หน้าแรก บทความ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : เอลนีโญ

14.06.26 | 13:14 น.
สะพานแห่งกาลเวลา : เอลนีโญ
Pixabay

ศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป (อีซีเอ็มดับเบิลยูเอฟ) คาดการณ์ว่า กระแสน้ำอุ่นบริเวณผิวทะเลบริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิก จะอุ่นขึ้น 3 องศาเซลเซียส จากค่าเฉลี่ยเดิมในราวเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งจะส่งผลให้อุณหภูมิท้องทะเลบริเวณเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิกจะขึ้นไปอยู่ที่เกินกว่า 4 องศาเซลเซียส

นั่นแสดงให้เห็นว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) ของปีนี้ จะมีอุณภูมิสูงสุดในรอบหลายปี และจะส่งผลให้อุณหภูมิทั่วโลก จะสูงกว่าที่เคยมีการคาดการณ์กันเอาไว้ในช่วงปี 2015-2016 กับช่วงปี 1997-1998 ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่แค่ 3.4 องศา โดยจะสูงขึ้นเกินค่าเฉลี่ยที่ 3.2 องศา

เบ็น โนล นักอุตุนิยมวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศของหนังสือพิมพ์ วอชิงตันโพสต์ ระบุว่า พยากรณ์ใหม่นี้ไม่เพียงแสดงว่าอุณหภูมิไม่เพียงจะสูงเกินกว่า 3 องศาเซลเซียสเท่านั้น แต่จะยังสูงเกินกว่า 4 องศาเซลเซียสอีกด้วย เท่ากับว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญในปีนี้ ถือว่าเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เท่าที่มีการบันทึกไว้

เอลนีโญ เป็นการไหลย้อนกลับของผิวน้ำทะเลที่อุ่นในช่วงเวลาหนึ่ง จากเส้นศูนย์สูตรทางมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ไปแทนที่กระแสน้ำเย็นที่ไหลอยู่เดิม ตามเส้นศูนย์สูตรทางมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกลงไปถึงชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้ ทำให้ พื้นทวีปบริเวณด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก มีฝนตกหนักกว่าปกติ ในขณะที่พื้นทวีปบริเวณตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกเกิดความแห้งแล้งกว่าปกติ

เอลนีโญ จะเกิดขึ้นในทุกๆ 2-7 ปี เป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรภูมิอากาศของมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เรียกว่า El Nino-Southern Oscillation หรือ ENSO ครั้งหลังสุดที่เกิดปรากฏการณ์นี้ก็คือช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน 2023 กับเมษายน 2024 ซึ่งเป็นช่วงปีที่อากาศโลกร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ และถือเป็นครั้งแรกที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับอุณหภูมิที่บรรดานักวิทยาศาสตร์กำหนดไว้ให้เป็นค่าพื้นฐานก่อนที่อุณหภูมิที่สูงขึ้นเกินกว่านั้นจะก่อให้เกิดหายนะร้ายแรงขึ้นตามมา

Advertisement

ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่านำไปสู่เหตุการณ์ร้ายแรงหลายอย่างตั้งแต่เกิดการอดอยากขาดแคลนขึ้นในภาคพื้นยุโรป เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในเขตร้อน ต่อด้วยปัญหาความแห้งแล้ง น้ำท่วมและไฟป่า ขึ้นในหลายๆ พื้นที่ทั่วโลก ที่สำคัญก็คือ เอลนีโญ ในปีนี้จะยิ่งทำให้ภาวะไร้ความมั่นคงด้านอาหารซึ่งมีสูงอยู่แล้วจากสงครามอิหร่าน ยิ่งร้ายแรงมากยิ่งขึ้น

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (ดับเบิลยูเอ็มโอ) ระบุเพิ่มเติมเมื่อ 2 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า ในแง่ทางวิทยาศาสตร์แล้วเป็นที่ชัดเจนไม่ต่ำกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ว่า เอลนีโญ จะเดินทางมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ทุกประเทศทั่วโลกต้องรับมือกับสถานการณ์นี้ว่าเป็นสถานการณ์ระดับฉุกเฉินแล้ว และจะยิ่งทำให้โลกซึ่งร้อนอยู่แต่เดิมอยู่แล้ว ร้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก

นายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่า การตอบสนองที่มีประสิทธิภาพที่สุดของมนุษย์ต่อวิกฤตนี้ก็คือ การยุติการเสพติดพลังงานจากฟอสซิล เร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ให้ความคุ้มครองกลุ่มที่เปราะบางที่สุด และจัดทำระบบการเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับทุกๆ คนเสียแต่เนิ่นๆ

ที่น่าสนใจก็คือว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ จะส่งผลกระทบสูงสุดต่อบรรดาประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายที่เรียงรายอยู่โดยรอบมหาสมุทรแปซิฟิก และพึ่งพาอาศัยเศรษฐกิจจากการทำการเกษตรและการประมงเป็นหลัก

คำว่า เอล นีโญ เป็นภาษาสเปน แปลว่า “เด็กชาย” ปรากฏขึ้นในวงวิชาการครั้งแรกในปี 1892 ผู้ที่เริ่มใช้ครั้งแรกคือ นายทหารเรือนักการเมืองชาวเปรูที่ชื่อ ร้อยเอก คามิลโล คาร์ริลโญ ตั้งใจจะให้ความหมายของคำนี้ส่งนัยถึง “บุตรแห่งพระคริสต์” (Christ Child) เนื่องจากปรากฏการณ์นี้มักปรากฏให้เห็นได้ชัดเจนในช่วงราวๆ เทศกาลคริสต์มาส นั่นเอง ปรากฏการณ์เอลนีโญ มักเกิดควบคู่ หรือสลับกันไปมาเป็นวัฏจักร กับปรากฏการณ์ภาวะภูมิอากาศเป็นกลาง หรือที่เรียกกันว่า เอล วีเลโฆ (El Viejo) ซึ่หมายถึง “คนแก่” กับ “ลานีญา” หรือ “เด็กหญิง” ที่ทำให้พื้นทวีปบริเวณด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกแห้งแล้งกว่าปกติ ในขณะที่พื้นทวีปบริเวณตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกเกิดฝนตกหนักกว่าปกติ

ปรากฏการณ์เอลนีโญ จะทำให้ชั้นบรรยากาศและภูมิอากาศเหนืออินโดนีเซียและชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตกสูงผิดปกติ กระแสลมมรสุมหรือที่เรียกว่าลมสินค้า อ่อนกำลังลงเกิดการสะสมของเมฆและฝนมากผิดปกตินั่นเอง

นำมาเล่าสู่กันฟังเพื่อให้เตรียมการรับมือกันเสียแต่เนิ่นๆ นะครับ