การประชุมสุดยอดปักกิ่งระหว่าง สี จิ้นผิง และ โดนัลด์ ทรัมป์ สองประธานาธิบดีได้สะท้อนนัยสำคัญทางการเมืองว่า สหรัฐเริ่มคลายความรู้สึกที่เหนือกว่าจีนเป็นครั้งแรก ยอมรับลักษณะเฉพาะของ “โมเดลจีน” (รูปแบบการพัฒนาของจีน) และเห็นพ้องการร่วมธำรงเสถียรภาพและระเบียบโลก โดยมองจีนคือคู่แข่งที่สามารถยืนอยู่ในฐานะเท่าเทียมกัน แนวโน้มสะท้อนฐานคิดแบบ “สัจนิยมใหม่” และกำลังกำหนดเป็นพื้นฐานสำคัญของการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจีน-สหรัฐ พร้อมกับจัดตั้งคณะทำงานการค้าและลงทุนจีน-สหรัฐ รวมทั้งมีท่าทีต่อประเด็นอิหร่านว่าไม่ควรครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ขณะเดียวกัน “ทรัมป์” ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า “ไม่สนับสนุนเอกราชไต้หวัน” และต้องการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในช่องแคบไต้หวัน
กว่า 20 ปี วาระซ่อนเร้นของนโยบายสหรัฐต่อจีนคือพยายามเปลี่ยนแปลงจีน แต่ปัจจุบันแนวคิดดังกล่าว ได้เปลี่ยนไปสู่การยอมรับการผงาดขึ้นของจีน อันมีพื้นฐานจากข้อได้เปรียบที่ระบบของจีน มิได้ถูกมองว่าเป็นความนอกรีตทางการเมืองอีกต่อไป หากเป็นคู่มหาอำนาจที่ต้องแสวงหาการอยู่ร่วมกันอย่างมีเสถียรภาพ บริหารความแตกต่าง และร่วมกันรักษาระเบียบโลก การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนสไตล์การทูตของทรัมป์ แต่คือสัญลักษณ์ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์จีน-สหรัฐได้เข้าสู่ยุค “สัจนิยมใหม่” อย่างชัดเจน
ทรัมป์กล่าวยกย่อง สี จิ้นผิง หลายครั้งว่าเป็นผู้นำยิ่งใหญ่ที่มีสติปัญญา พร้อมทั้งชื่นชมประเทศจีนเป็น “ปาฏิหาริย์แห่งการพัฒนา” ซึ่งเป็นความสำเร็จที่น่าสนใจ อีกทั้งเป็นหนึ่งในประเทศที่งดงามที่สุดของโลก ถ้อยคำเหล่านี้มิใช่เพียงวาทกรรมทางการทูต หากสะท้อนถึงการยอมรับต่อการเมืองแบบคุณธรรมและความสามารถของจีน อีกทั้งยอมรับความสำเร็จของจีนที่ก้าวขึ้นเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ใหญ่สุดของโลก สร้างเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงและทางด่วนที่ใหญ่สุดในโลก และยังมีความสามารถแข่งขันกับสหรัฐในสาขาอื่น เป็นต้นว่าปัญญาประดิษฐ์ พลังงานใหม่ ซึ่งพฤติกรรมของทรัมป์แตกต่างกับการมาเยือนจีนสมัยแรกเมื่อปี 2017 ที่มีลักษณะ “พาณิชย์นิยม” หรือการต่อรองผลประโยชน์เป็นหลัก ขณะที่ปัจจุบันเขาตระหนักแล้วว่า “โมเดลจีน” คือแหล่งกำเนิดของขีดความสามารถในการแข่งขัน การเปลี่ยนแปลงความคิดเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับบรรดาประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่ว่า บิล คลินตัน, จอร์จ ดับเบิลยู บุช, บารัก โอบามา จนถึง โจ ไบเดน พื้นฐานของนโยบายสหรัฐต่อจีนล้วนตั้งอยู่บนแนวคิด “จุดจบของประวัติศาสตร์” คือมองว่าระบบของจีนล้าหลังและปิดกั้น ขณะที่ระบอบประชาธิปไตยแบบตลาดเสรีของสหรัฐคือรูปแบบก้าวหน้าและเปิดกว้างที่สุด
นโยบายการมีส่วนร่วมในยุค “คลินตัน” มีเป้าหมายหวังให้จีนกลายเป็นอเมริกัน ขณะที่การหวนคืนสู่เอเชียของ “โอบามา” คือจุดเริ่มต้นของการปิดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ ส่วนแนวคิดที่ “ไบเดน” สานต่อ ก็วาดภาพจีนในฐานะ “ภัยคุกคาม” แต่ในความเป็นจีนล้วนเป็นการประเมินต่ำเกินไปต่อความสามารถของ “โมเดลจีน” ผลที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นการเร่งให้จีนผงาดขึ้นอย่างเป็นอิสระพึ่งพาตนเองมากขึ้น
ประวัติศาสตร์บอกเราว่า การพัฒนาของจีนกลับดำเนินไปในทิศทางตรงกันข้าม เพราะจีนไม่เพียงไม่ปิดกั้นตนเอง กลับเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น โครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ได้ขยายความร่วมมือครอบคลุมกว่า 150 ประเทศ ขณะที่ความตกลง RCEP และการเข้าร่วม CPTPP ก็สะท้อนถึงการเปิดกว้างเชิงสถาบัน ดังนั้น ความแตกต่างในด้านยุทธศาสตร์แบบ “สัจนิยมใหม่” ของจีน จึงเป็นการผลักดันให้นโยบายสหรัฐที่มีต่อจีนเปลี่ยนจากแนวทาง “สกัดและบั่นทอน” ไปสู่แนวทาง “รักษาเสถียรภาพ” โดยสหรัฐต้องการร่วมมือกับจีนในประเด็นสงครามอิหร่าน อีกทั้งป้องกันมิให้เกิดสงครามช่องแคบไต้หวัน จึงไม่แปลกที่ทรัมป์กล่าวว่า ฝ่ายสนับสนุนเอกราชไต้หวันไม่ควรทำเกินขอบเขต ใกล้เคียงกับแนวคิดสัจนิยมที่เน้นความชัดเจนทางยุทธศาสตร์
บัดนี้ แนวคิด “อเมริกาต้องมาก่อน” ของ ทรัมป์ และแนวคิด “ประชาคมร่วมอนาคตแห่งมนุษยชาติ” ของ สี จิ้นผิง ได้มาบรรจบกันที่ปักกิ่ง คือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและต่างตอบแทน ละเว้นการเผชิญหน้าและล้มล้าง
เมื่อจีน-สหรัฐสองมหาอำนาจต่างยอมรับความชอบธรรมของรูปแบบการพัฒนาที่แตกต่างกัน สงวนจุดต่างแสวงจุดร่วม โลกจึงจะมีโอกาสก้าวเข้าสู่ยุคที่ว่าด้วยเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง
เบื้องหลังของ “โมเดลจีน” ได้รับการยอมรับจากสหรัฐ ถือเป็นเหตุการณ์ที่หลีกเลี่ยงมิได้ของกระแสประวัติศาสตร์ จึงมีเพียงการเคารพซึ่งกันและแสวงหาจุดร่วมท่ามกลางความแตกต่างเท่านั้น ที่จะทำให้ทั้งสองประเทศสามารถร่วมกันเขียนบทใหม่แห่งศตวรรษอันเกี่ยวกับอนาคตของคนในชาติต่อไป

