลาเมื่อปี 1976 ระบุว่า อีโบลาแพร่จากคนสู่คนได้จากสารคัดหลั่งของร่างกาย (body fluids) อาทิ เลือด, น้ำลาย, อุจจาระ ปัสสาวะ และน้ำอสุจิ
เฮย์มานน์บอกว่า สารคัดหลั่งเหล่านี้เต็มไปด้วยตัวเชื้อไวรัสเป็นจำนวนมาก ซึ่งหมายความว่า บุคลากรทางสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับการจัดการดูแลรักษาผู้ป่วย มีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นพาหะนำเชื้อที่ว่านี้ โดยเฉพาะบรรดาสมาชิกในครอบครัวผู้ป่วยที่ดูแลกันจนถึงวาระสุดท้ายซึ่งเป็นช่วงที่ปริมาณไวรัสในตัวผู้ป่วยเพิ่มจำนวนขึ้นถึงระดับสูงสุด จึงเปราะบางเป็นพิเศษต่อการได้รับเชื้อ
โบโด แพลทเชอร์ ศาสตราจารย์ด้านไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยไมนซ์ ในเยอรมนี ระบุว่า เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ไวรัสนี้จะแบ่งตัวเพิ่มตรงจุดที่เข้าสู่ร่างกาย แล้วเข้าไปอยู่ในต่อมน้ำเหลือง จากนั้นจึงเข้าสู่กระแสเลือดแล้วถูกนำไปแพร่ต่อให้กับอวัยวะส่วนอื่นๆ ต่อไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ไวรัสอีโบลาจะโจมตีเป้าหมายที่เป็นตัวสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายคนเราเป็นอันดับแรก ทำลายเซลล์ที่จะทำหน้าที่จดจำลักษณะและทำลายสิ่งแปลกปลอมที่บุกรุกเข้ามาสู่ร่างกายคนเป็นเบื้องต้น จนทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคนเราไม่สามารถต่อสู้กับโรคได้นั่นเอง
เฮย์มานน์บอกด้วยว่า จากการติดตามสังเกตการณ์การแพร่ระบาดก่อนหน้านี้มานานหลายสิบปี เขาเชื่อว่า อีโบลา เป็นไวรัสที่พยายามปกปิดซ่อนเร้นตัวเองให้เข้าใจผิดได้ตลอดเวลา ทำให้อาการเริ่มต้นที่แสดงออกมาหลังติดเชื้อนั้นแทบแยกไม่ออกจากอาการไข้ทั่วไปหรือการติดเชื้อเล็กๆ น้อยๆ อื่นๆ อย่างเช่น เป็นหวัด หรือมาลาเรีย จากนั้น ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าอาการดีขึ้น หลังจากนั้นจึงแสดงอาการทรุดหนักอย่างรวดเร็ว เมื่อมีอาการตกเลือด เริ่มมีเลือดไหลออกมาจากทวารทั้งหมดของคนเรา
เฮย์มานน์ชี้ว่า อาการที่ดูเหมือนจะดีขึ้นนั้นเป็นเหมือนกับดัก เพราะทำให้เมื่อแพทย์วินิจฉัยโรคมั่นใจขึ้นมา ผู้ป่วยก็ตกอยู่ในสภาพติดเชื้อขั้นสูงสุดแล้ว คนที่แพร่เชื้อได้มากที่สุดก็คือคนที่มีปริมาณไวรัสอยู่ในสารคัดหลั่งทั้งหลายสูงสุด ซึ่งทำให้อีโบลาน่ากลัวมากเป็นพิเศษ เพราะในตอนที่มีการวินิจฉัยแน่นอนแล้ว บรรดาบุคลากรทางสาธารณสุขและสมาชิกในครอบครัว ก็จะเผชิญหน้ากับโอกาสที่จะได้รับเชื้อมากที่สุดด้วยเช่นเดียวกัน
ที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ การเสียชีวิตไม่ได้ทำให้ไวรัสนี้หมดพิษสง เมื่อมีใครตายจากอีโบลา ศพของผู้ป่วยรายนั้นจะมีไวรัสอยู่ภายในเต็มเปี่ยม โดยเฉพาะในบรรดาสารคัดหลั่งทั้งหลาย ศพจึงจะยังคงมีความชื้น ไม่แห้งเกรอะกรัง โดยเฉพาะในสภาพภูมิอากาศแถบร้อนและชื้น พิธีกรรมที่ต้องมีการชำระล้างศพก่อนทำพิธีเผาหรือฝัง จึงกลายเป็นช่องทางสำหรับการแพร่ระบาดของเชื้อได้เป็นอย่างดี เพื่อส่งต่อให้กับใครก็ตามที่เข้ามาสัมผัสกับศพ เขาชี้ว่า ไวรัสจะยังอยู่กับศพตราบเท่าที่ความชื้นในร่างกายยังไม่หมดไปซึ่งอาจนานถึง 1 สัปดาห์
แพลทเชอร์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ไวรัสอีโบลามีโครงสร้างทางชีวภาพซับซ้อนของโมเลกุลจิ๋วที่ผูกโยงเข้าด้วยกันด้วยความชื้น “เมื่อเหยื่อตายลง ของเหลวในร่างกายยังคงอยู่ ดังนั้นไวรัสจึงสามารถดำรงชีพอยู่ในร่างกายของศพต่อไปได้” ทำให้ระยะเวลาในการทำศพก็เป็นเรื่องสำคัญ ในแอฟริกาตะวันตก ประเทศส่วนใหญ่มักทำศพกันภายในไม่กี่วันหลังจากเสียชีวิต ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไวรัสอีโบลายังคงเป็นอันตรายสูงสุด
ผู้เชี่ยวชาญขององค์การแพทย์ไร้พรมแดน (เอ็มเอสเอฟ) ระบุว่า การแพร่ระบาดครั้งนี้นับเป็นการระบาดครั้งที่ 17 ของเชื้ออีโบลาในดีอาร์คองโก นับตั้งแต่ปรากฏครั้งแรกในแอฟริกาตะวันตกในช่วงปี 2014-2016 ก่อนเกิดการระบาดในดีอาร์คองโก ในช่วง 2018-2020 ซึ่งในตอนนั้นเรียกกันว่า ซาอีร์ไวรัส แต่ในการระบาดครั้งนี้กลับเป็นเชื้อสายพันธุ์ บุนดิบูกิโย ไวรัส (Bundibugyo virus) ซึ่งต่างจากสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดในครั้งนั้น ซึ่งมีวัคซีนและวิธีการรักษาแล้ว แต่สำหรับบุนดิบูกิโยแล้ว ยังไม่มีทั้งวัคซีนและวิธีการรักษาที่ได้รับความเห็นชอบแล้วแต่อย่างใด
องค์การอนามัยโลกระบุว่า ขนาดและความเร็วของการแพร่ระบาดในดีอาร์คองโกนั้นน่ากลัวมาก จากผู้ต้องสงสัย 750 ราย เสียชีวิต 177 ราย และเริ่มแพร่ออกจากจุดเริ่มในดีอาร์คองโก สู่ประเทศอื่นๆ ใกล้เคียงแล้ว เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ระบุตรงกันว่า สิ่งที่ได้เห็นกันเป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” เท่านั้น
ยิ่งเข้าใกล้เข้าไปมากขึ้นก็ยิ่งรู้สึกได้ว่ามันใหญ่โตมากจริงๆ

