หน้าแรก บทความ สารจากเอกอัคร...

สารจากเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ในโอกาสที่กำลังจะครบรอบ 140 ปี ญี่ปุ่น-ไทย และพัฒนาการ 10 ปียุทธศาสตร์ ‘อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง’

4.06.26 | 09:07 น.

สารจากเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น
ในโอกาสที่กำลังจะครบรอบ 140 ปี ญี่ปุ่น-ไทย และพัฒนาการ 10 ปียุทธศาสตร์ ‘อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง’

ปัจจุบันโลกอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งวิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไปจนถึงสงครามและความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว นางซานาเอะ ทากาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศแนวคิดการพัฒนายุทธศาสตร์ “อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง (FOIP)” ซึ่งครบรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้ถูกนำเสนอขึ้นครั้งแรก ในขณะเดียวกันเมื่อมองไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศญี่ปุ่นและไทยในวาระครบรอบ 140 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตญี่ปุ่น-ไทยในปีหน้านี้ ข้าพเจ้าจึงขอกล่าวถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศโดยอ้างอิงถึงประวัติศาสตร์การแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างประเทศญี่ปุ่นและไทย รวมไปถึงยุทธศาสตร์ FOIP ที่ได้พัฒนาไปสู่รูปแบบใหม่

ความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างญี่ปุ่น-ไทย เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2430 จากการลงนามใน “ปฏิญญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์” แต่หากมองย้อนไปไกลขึ้นอีก ทั้งสองประเทศมีการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์กันมายาวนานกว่า 600 ปี ในเวลานั้นการแลกเปลี่ยนดำเนินผ่านทางการค้า โดยก่อตั้งหมู่บ้านชาวญี่ปุ่นขึ้นในอาณาจักรอยุธยาในบรรดาชาวญี่ปุ่น “ยามาดะ นางามาซะ” เป็นผู้มีบทบาทสำคัญทั้งในด้านการเมืองและการค้า มีความดีความชอบจนได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็น “ออกญาเสนาภิมุข”จากพระมหากษัตริย์ ความไว้วางใจและเข้าใจซึ่งกันและกันที่ฝังลึกอยู่ในประวัติศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนานเช่นนี้ ได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญของ “ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน” ของทั้งสองประเทศในปัจจุบัน ทุกวันนี้ มีชาวญี่ปุ่นพำนักอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 70,000 คน และมีบริษัทเอกชนญี่ปุ่นมากกว่า 6,000 แห่งที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยซึ่งสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิภาคนี้ในแง่ของการรักษาความมั่นคง ดังเช่นในการฝึก “คอบบร้าโกลด์” การฝึกร่วม/ผสมทางทหารระดับพหุภาคีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งจัดขึ้นทุกปี ณ ประเทศไทยและมีกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นเข้าร่วมฝึก ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก และอยู่ในจุดศูนย์กลางของภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ตามแนวคิดของยุทธศาสตร์ FOIP ฉบับปรับปรุงที่นายกรัฐมนตรีทากาอิจิได้ประกาศไว้เมื่อไม่นานมานี้

ยุทธศาสตร์ FOIP ฉบับปรับปรุงของนายกรัฐมนตรีทากาอิจิ มีที่มาจากแนวคิดที่ว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศญี่ปุ่นและทุกประเทศในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก จำเป็นจะต้องมี “อิสรภาพ” และ “ความยืดหยุ่น” ในทุกๆ ด้าน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง เพื่อให้สามารถกำหนดชะตาชีวิตของตนได้ด้วยตนเอง ภายใต้สถานการณ์ระหว่างประเทศที่กำลังคับขัน และด้วยการใช้ยุทธศาสตร์ FOIP ฉบับปรับปรุงนี้เป็นพื้นฐาน ประเทศญี่ปุ่นจะเดินหน้าความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยในด้านต่างๆ ได้แก่ “การสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจในยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์และข้อมูล ซึ่งรวมถึงการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็งในด้านพลังงานและทรัพยากรสำคัญ” “การบูรณาการระหว่างภาครัฐและเอกชนในการสร้างพรมแดนทางเศรษฐกิจและกฎเกณฑ์ร่วมกัน” และ “การขยายความร่วมมือด้านการรักษาความมั่นคงเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค” อนึ่ง จุดยืนของประเทศญี่ปุ่นที่ยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศรวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติมาโดยตลอดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกนั้น จะยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง รวมทั้งจะส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งกฎระเบียบระหว่างประเทศดังเช่นที่ได้ดำเนินมาโดยตลอด

Advertisement

ปัจจุบัน ภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังทวีความตึงเครียดมากขึ้น ภายใต้สถานการณ์ความกังวลด้านความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตอกย้ำถึงความเปราะบางในการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของเอเชีย ประเทศญี่ปุ่นได้ให้ความร่วมมือแก่ประเทศต่างๆ ในเอเชียเพื่อช่วยให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสามารถเกิดขึ้นได้จริงโดยปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ของแต่ละประเทศ ผ่านทางกรอบความร่วมมือ “Asia Zero Emission Community (AZEC)” ที่ริเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2566 นอกจากนี้ในการประชุมทางไกลของสุดยอดผู้นำ “Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีทากาอิจิ ได้ประกาศแผนการสนับสนุนด้านการเงิน “Partnership on Wide Energy and Resources Resilience” (POWERR Asia) ในวงเงินสูงสุด 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัญหาด้านความมั่นคงทางพลังงานไม่ใช่สิ่งที่จะจัดการได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง ประเทศญี่ปุ่นจึงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในเอเชียรวมถึงประเทศไทยให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาความสามารถในการปรับตัวของทั่วทั้งภูมิภาคผ่านทางกรอบความร่วมมือ AZEC และ POWERR Asia

จากนี้ไปประเทศญี่ปุ่นจะจับมือกับประเทศไทยพัฒนาความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในฐานะหุ้นส่วนที่เท่าเทียม ซึ่งจะนำไปสู่สันติภาพ ความมีเสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของภูมิภาค ทั้งนี้ ในวาระครบรอบ 140 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตญี่ปุ่น-ไทยในปีหน้าจะเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองประเทศจะได้พัฒนาความสัมพันธ์ให้เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น และในโอกาสการเฉลิมฉลองนี้จึงได้จัดกิจกรรมการประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ 140 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตญี่ปุ่น-ไทย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีผู้เข้าร่วมประกวดเป็นจำนวนมาก สำหรับรายละเอียดการสมัคร สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากลิงก์ที่ระบุด้านล่างนี้

https://www.th.emb-japan.go.jp/itpr_th/jt140_logo.html

โอตากะ มาซาโตะ
เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งญี่ปุ่น ประจำราชอาณาจักรไทย