หน้าแรก บทความ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : พายุสุริยะมหันตภัย

7.06.26 | 13:34 น.
สะพานแห่งกาลเวลา : พายุสุริยะมหันตภัย พายุสนามแม่เหล็กโลก
pixabay

พายุสนามแม่เหล็กโลก (Geomagnetic storms) เกิดขึ้นเมื่อกลุ่มก้อนอนุภาคขนาดใหญ่ที่ร้อนจัด หรือพลาสมา ซึ่งประกอบด้วยโปรตอนและอิเล็กตรอน ถูกดีดออกมาจากบรรยากาศของดวงอาทิตย์ แล้วพุ่งเข้าปะทะกับสนามแม่เหล็กโลก ก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ขึ้นกับสนามแม่เหล็กโลก จนเกิดอ่อนกำลังลงและบิดเบี้ยว นำไปสู่ปรากฏการณ์ในธรรมชาติอย่างที่เรียกกันว่า แสงเหนือ (ออโรรา) และอื่นๆ

คำถามที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ปรากฏการณ์ที่ว่านี้เป็นอันตรายต่อมนุษย์และโลกหรือไม่ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าโลกจะเป็นอันตรายหรือไม่ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของพายุสนามแม่เหล็กโลกที่ว่านี้ ซึ่งสำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ (โนอา) ของสหรัฐอเมริกา จัดทำมาตรวัดไว้เป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ จี1 ถึงระดับสูงสุดคือ จี5

นักวิทยาศาสตร์ของโนอาระบุว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2024 ได้เกิดพายุสนามแม่เหล็กโลกระดับ จี5 ขึ้น ส่งผลกระทบต่อการทำงานของการสื่อสารของระบบกำหนดตำแหน่งด้วยดาวเทียม (จีพีเอส) ให้ผิดเพี้ยนไปมากจนไม่สามารถทำงานต่อไปได้ตามปกติ ระบบนำทาง (tractor guidance) ของจีพีเอส ซึ่งจำเป็นต้องมีความแม่นยำในระดับเซนติเมตรต้องปิดการทำงานลง นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า หากความรุนแรงของพายุสนามแม่เหล็กโลกมีมากกว่าระดับ จี5 ก็สามารถก่อให้เกิดความวิปริตขึ้นกับระบบสาธารณูปโภคหลายอย่างของโลก อาทิ ทำให้โครงข่ายการจ่ายกระแสไฟฟ้าและอินเตอร์เน็ต ใช้การไม่ได้

ซึ่งแน่นอนว่า นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถปล่อยให้ภัยคุกคามที่ว่านี้เกิดขึ้นจริงได้อย่างแน่นอน คำถามคือ ต้องทำอย่างไรกัน

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า พายุสนามแม่เหล็กโลกรุนแรงในระดับนั้นไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้น แต่เคยเกิดขึ้นมาแล้วระหว่างวันที่ 1-2 กันยายน ปี 1859 ระบบการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์อย่างเดียวที่เรามีอยู่ในเวลานั้นคือ ระบบโทรเลข ล่มไปทั้งหมด มีรายงานจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานว่าเกิดกระแสไฟฟ้าขัดข้อง กระดาษโทรเลขเกิดติดไฟ จนไม่สามารถปฏิบัติงานต่อไปได้ตามปกติ ปรากฏการณ์แสงเหนือซึ่งโดยปกติจะเห็นได้เฉพาะในพื้นที่ละติจูดสูงๆ อาทิ ตอนเหนือของแคนาดา, สแกนดิเนเวียน และไซบีเรีย ปรากฏให้เห็นต่ำลงมามากจนถึงประเทศโคลอมเบียเลยทีเดียว เหตุการณ์ดังกล่าวนี้เรียกกันในภายหลังว่า แคร์ริงตัน อีเวนต์ (Carrington Event) ซึ่งมีระดับความรุนแรงมากกว่าเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 มากนัก

Advertisement

พายุสนามแม่เหล็กโลกนี้ปรากฏบันทึกไว้นานมากแล้วตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 19โดยได้ข้อมูลจากแท่งน้ำแข็งขั้วโลกเหนือที่มีร่องรอยปรากฏให้เห็นว่าเกิดพายุสนามแม่เหล็กโลกรุนแรงขึ้นในราวปี ค.ศ.774 ซึ่งเรียกกันในเวลาต่อมาว่า มิยาเกะ อีเวนต์ (Miyake Event) ทั้งนี้ เป็นเพราะพายุสุริยะก่อให้เกิดการสะสมของ “คาร์บอน-14” ขนาดใหญ่ที่สุดและรวดเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมาขึ้น หลังจากพายุสนามแม่เหล็กโลกครั้งนั้น ทำให้เกิดรังสีคอสมิคขึ้นในชั้นบรรยากาศระดับบนสุดของชั้นบรรยากาศโลก จนก่อให้เกิดไอโซโทปของคาร์บอน หรือคาร์บอน-14 ขึ้นมหาศาลนั่นเอง

ต่อมาในราวปี 993 เกิดพายุสนามแม่เหล็กโลกที่ขนาดย่อมลงมาจากเหตุการณ์มิยาเกะขึ้นอีกครั้ง หลักฐานจากแก่นน้ำแข็งขั้วโลกแสดงให้เห็นว่า ปรากฏการณ์นี้สามารถเกิดขึ้นได้สม่ำเสมอในอัตรา 1 ครั้ง ทุกๆ 500 ปี ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์สามารถประเมินระดับความรุนแรงของเหตุการณ์แคร์ริงตันได้ กลับไม่สามารถวัดความผันผวนที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์มิยาเกะได้ ต้องหันมาใช้มาตรวัดปริมาณของคาร์บอน-14 ที่ถูกจัดเก็บไว้ในวงปีของต้นไม้จากยุคนั้นแทน พบว่า มันเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมถึง 12 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับเหตุการณ์แคร์ริงตันที่ระดับการเพิ่มไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ

หากเกิดพายุสนามแม่เหล็กโลกขึ้นในเวลานี้จะก่อให้เกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง ที่แน่ๆ ก็คืออันตรายจะใหญ่หลวงกว่ามาก เนื่องจากโลกปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่ระบบโทรเลขเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว การพึ่งพาระบบไฟฟ้าและเทคโนโลยีของโลกในยุคปัจจุบันมีมากมายมหาศาล จนพายุสนามแม่เหล็กโลกอาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้เป็นมูลค่านับหลายล้านล้านดอลลาร์และเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตเลยทีเดียว

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ระบบไฟฟ้าของโลกส่วนใหญ่จะใช้การไม่ได้ เหตุเพราะมันจะเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสซึ่งจะไหลต่อเนื่องไปตามโครงข่ายการจ่ายกระแสไฟฟ้ามากกว่า 100 แอมแปร์ หรือเท่ากับกำลังไฟที่จ่ายให้กับบ้านแต่ละหลังโดยประมาณ ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นกับโครงข่ายและอุปกรณ์ต่อพ่วงทำให้เกิดไฟดับเป็นวงกว้าง

ข้อมูลระบุว่า พายุสนามแม่เหล็กโลกที่มีระดับความรุนแรงน้อยกว่าเหตุการณ์แคร์ริงตัน ราว 3 เท่าตัวเคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมปี 1989 เหนือท้องฟ้าเมืองควีเบค ในประเทศแคนาดา ผลก็คือระบบโครงข่ายจ่ายกระแสไฟฟ้าของควีเบคล่มทั้งหมด หม้อแปลงได้รับความเสียหาย ประชาชนราว 5 ล้านคนต้องใช้ชีวิตอยู่โดยไม่มีกระแสไฟฟ้านานถึง 9 ชั่วโมง

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า หากเหตุการณ์ทำนองเดียวกันเกิดขึ้นอีก จะไม่เกิดเพียงแค่ไฟฟ้าดับเท่านั้น อินเตอร์เน็ตทั่วโลกก็จะล่มตามมา ทำลายการสื่อสารซึ่งกันและกันของอีกหลายๆ ระบบที่มนุษย์ใช้กันอยู่ อาทิ การสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง จากภาคพื้นดินสู่อากาศ วิทยุคลื่นสั้น ที่เรือในทะเลใช้ติดต่อกับฝั่ง แม้กระทั่งวงโคจรของดาวเทียมทั้งหลายรอบโลก ก็จะผิดเพี้ยนไปเหตุเพราะพายุสนามแม่เหล็กโลกเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟส่วนเกินขึ้นในระบบจนแผงวงจรไหม้เสียหายนั่นเอง

ถึงตอนนั้น โทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต วิทยุ และโทรทัศน์ ก็ใช้งานไม่ได้ทั้งหมด

มนุษย์ในยุคปัจจุบันจะทนต่อสภาพเช่นนั้นได้สักกี่ชั่วโมงกัน?