หน้าแรก บทความ จอมคน จอมโฉด ...

จอมคน จอมโฉด ยุทธการ 18 หัวเมือง : จุดแผก แตกต่าง ไม้ร้อยดอก บานสะพรั่ง สีสัน สุดบรรเจิด

10.06.26 | 13:04 น.
จอมคน จอมโฉด ยุทธการ 18 หัวเมือง : จุดแผก แตกต่าง ไม้ร้อยดอก

เมื่อได้ยินถ้อยคำห้วงท้ายจากเถียนอี๋ซึ่งมาพร้อมกับลิโป้ที่ว่า “เซียงก๊ก ไม่ต้องโมโหต่อให้พวกนั้นก่อกบฏจริงในมือเรายังมีของที่จะเอาชีวิตพวกเขา”
“ของอะไร” ดวงตาตั๋งโต๊ะเจิดจ้าขึ้นทันที
“ก็คือ หงหนงอ๋อง เล่าเปียน”
“ก็แค่ฮ่องเต้ที่ถูกถอดออกจะมีประโยชน์อะไร”
“มิได้ มิได้ นายท่านไม่ได้ชิงราชบัลลังก์ ถ้าชาวจงหยวนพวกนี้จะลุกขึ้นสู้คงชูธงอ้างการฟื้นเล่าเปียนฮ่องเต้ที่ถูกถอดออก ถึงตอนนั้นเราจะฆ่าเล่าเปียนซะ พวกนั้นก็ทำอะไรไม่ถูกแล้ว”
เถียนอี๋ หรี่ตายิ้มอย่างอำมหิต
“ถึงตอนนั้นพวกนั้นจะมีความเห็นแตกแยกกัน จะขัดแย้งกันเอง สุดท้ายก็จะฆ่าฟันกัน แผ่นดินจะวุ่นวาย ต่างมุ่งแสวงหาชื่อเสียงและผลประโยชน์ วิญญูชนจอมปลอมพวกนี้ล้วนแต่หน้าเนื้อใจเสือ
ข้าไม่เชื่อหรอกว่า คนพวกนี้จะทำเพื่อส่วนรวมอย่างไม่เห็นแก่ตัว”
ตั๋งโต๊ะพยักหน้าแล้วสั่งว่า “เฟิ่งเซียน รีบแจ้งไปตามแคว้นและเขต ตามจับสามคนที่หนีไป โดยเฉพาะโจเบ้งเต๊ก”
“ขอรับ” ลิโป้ขานรับแล้วผลไป
ย้อนจากปลายพู่กันจากการเรียบเรียงของ หวางเสียวเหล่ย ไปยังสำนวนแปล เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
เป็นบทบาทและการเคลื่อนไหวของโจโฉ
ฝ่ายโจโฉมาถึงเมืองจงพวน ชาวด่านเห็นรูปโจโฉกับรูปซึ่งเขียนมานั้นเหมือนกันจึงจับตัวโจโฉส่งไปให้ตันก๋ง เจ้าเมืองจงพวน
เจ้าเมืองจงพวนถามว่า “ตัวชื่อโจโฉหรือ”
โจโฉบอกว่า “ข้าพเจ้าชื่อฮ่องอู เป็นพ่อค้าเที่ยวค้าขายดอก”
ตันก๋งพิศดูก็จำได้ตระหนัก แล้วว่า “ตัวชื่อโจโฉ เป็นไฉนจึงว่าชื่อฮ่องอูเล่า ตัวนี้เจรจาไม่จริง วันนี้ค่ำแล้วเอาไปใส่คุกไว้ก่อนเถิด
พรุ่งนี้จึงบอกส่งขึ้นไปเมืองหลวง”

สํานวน วรรณไว พัธโนทัย ระบุว่า ฝ่ายโจโฉครั้นหนีออกมานอกเมืองได้ก็มุ่งไปยังเมืองเจียวจวิ้น เส้นทางผ่านอำเภอจงพวน
ทหารรักษาด่านเห็นรูปร่างโจโฉเหมือนรูปภาพที่ทางการประกาศจับจึงจับตัวโจโฉส่งไปให้นายอำเภอ
โจโฉแก้ว่า “ข้าพเจ้าเป็นพ่อค้าชื่อว่าฮ่องอู”
นายอำเภอจำโจโฉได้เป็นอย่างดี ครั้นได้ยินโจโฉพูดดังนั้นก็ลังเลใจอยู่ชั่วครู่แล้วว่า
“เมื่อข้าพเจ้าไปหางานทำที่พระนครลกเอี๋ยงนั้นจำได้ว่าท่านคือโจโฉ ไฉนท่านจึงปกปิดข้าพเจ้า
วันนี้ค่ำแล้ว พรุ่งนี้ค่อยส่งตัวขึ้นไปเมืองหลวง”
สำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ว่า เฉาเชาหนีไปเฉียวจวิ้นผ่านจงโหมวถูกทหารที่ด่านจับตัวไปให้นายอำเภอ
เฉาเชาว่า “ข้าเป็นพ่อค้าชื่อหวงผู่”
นายอำเภอมองเฉาเขาอยู่นานแล้วว่า “ข้าเคยเข้าไปลั่วหยางเพื่อขอตำแหน่งขุนนาง ข้ารู้ว่าท่านคือเฉาเชาทำไมต้องปิดบังด้วย
คุมตัวไว้ พรุ่งนี้ค่อยนำตัวไปรับรางวัลนำจับ”

ครั้นอ่าน “โจโฉ ยอดคนจอมอหังการ” สำนวนแปล เรืองชัย รักศรีอักษร จากการประมวลและเรียบเรียงของ หวังเสียวเหล่ย
กลับได้รสชาติการหนีของโจโฉไปในอีกแบบ
โจโฉ อ้วนสุด เฝิงฟาง เร่งม้าไปตามถนนสายเล็ก ระหว่างทางเห็นแต่ซากปรักหักพัง บางหมู่บ้านไม่มีแม้แต่เงาคน
จงมู่ไม่มีภัยสงครามล้วนเกิดจากการปล้นชิงของทหารเสเหลียง
ขณะออกจากลั่วหยางติดอาหารแห้งมาเพียงเล็กน้อยไม่นานก็กินหมด ผ่านการขี่ม้าทั้งคืนรู้สึกหิวโหย แต่ทั้ง 3 ก็ไม่กล้ามุ่งไปยังตัวอำเภอด้วยเกรงว่าอาจจะถูกจับกุมจึงต้องทนหิว
ผ่านหมู่บ้านแล้วหมู่บ้านเล่าจนถึงเที่ยง ข้างหน้าเห็นเป็นหมู่บ้านซึ่งมีควันไฟ
“เฮ้อ เกือบออกจากเขตอำเภอจงมู่แล้ว ในที่สุดก็เจอหมู่บ้านที่มีคนอาศัย” อ้วนสุดถอนหายใจยาว
“หาบ้านขออาหารกินสักมื้อดีกว่า”

โจโฉคิดว่าอ้วนสุดมาจากครอบครัวสูงศักดิ์ พูดจาย่อมหยิ่งผยองจึงรีบดึงตัวไว้ “กงลู่ เจ้าอยู่เถอะ ท่าทางเหมือนทหารหนีทัพของเจ้าคงลำบากแน่ ให้ข้าไปเถอะ”
ว่าแล้วก็จูงม้าออกจากถนนดิน ขึ้นไปบนเนิน
“พี่ชายข้าเป็นคนผ่านทางอาหารแห้งหมดแล้ว โปรดแบ่งอาหารให้บ้างข้าจะตอบแทนอย่างเต็มที่”
พูดพลางล้วงปิ่นทองเล่มหนึ่งออกจากอกเสื้อ
ชายเจ้าของบ้านรับปิ่นทองมาดู มองสำรวจโจโฉตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ยิ้มพลางพูด “พี่ชายไม่จำเป็นต้องยึดถือมารยาทเช่นนี้ ก็แค่อาหารหนึ่งมื้อไยต้องมารยาทเกินไป ร้อนใจในสิ่งที่ผู้อื่นร้อนใจย่อมเป็นวิญญูชนแฮ
ข้าไม่ต้องการสิ่งตอบแทน เชิญกินตามสบายเถอะ”
โจโฉเกือบหัวเราะออกมา คนผู้นี้มีความรู้อย่างงูๆ ปลาๆ คำพูดฟังแล้วขัดหูและล้วนเป็นถ้อยคำเสแสร้ง

โจโฉกลั้นหัวเราะแล้วว่า “ขอบคุณพี่ชาย แต่ท่านรับปิ่นไว้เถอะ ทางนั้นยังมีเพื่อนร่วมเดินทางอีกสองคน
แบ่งอาหารให้หน่อยได้หรือไม่”
“โธ่ เมื่อมีเมตตาย่อมได้รับเมตตาตอบ เมื่อมีน้ำใจย่อมได้รับน้ำใจตอบ ท่านเป็นชายชาตรีอย่างแท้จริง ผู้น้องขอรับของไว้แล”
พูดจบก็ถือปิ่นทองไว้
“หมู่บ้านกันดารย่อมขาดแคลนปลา ขาดแคลนอุ้งตีนหมี ย่อมไม่มีทั้งปลากับอุ้งตีนหมี พี่ชายอย่าใจร้อน รอสักครู่ผู้น้องขอกลับไปเอาอาหาร ขอกลับไปก่อน เดี๋ยวก็มา”
ที่จริง พูด 2-3 คำก็เข้าใจได้ แต่กลับพูดจาวกวน อ้างคำในคัมภีร์จนฟังแล้วสับสน
โจโฉเห็นเขาเข้าไปในบ้านแล้วก็กลั้นไม่อยู่ กุมท้องหัวเราะ

Advertisement

ทันใดนั้นก็มีเสียงหง่างๆ ดังสนั่น ชายผู้นั้นตีฆ้องพลางวิ่งออกมาร้องตะโกนว่า “ช่วยกันจับโจร”
มีชายฉกรรจ์ 7-8 คนวิ่งออกจากบ้าน ทุกคนถือไม้พลอง
โจโฉตกตะลึง เขากำลังหนีมาจึงไม่กล้าลงมือรีบหันหลังเตรียมหนี ไม่รู้ว่าเสียงฆ้องสัญญาณจับโจรของหมู่บ้าน
เสียงนี้ทุกคนจะขานรับ
โจโฉหันไปมอง เห็นมีคนวิ่งออกมาจากบ้านไม้ทุกหลังล้วนเป็นชายฉกรรจ์ กรูกันมาเต็มไปหมด
ทั้งที่ถือพลอง ถือจอบ ถือคราด ยังมีที่คว้าไม้ดาลประตู
โจโฉกระตุ้นม้าลงเนิน คาดไม่ถึงว่ามีชาวบ้านขวางไว้แล้ว มีคนใช้ไม้ดาลประตูขัดขาม้า
ทั้งโจโฉ ทั้งม้าล้มลง

เฝิงฟางกับอ้วนสุดมองเห็นแต่ไกล ทั้งคู่ชักกระบี่ออก แต่ชาวบ้านมีหลายสิบคนทั้งยังดุร้ายไม่ยอมล่าถอย
ทั้งสองไม่อาจบุกฝ่า ทั้งยังถูกล้อม
โจโฉล้มลงบนเนิน รู้สึกว่าโลกหมุน โจเบ้งเต็กซึ่งเคยบัญชาทัพรบกับโจรโพกผ้าเหลืองกลับตกอยู่ในเงื้อมมือของชาวบ้านอย่างไม่ทันตั้งตัว
เพียงครู่เดียวก็ถูกมัดไว้อย่างแน่นหนา