หน้าแรก บทความ จอมคน จอมโฉด ...

จอมคน จอมโฉด ยุทธการ 18 หัวเมือง : เงื่อนงำ อำนาจ ‘เปิด’ แฝงมากับ ‘ ปิด’ เมื่อใด จึง ‘เผย’

3.06.26 | 13:07 น.
เงื่อนงำ อำนาจ ‘เปิด’ แฝงมากับ ‘ ปิด’ เมื่อใด จึง ‘เผย’ สามก๊ก

“จดหมายเหตุสามก๊ก” จากบันทึกของ เฉินโซ่ว อัน ยศไกร ส.ตันสกุล ประมวลมาระบุให้เห็นภาพ 2 ภาพ
ภาพหนึ่งเป็นภาพของโจโฉที่ได้รับความไว้วางใจจากตั๋งโต๊ะ
นั่นก็คือ ตั๋งโต๊ะได้แต่งตั้งโจโฉให้เป็น “ผู้บังคับการทหารม้า” และหวังจะใช้งาน
ขณะเดียวกัน ภาพหนึ่งระบุว่า แต่โจโฉตัดสินใจหลบหนีออกจากนครหลวง
มิได้ระบุว่าเป็นการหลบหนีเนื่องจากพยายามจะลอบสังหารตั๋งโต๊ะ
เมื่ออ่าน “โจโฉ ยอดคนจอมอหังการ” อัน เรืองชัย รักศรีอักษร แปลมาจากงานของ “หวังเสียวเหล่ย” ก็ได้ให้รายละเอียดการหนีของโจโฉยอกย้อนและพิสดารมากไปกว่าของ “หลอกว้านจง”
นั่นก็คือเป็นการวางแผน มิได้เกิดขึ้นในแบบตกกระไดพลอยโจน
เช้าตรู่วันนี้จู่ๆ โฮหยอง อ้วนสุด และเฝิงฟางมาเยี่ยม โจโฉขมวดคิ้วพลางพูดว่า “ไม่แน่นะ เอี๋ยวฉินอี๋ลู่อาจจะมา เจ้านั่นเจ้าเล่ห์นัก ถ้าเขาเห็นพิรุธความพยายามก่อนหน้านี้จะสูญเปล่า”
โฮหยองนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วว่า
“ถ้าบ้านเจ้าที่นี่ไม่ปลอดภัยก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบ้านของพวกเรา ไปคุยกันนอกเมืองดีกว่า”
“ใช่ ออกไปนอกเมืองล่าสัตว์คงไม่ผิดใช่ไหม” อ้วนสุดเห็นด้วย
เฝิงฟางกลับไม่มั่นใจ “กลัวแต่ว่าสายสืบของตั๋งโต๊ะจะคอยเฝ้าประตูเมือง ถึงจะปล่อยให้เราออกนอกเมือง แต่ถ้าไปรายงานให้โจรเฒ่ารู้คงจะเลี่ยงหายนะได้ยาก”
โจโฉมีแผนแล้ว
“เอาอย่างนี้เถอะ พวกเจ้ากลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัว ข้าคลุกคลีกับโจรเฒ่านานแล้วได้รับความไว้วางใจพอสมควร ข้าจะไปพูดคุยที่จวนเขาสักพักแล้วถือโอกาสบอกว่าจะไปล่าสัตว์ ทำเช่นนี้แล้วก็ออกไปได้สะดวก”
เฝิงฟางพยักหน้า “ก็ดี ยังอาจสืบข่าวอะไรได้บ้าง”

โจโฉเดินทางไปจวนสกุลตั๋ง โจโฉมาที่นี่แทบทุกวันจนคุ้นเคยกับตั๋งโต๊ะรวมถึงคนรับใช้ในจวนเป็นอย่างดีจึงไม่รู้สึกกลัว
เขาสวมชุดลำลอง ขี่ม้าเข้าไปในจวน ทหารเฝ้าประตูไม่ขวาง
ปล่อยให้เข้าไปถึงห้องโถงใหญ่ ขณะนั้นตั๋งโต๊ะกำลังเล่นกับเด็กหญิงอายุราว 4-5 ขวบ พอเงยหน้าขึ้นเห็นโจโฉเข้ามาก็ยิ้มแล้วว่า
“เบ้งเต๊ก เชิญนั่ง ดูสิหลานสาวข้าน่ารักไหม”
หลังจากสนทนาเรื่องราวต่างๆ ทั้งในทางราชการและในทางส่วนตัวได้เวลาพอสมควรโจโฉรีบประสานมือคารวะแจ้งว่า “ตั๋งกง ผู้น้อยจะออกไปนอกเมือง”
“ไปทำอะไร” ดูเหมือนตั๋งโต๊ะจะไม่ค่อยพอใจ
“ข้าอยากออกไปล่าสัตว์ อยู่ในเมืองนานจนจะเป็นง่อยอยู่แล้ว ถ้าอ้วนมากจะนำทัพได้อย่างไร”
พูดจบก็แสร้งถอนหายใจ

การหนีของโจโฉจากมุมของ “หวังเสียวเหล่ย” ความแตกเมื่อเถียนอี๋ ลิโป้เดินรุดเข้ามาในตำหนักของตั๋งโต๊ะ พอเห็นในนั้นวุ่นวายและสับสน
เถียนอี๋จึงตวาด “เลิกวุ่นวายได้แล้ว ทุกคนเงียบหน่อย”
เหล่าแม่ทัพนายกองไม่มีใครใส่ใจ ลิโป้เห็นเช่นนั้นจึงชักกระบี่ออกมาฟันโต๊ะขาดเป็น 2 ซีก
พวกที่กำลังสนุกอยู่ต่างสะดุ้งเฮือก เงียบลงทันที ไม่กล้าขยับเขยื้อน
เถียนอี๋เห็นตั๋งโต๊ะเมาหลับไปจึงคว้าแขนเขาเขย่าแรงๆ ตั๋งโต๊ะรู้สึกเหมือนมีคนมารบกวนฝันหวานของตนจึงกางแขนสะบัดออกไป ผลักจนเถียนอี๋ล้มกลิ้งลง ลิโป้เห็นเช่นนั้นก็ยิ่งร้อนใจ
รีบดึงตั๋งโต๊ะพลางร้องเรียก “พ่อบุญธรรม โจโฉหนีไปแล้ว”
“เจ้าว่าอะไรนะ” ตั๋งโต๊ะตกใจตื่นทันที
“โจเบ้งเต๊กหนีไปแล้ว” ลิโป้บอกซ้ำ
“คงไม่หรอก” ตั๋งโต๊ะเรอ พลางสะบัดศีรษะ พยายามทำให้สติแจ่มใสขึ้น

เป็นความแจ่มใสอันค่อยๆ สร่างจากตั๋งโต๊ะ สงบนิ่งรอรับฟังรายงานภาคสนามอันมาจากลิโป้
“ลูกไปที่ตูทิงเชิญเขามาร่วมงานเลี้ยง ตามหาทั่วค่ายไม่เห็นแม้แต่เงา เฝิงฟางก็หายไปด้วย สองคนที่เราวางไว้เป็นหูตาก็ไม่รู้ว่าไปไหนแล้ว ลูกให้ฉินลู่ไปตามที่จวนโจโฉก็ไม่อยู่บ้าน คนในบ้านยังคิดว่าเขาอยู่ที่ค่าย”
“อาจไปล่าสัตว์ก็ได้”
“กลางคืนอย่างนี้จะล่าอะไร” ถึงตอนนี้เถียนอี๋ลุกขึ้นแล้ว “นายท่านท่านตื่นได้แล้วโจโฉหนีไปแล้ว เขาเล่นงิ้วต่อหน้าท่านตลอดมา”
ดูเหมือนตั๋งโต๊ะจะเข้าใจแล้ว
“เวรเอ๊ย บังอาจทำอย่างนี้ ข้าจริงใจต่อมันแค่ไหนทั้งให้ของ ทั้งเลื่อนตำแหน่ง ทำไมเขา…”
ตั๋งโต๊ะยังไม่ทันพูดจบก็เห็นอู่ควงวิ่งหน้าตื่นเข้ามา “เซียงก๊ก อ้วนสุดหายตัวไป”
ตั๋งโต๊ะยิ่งโกรธแค้น คว่ำโต๊ะลงด้วยความโมโหแล้วตะคอกว่า “รีบส่งคนออกไป ฆ่าคนในครอบครัวสกุลอ้วน สกุลโจ สกุลเฝิงในลกเอี๋ยงให้หมด”
“ช้าก่อน” เถียนอี๋ร้องห้าม
“ถ้าท่านลงมือเวลานี้ เท่ากับบีบให้พวกเขาต่อต้านจริงๆ ยังไม่ถึงเวลาหรอก ชั่วคราวส่งประกาศไปตามเมืองตามเขตให้จับตัวสามคนนี้ ถ้าพวกเขาไม่ต่อต้านก็แล้วไป หากต่อต้านจริงก็จับคนในครอบครัวมาเป็นตัวประกัน เซียงก๊กไม่ต้องโมโห ต่อให้พวกนั้นก่อกบฏจริง ในมือเรายังมีของที่จะเอาชีวิตพวกเขา”

เนื้อความนี้เองจึงสอดรับกับที่สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง(หน) บรรยายเอาไว้อย่างรวบรัดว่า
ตั๋งโต๊ะเห็นด้วยจึงให้เขียนรูปโจโฉ แล้วแต่งหนังสือไปทุกหัวเมืองว่า
“ผู้ใดเห็นรูปดังนี้ให้จับตัวส่งเข้ามาเราจะปูนบำเหน็จ แล้วจะให้เลื่อนที่เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ถ้าผู้ใดสมรู้ร่วมคิดคบเอาโจโฉซุ่มซ่อนไว้จะให้ลงโทษทั้งบุตรภรรยาถึงสิ้นชีวิต”
เช่นเดียวกับ สั่งให้ออกหมายจับตัวโจโฉและให้เขียนรูปภาพปิดไว้ทั่วทุกมุมเมือง
ในหมายจับแจ้งว่า
“ผู้ใดจับโจโฉได้จะให้รางวัลเงินก้อนใหญ่และจะตั้งให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ด้วย หากผู้ใดเป็นใจเอาโจโฉซ่อนไว้จะได้รับโทษสถานเดียวกับโจโฉ” (วรรณไว พัธโนทัย)
เช่นเดียวกับ ต่งจั๋วให้ออกประกาศจับมีรูปติดไปทั่วว่า
“ผู้ใดจับตัวได้ รางวัลพันตำลึงทอง แต่งตั้งให้เห็นโหว ศักดินาหมื่นครัวเรือน บ้านไหนให้ที่พักพิงจะมีผิดแบบเดียวกัน”
อันเป็นสำนวนแปล แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช

Advertisement

เราจะข้ามรายละเอียดในปลายพู่กันของหลอกว้านจงที่ระบุเป็นบทบาทของลิยูในการเสนอกับปลายพู่กันของหวังเสียวเหว่ยที่ระบุบทบาทของเถียนอี๋ ลิโป้ ไป
หากให้ความสนใจอย่างเป็นพิเศษในประโยคสุดท้ายของเถียนอี๋
“เซียงก๊ก ไม่ต้องโมโห ต่อให้พวกนั้นก่อกบฏจริงในมือเรายังมีของที่จะเอาชีวิตพวกเขา”
ปมเงื่อนอยู่ที่คำว่า “ของ”
นี่อาจเป็นเพียงวิถีดำเนินทางการเขียนในแบบหวังเสียวเหว่ยซึ่งต้องการสร้างจุดต่างไปจากของหลอกว้านจง
กระนั้น ความน่าสนใจอยู่ที่ “ข้อมูล” อัน “ปล่อย” ออกมาผ่านคำว่า “ของ”