ช่วงสองปีที่ผ่านมา จีนได้ขยายขอบเขตประเทศที่ได้รับสิทธิยกเว้นวีซ่าระยะสั้นเข้าประเทศแบบฝ่ายเดียวอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มตั้งแต่ประเทศในยุโรป อาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ตลอดจนแคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงหลายประเทศในตะวันออกกลางและ
ลาตินอเมริกา ปัจจุบันประเทศที่ได้รับสิทธิยกเว้นวีซ่าฝ่ายเดียวจากจีนมีจำนวน 47 ประเทศ
แต่สหรัฐยังมิได้อยู่ในรายชื่อดังกล่าว ดูประหนึ่งเกิดสภาพอเมริกันชนถูกทอดทิ้ง เมื่อต้องการเดินทางมาจีน ต้องเตรียมเอกสาร ยื่นคำร้อง และผ่านขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติที่ซับซ้อน กลายเป็นกำแพงกีดขวางการติดต่อระหว่างประชาชนของสองประเทศโดยปริยาย ช่องว่างดังกล่าว เป็นเหตุให้อเมริกันชนรับรู้เรื่องจีนโดยผ่านสื่อเท่านั้น ยากที่จะได้สัมผัสด้วยตนเองเกี่ยวกับการพัฒนาการที่แท้จริงของสังคมจีน ไม่ว่าจะเป็นระบบรถไฟความเร็วสูง เครือข่ายทางด่วน สะพาน และอุโมงค์ขนาดใหญ่ ตลอดจนระบบจัดส่งพัสดุภัณฑ์และบริการเรียกรถรับจ้างผ่านแอพพลิเคชั่น
ที่สำคัญคือถ้าคนอเมริกันเดินทางมาสัมผัสประเทศจีนด้วยตนเอง ก็จะพบว่าประชาชนกว่า 1,400 ล้านคนดำเนินชีวิตในสังคมที่มีความรู้สึกปลอดภัยสูง สามารถเดินบนท้องถนนในเมืองใหญ่และเมืองเล็กยามค่ำคืนโดยไม่ต้องกังวลเรื่องอาชญากรรม ซึ่งแตกต่างจากปัญหาอัตราอาชญากรรมสูงในสหรัฐอย่างชัดเจน กลายเป็นช่องว่าง ซึ่งต้องถือเป็นจุดเปราะบางของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ ก็เพราะจีนมีอาชญากรรมน้อยมากหรือไม่มีเลย คุกเมืองจีน ส่วนใหญ่จึงเอาไว้ขังนักการเมืองในคดีทุจริต หรือส่วนหนึ่งเป็นคู่แข่งทางการเมือง เมื่อถูกกล่าวหาว่าทุจริต อนาคตทางการเมืองก็สิ้นสุดโดยพลัน และต้องใช้ชีวิตในคุกเป็นระยะยาว
มาตรการของจีนในการยกเว้นวีซ่าฝ่ายเดียวแก่ประเทศจำนวนมาก ได้พิสูจน์ให้เห็นการก้าวข้ามความคิดแบบ ต่างตอบแทน และหันมาใช้วิธีการเปิดกว้าง เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระดับประชาชน สามารถก่อให้เกิดผลลัพธ์ระยะยาว หลังมาตรการยกเว้นวีซ่าแก่ยุโรปมีผลบังคับใช้ ก็ได้มีนักท่องเที่ยว นักศึกษา และนักธุรกิจตะวันตกจำนวนมากเดินทางมาจีน กรณีไม่เพียงช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว การบริโภค และอุตสาหกรรมเท่านั้น ยังมีส่วนช่วยลบภาพจำและอคติผ่านการใช้ชีวิตและปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน โดยนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสวิถีชีวิตและบรรยากาศของสังคมจีน นักศึกษาได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ ขณะที่ประชาชนได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกันโดยตรง กรณีเป็นการเปลี่ยนแปลงอคติเดิมของต่างประเทศที่มีต่อสังคมจีน นี่คือ อำนาจละมุน ของจีนอย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์
การทูตภาคประชาชนถือเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาการเผชิญหน้า จึงเห็นว่าจีนควรผ่อนปรนเรื่องวีซ่าต่อพลเมืองสหรัฐ ด้วยการยกเว้นวีซ่าฝ่ายเดียวแก่อเมริกันชน
เดือนพฤศจิกายนปีนี้ เป็นช่วงการเลือกตั้งมิดเทอมของสหรัฐ ซึ่งจะมีการกำหนดดุลอำนาจในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา นักการเมืองบางส่วนที่มีจุดยืนต่อต้านจีนยังคงใช้วิธีเดิม ด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างภาพ ใส่ร้ายจีนว่าเป็น ปีศาจ แต่การตอบโต้ที่ดีสุดคือมิใช่การโต้เถียง หากเป็นการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบของจีน ให้อเมริกันชนสามารถเดินทางเข้าจีนได้โดยตรงแบบยกเว้นวีซ่า ทั้งนี้ เป็นการหักล้างข่าวลือข่าวปล่อยที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อจีนอย่างสัมฤทธิผล
แม้มาตรการยกเว้นวีซ่าฝ่ายเดียว จะดูเหมือนเป็นการยอมถอย แต่ความจริงกลับเป็นการจัดวางยุทธศาสตร์ทางการทูต เพราะเป็นการไม่คำนวณในประเด็นต่างตอบแทน เพื่อแลกกับความนิยมของคนอเมริกัน ด้วยการไปมาหาสู่เพื่อลดช่องว่างและทำลายกำแพงขวางกั้น ไม่เพียงช่วยปรับสภาพความสัมพันธ์ด้านมนุษยศาสตร์จีน-สหรัฐ ยังช่วยให้จีนสามารถยืนอยู่บนจุดสูงทางศีลธรรมและความนิยมของประชาชน อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างมิตรภาพระยะยาวระหว่างสองประเทศอีกด้วย
ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ จีนได้ยกเว้นวีซ่าแก่ประเทศตะวันตกและยุโรปเป็นจำนวนมาก แต่สหรัฐเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับที่ 1 กลับไม่ได้รับการยกเว้น ซึ่งอาจเป็นการกระทบต่อความรู้สึกของคนอเมริกัน อันเป็นเหตุให้ความขัดแย้งที่มีอยู่แล้วทวีความรุนแรงมากขึ้น แม้เป็นสิทธิของจีนที่จะยกเว้นวีซ่าแก่ประเทศใดหรือไม่ก็ได้ แต่เป็นพฤติกรรมเลือกที่รักมักที่ชัง การยกเว้นวีซ่านั้นน่าจะอยู่ในนัยของวลี ความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพและสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นข้อเสนอของจีนเมื่อซัมมิทพฤษภาคม ดังนั้น การให้วีซ่าฝ่ายเดียวแก่สหรัฐ จึงเป็นประเด็นที่จีนต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐกลับสู่ภาวะปกติ
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

