china watch : เหตุการณ์ ‘เทียนอันเหมิน’ บาดแผลประวัติศาสตร์

8.06.26 | 13:14 น.
china watch : เหตุการณ์ ‘เทียนอันเหมิน’ บาดแผลประวัติศาสตร์

4 มิถุนายน 2026 เป็นวันครบรอบ 37 ปีของเหตุการณ์เทียนอันเหมิน วันนั้นประชาชนและนักศึกษาจำนวนมากต่างมาชุมนุมกัน เพื่อไว้อาลัยต่ออสัญกรรมของ หู เย่าปัง อดีตเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ พร้อมทั้งทำการประท้วงต่อต้านการแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจและการทุจริตฉ้อโกง ในที่สุดเหตุการณ์บานปลาย อันเกิดจากความละอ่อนทางการเมืองของนักศึกษา เหตุการณ์จึงจบลงด้วยการนองเลือด

“กาล” และ “การณ์” เปลี่ยนไป แม้ประเทศจีนประสบความสำเร็จด้านการพัฒนาอย่างใหญ่หลวง อันเป็นที่ประทับใจของประชาชนจีนและมีบทบาทสำคัญบนเวทีระหว่างประเทศ แต่บาดแผลทางประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ 4 มิถุนายน ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการเยียวยาและสมานต่อไป

หากย้อนมองกลับไปเมื่อปี 1978 ซึ่งเป็นปีแรกของการปฏิรูปเปิดประเทศ อันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนา โดยเริ่มตั้งแต่การสร้างระบบเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม ไปจนถึงการปฏิรูปรอบด้านและเชิงลึก และการเดินหน้าสู่ความทันสมัยแบบจีน ตลอดเวลา 48 ปีแห่งการปฏิรูปเปิดประเทศ ความสำเร็จได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ แต่ในระยะเริ่มแรกของการทำงาน ยังขาดประสบการณ์ จึงเป็นการดำเนินไปในรูปแบบเชิงทดลองและเรียนรู้ควบคู่กันไป ท่ามกลางกระแสความคิดที่หลากหลาย จึงเกิดความสับสนและยังไม่แน่ใจต่ออนาคต แม้การปฏิรูประบบกรรมสิทธิ์ได้สร้างพลังขับเคลื่อนแก่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดปัญหาตามมา โดยเฉพาะปรากฏการณ์แสวงหากำไรจากกลุ่มอำนาจและการทุจริตฉ้อโกง บุคคลบางกลุ่มอาศัยความเชื่อมโยงกับหน่วยงานของรัฐฉวยโอกาสกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร ควบคุมและบิดเบือนราคา เป็นการค้ากำไรเกินควรจากช่องว่างของระบบราชการ

15 เมษายน 1989 ซึ่งเป็นวันที่ถึงแก่อสัญกรรมของ หู เย่าปัง ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีแนวคิดเปิดกว้างและมีความซื่อสัตย์สุจริต จึงมีประชาชนจำนวนมากเดินทางไปยังจัตุรัสเทียนอันเหมินเพื่อคารวลัย ขณะเดียวกันก็ได้ทำการประท้วงต่อปัญหาการแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจและการฉ้อราษฎร์บังหลวง ตลอดจนราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ต่อมาเหตุการณ์บานปลายและขยายขอบเขตไปเป็นขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและความรักชาติ ซึ่งมีนักศึกษาเป็นแกนนำสำคัญ

ตั้งแต่วันที่ถึงแก่อสัญกรรมของ หู เย่าปัง จนถึงวันที่ 4 มิถุนายน เห็นว่ามีโอกาสหลายครั้งที่สามารถแก้ไขและยุติเหตุการณ์ด้วยสันติวิธี ทว่าโอกาสเหล่านั้นกลับถูกละเลย จนท้ายที่สุดก็ต้องจบลงด้วยการสูญเสียเลือดเนื้อ และได้ทิ้งรอยแผลอันลึกไว้บนเส้นทางแห่งการฟื้นฟูและความเจริญรุ่งเรืองของชนชาติ

Advertisement

ภายหลังเหตุการณ์ 4 มิถุนายน สังคมโลกมีความสงสัยต่อทิศทางการพัฒนาของจีน แต่จีนดำเนินต่อมิเคยว่างเว้น เวลา 37 ปีผ่านไป จีนไม่เพียงก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก แต่พลังแห่งชาติโดยรวมก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คุณภาพชีวิตของประชาชนได้รับการปรับปรุง ปัญหาความยากจนขั้นรุนแรงได้หมดลงแล้ว เป้าหมายการสร้าง “สังคมอยู่ดีกินอิ่ม” ได้บรรลุผลมาหลายปีแล้ว ปัจจุบันจีนกำลังก้าวสู่ระดับประเทศพัฒนาที่มีความทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นด้านการสำรวจอวกาศ การพัฒนาพลังงานใหม่ หรือปัญญาประดิษฐ์ และเสริมสร้างความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในหลากหลายสาขา

หนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลได้ทำการปราบปรามการทุจริตและการใช้อำนาจโดยมิชอบอย่างเข้มข้นและจริงจัง สำหรับด้านสันติภาพ จีนเน้นย้ำถึงความสำคัญของการธำรงรักษาอำนาจและบทบาทของสหประชาชาติ พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี ทั้งนี้ บริษัท Gallup ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการยอมรับบทบาทของผู้นำ ปรากฏว่าจีนแซงหน้าสหรัฐไปแล้ว

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกในรอบศตวรรษที่กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว การพัฒนาและความก้าวหน้าของประเทศก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เส้นทางแห่งการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชนชาติจีนดำเนินไปด้วยความมั่นใจมากขึ้นต่อเนื่อง แต่ “ปมบาดแผล” ที่เกิดจากเหตุการณ์ 4 มิถุนายน ยังคงเป็นปัญหาที่จำเป็นต้องได้รับการคลี่คลายและเยียวยาอย่างจริงจัง ความจริงโศกนาฏกรรมเมื่อ 4 มิถุนายน มิใช่เรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากแต่กลุ่มผู้นำประเทศมีความเห็นและแนวทางแตกต่างกันต่อการชุมนุม ปัญหาจึงเกิด

แม้ราชการยืนยันว่าเหตุการณ์มีข้อสรุปแล้ว แต่เมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์ จะเห็นได้ว่าการให้นิยามยังไม่คงที่ เพราะจากเดิมที่เรียกว่า “จลาจลต่อต้านปฏิวัติ” ต่อมาก็ได้เปลี่ยนเป็น “ความปั่นป่วนทางการเมือง”

อย่างไรก็ตาม ขอสรุปในปริโยสานว่า นักศึกษาและประชาชนที่ลงถนนในเวลานั้น ต่างมีความปรารถนาดีและความจริงใจต่อประเทศชาติ ความรักชาติของพวกเขาสมควรได้รับการชื่นชมและสดุดี