หน้าแรก บทความ ตัวประกันในวั...

ตัวประกันในวันเปิดสภา : มรดกตกทอดจากลอนดอนสู่ระบอบประชาธิปไตยของโลก

2.06.26 | 11:07 น.

ตัวประกันในวันเปิดสภา : มรดกตกทอดจากลอนดอนสู่ระบอบประชาธิปไตยของโลก

ในโลกของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาของอังกฤษนั้น มีพิธีกรรมอยู่จำนวนไม่น้อยที่เมื่อมองเผินๆ ก็เหมือนการแสดงอันโอ่อ่าของรัฐสมัยใหม่ เต็มไปด้วยรถม้าทองคำ เครื่องแบบทหาร เสียงแตร และถ้อยคำอันสง่างาม แต่ความจริงแล้วหลายพิธีกรรมคือ ฟอสซิลทางการเมือง ที่หลงเหลือมาจากยุคซึ่งผู้คนพร้อมจะฆ่ากันเพราะเรื่องอำนาจรัฐได้ทุกเมื่อ และบางครั้ง พิธีการอันงดงามที่สุดก็มักถือกำเนิดมาจากความหวาดกลัวที่ดำมืดที่สุดของมนุษย์ ซึ่งหนึ่งในพิธีกรรมที่น่าพิศวงที่สุดของโลกตะวันตกก็คือ ธรรมเนียมที่ยังคงปฏิบัติกันอยู่ในอังกฤษทุกวันนี้ โดยทุกครั้งที่พระมหากษัตริย์เสด็จไปทรงเปิดประชุมรัฐสภา จะต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งถูกกักตัวเอาไว้ ณ พระราชวังบักกิงแฮมในฐานะตัวประกัน จนกว่าพระมหากษัตริย์จะเสด็จกลับจากรัฐสภาโดยปลอดภัย

ธรรมเนียมดังกล่าวมีชื่อว่า Parliamentary Hostage หรือตัวประกันของรัฐสภา ทุกครั้งที่พระมหากษัตริย์อังกฤษเสด็จจากพระราชวังบักกิงแฮมไปยังรัฐสภา (Palace of Westminster) เพื่อทรงประกอบพระราชพิธีเปิดประชุมรัฐสภา จะมีสมาชิกสภาสามัญชนคนหนึ่งถูกส่งตัวไปอยู่ในพระราชวังในฐานะหลักประกันว่ารัฐสภาจะไม่ก่อเหตุอันตรายต่อองค์พระประมุข

ในปัจจุบันแน่นอนว่าไม่มีใครเอาปืนจ่อหัว ส.ส.คนนั้น ไม่มีการใส่โซ่ตรวน ไม่มีคุกใต้ดิน ไม่มีเพชฌฆาตถือขวานยืนเฝ้าอยู่หน้าห้อง แต่ความหมายเชิงสัญลักษณ์ยังคงเดิม นั่นคือ หากพระมหากษัตริย์เสด็จออกจากวังไปยังรัฐสภาแล้วเกิดเหตุไม่คาดฝัน รัฐสภาจะต้องรับผิดชอบ เพราะมีคนของตนอยู่ในพระราชวังเป็นตัวประกัน นี่เป็นพิธีกรรมทางการเมืองที่มีรากเหง้าลึกลงไปถึงสงครามกลางเมืองอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อังกฤษแทบแตกสลายจากความขัดแย้งระหว่างพระราชอำนาจกับอำนาจของผู้แทนประชาชน

ถ้าจะเข้าใจว่าเหตุใดประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องมารยาทและความสุภาพจึงมีธรรมเนียมคล้ายโจรสลัดเช่นนี้ ก็ต้องย้อนกลับไปในรัชสมัยของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 กษัตริย์มั่นคงในแนวคิด Divine Right of Kings หรือ “เทวสิทธิ์แห่งกษัตริย์” พระองค์ทรงเชื่อว่ากษัตริย์ได้รับอำนาจโดยตรงจากพระเจ้า มิใช่จากประชาชน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องฟังรัฐสภา แต่ปัญหาของกษัตริย์ทุกยุคทุกสมัยก็คือ แม้จะมีพระราชอำนาจมากเพียงใด ก็ยังต้องใช้เงิน และเงินคือภาษีนั้นอยู่ในมือของรัฐสภา

Advertisement

เมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ต้องการภาษีเพิ่มเพื่อทำสงคราม รัฐสภากลับไม่ยอม พระองค์จึงตอบโต้ด้วยการยุบรัฐสภา และปกครองประเทศโดยไม่เรียกประชุมรัฐสภาอยู่นานถึง 11 ปี ความขัดแย้งจึงค่อยๆ สะสมเหมือนหม้อน้ำที่ถูกปิดฝาแน่นจนกระทั่งใน พ.ศ.2185 (ตรงกับสมัยพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา) เกิดเหตุการณ์ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์อังกฤษไปตลอดกาล เมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 เสด็จพร้อมทหารเข้าไปในสภาสามัญชนเพื่อจับกุมสมาชิกสภาสามัญชน 5 คนที่พระองค์กล่าวหาว่าเป็นกบฏ นี่คือการละเมิดเสรีภาพของรัฐสภาอย่างร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อังกฤษ เพราะธรรมเนียมอังกฤษถือว่า พระมหากษัตริย์ไม่มีสิทธิเสด็จเข้าไปในสภาสามัญชน

เมื่อพระองค์เสด็จไปถึง ปรากฏว่าสมาชิกสภาสามัญชนทั้ง 5 คนนั้นได้หลบหนีไปแล้ว บุคคลที่ยืนหยัดตอบโต้พระราชอำนาจในวันนั้นคือ นายวิลเลียม เลนแธลล์ (William Lenthall) ประธานสภาสามัญชน ผู้กล่าวถ้อยคำที่กลายเป็นตำนานว่า เขา “ไม่มีตาจะเห็น ไม่มีลิ้นจะพูด นอกจากสิ่งที่สภาสั่ง”

ประโยคนี้ในทางรัฐศาสตร์สำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันคือการประกาศว่าผู้แทนประชาชนมิใช่ข้ารับใช้ของกษัตริย์อีกต่อไป

หลังจากนั้น อังกฤษก็จมเข้าสู่สงครามกลางเมือง มีคนตายจำนวนมาก เมืองต่างๆ แตกเป็นเสี่ยง ฝ่ายรัฐสภานำโดยโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ สามารถเอาชนะฝ่ายกษัตริย์ได้ และสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ยุโรปก็เกิดขึ้น นั่นคือ การนำกษัตริย์ขึ้นศาลในฐานะอาชญากรของรัฐ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการตัดพระเศียรใน พ.ศ.2192 ซึ่งสำหรับยุโรปในยุคนั้น การฆ่ากษัตริย์มิใช่เพียงการเปลี่ยนรัฐบาล แต่มันคือการท้าทายระเบียบจักรวาล เพราะกษัตริย์ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของพระเจ้าบนโลก การประหารกษัตริย์ทำให้ยุโรปทั้งทวีปตกตะลึง อังกฤษกลายเป็นสาธารณรัฐอยู่พักหนึ่งภายใต้การปกครองของครอมเวลล์ แต่ท้ายที่สุด คนอังกฤษก็เริ่มเบื่อระบอบเผด็จการทหาร และนำราชวงศ์กลับคืนมาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ความทรงจำเรื่อง “กษัตริย์บุกสภา” และ “สภาตัดหัวกษัตริย์” ได้กลายเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ฝังลึกอยู่ในจิตสำนึกของอังกฤษนับแต่นั้นเป็นต้นมา นี่เองคือเหตุผลว่าทำไม พระมหากษัตริย์อังกฤษจึงไม่เสด็จเข้าไปในสภาสามัญชนอีกเลย

ทุกวันนี้ เมื่อมีพระราชพิธีเปิดประชุมรัฐสภา พระมหากษัตริย์จะประทับอยู่ในสภาขุนนาง แล้วส่งเจ้าหน้าที่ที่เรียกว่า Black Rod ไปเชิญสมาชิกสภาสามัญชนมายังสภาขุนนาง แต่ก่อนที่ Black Rod จะเข้าไปถึง ประตูสภาสามัญชนจะถูกปิดใส่หน้าเสียก่อน จากนั้น Black Rod จะใช้คทาเคาะประตูสามครั้ง แล้วสมาชิกสภาจึงเปิดประตูให้ คนดูโทรทัศน์อาจคิดว่านี่คือพิธีรีตองโบราณอันน่ารัก แต่แท้จริงแล้วมันคือการจำลองเหตุการณ์เมื่อ 400 ปีก่อน เพื่อย้ำเตือนว่ารัฐสภาอังกฤษมีเอกราชจากพระมหากษัตริย์

ประเพณี “จับ ส.ส.เป็นตัวประกัน” ก็อยู่ในบริบทเดียวกัน มันเกิดขึ้นจากยุคที่ไม่มีใครไว้ใจใคร กษัตริย์กลัวว่ารัฐสภาจะจับพระองค์เป็นตัวประกันหรือแม้แต่ลอบปลงพระชนม์ ส่วนรัฐสภาก็กลัวว่ากษัตริย์จะนำทหารเข้ายึดสภาอีกครั้ง ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงสร้างพิธีกรรมขึ้นมาเป็น “หลักประกัน” ทางการเมือง หากมองลึกลงไป ธรรมเนียมนี้คือรากฐานเดียวกับระบบ Checks and Balances ในรัฐธรรมนูญสมัยใหม่ เพียงแต่แสดงออกในรูปแบบละครพิธีกรรม แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ อังกฤษเก่งอย่างยิ่งในการเอาความทรงจำอันโหดร้ายมาห่อหุ้มด้วยความสง่างาม ประกอบด้วยรถม้าทองคำ ทหารสวมหมวกขนหมี เครื่องแบบสีแดง เสียงดนตรี และพระราชพิธีอันโอ่อ่า ล้วนซ่อนประวัติศาสตร์การนองเลือดเอาไว้ภายใน

อังกฤษชอบสร้างภาพว่าตนเป็นประเทศแห่งความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์และการปฏิรูปอย่างสันติ แต่ในความจริง อังกฤษเคยฆ่ากษัตริย์ตนเอง เคยเกิดสงครามกลางเมือง เคยมีเผด็จการทหาร และเคยเกือบล่มสลายจากความขัดแย้งภายใน โดยสิ่งที่อังกฤษทำได้ดีกว่าหลายประเทศก็คือ การเปลี่ยนความอัปยศในอดีตให้กลายเป็นพิธีการแห่งรัฐ พวกเขาเอาความกลัวมาทำเป็นประเพณี เอาความหวาดระแวงมาทำเป็นละคร และเอาความทรงจำอันน่ากลัวมาทำเป็นความสง่างามของชาติ

นี่คือศิลปะทางการเมืองแบบอังกฤษอย่างแท้จริง ดังนั้นทุกครั้งที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เสด็จไปเปิดรัฐสภา และมี ส.ส.คนหนึ่งนั่งรออยู่ในพระราชวังในฐานะ “ตัวประกัน” โลกจึงมิได้กำลังมองดูเพียงธรรมเนียมโบราณเท่านั้น หากแต่กำลังมองเห็นเงาของสงครามกลางเมืองเมื่อสี่ร้อยปีก่อนที่ยังทอดยาวอยู่เหนือการเมืองอังกฤษ และบางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่สถาบันการเมืองอังกฤษยังคงอยู่รอดมาได้ยาวนาน เพราะอังกฤษไม่เคยพยายามลืมอดีตอันโหดร้ายของตนเอง ประเทศจำนวนมากชอบลบประวัติศาสตร์อันน่าอับอาย พยายามเขียนตำราใหม่ หรือทำเหมือนไม่เคยเกิดความผิดพลาดขึ้น

แต่อังกฤษกลับเลือกจะ “แสดง” ความผิดพลาดเหล่านั้นซ้ำทุกปี ราวกับจะบอกประชาชนว่า ดูไว้เถิด เราเคยฆ่ากันมาแล้ว และเพราะเราไม่ลืม เราจึงยังอยู่รอด ในยุคที่โลกเต็มไปด้วยปัญญาประดิษฐ์ ดาวเทียม และขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก มนุษย์อาจดูเหมือนก้าวหน้าไปไกลมาก แต่ในส่วนลึกที่สุดของการเมืองนั้น มนุษย์ยังคงเหมือนเดิมไม่ต่างจากเมื่อสี่ร้อยปีก่อน อำนาจยังกลัวการถูกโค่นล้ม ผู้แทนประชาชนยังกลัวผู้มีอำนาจจะกลับมาใช้อำนาจเกินขอบเขต และรัฐยังคงต้องสร้าง “หลักประกัน” บางอย่างขึ้นมาเพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้ ดังนั้นการที่อังกฤษเลือกใช้พิธีกรรมเป็นหลักประกันนั้นและบางที ประเพณี “จับ ส.ส.เป็นตัวประกัน” อาจเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีที่สุดว่า เบื้องหลังฉากอันหรูหราของประชาธิปไตยทุกแห่งในโลกนั้น ล้วนซ่อนความหวาดกลัวของมนุษย์เอาไว้ทั้งสิ้น

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์