ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการวันที่ 8-9 มิถุนายน ตามคำเชิญของ คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกในรอบศตวรรษที่กำลังก่อตัวขึ้น
แม้ โดนัลด์ ทรัมป์ กดดันให้เปียงยางต้องไร้อาวุธนิวเคลียร์ แต่การครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือได้กลายเป็นข้อเท็จจริงอันประจักษ์ ก็เพราะปัญหานิวเคลียร์ ความสัมพันธ์จีน-เกาหลีเหนือจึงเกิดความห่างเหินอยู่ระยะหนึ่ง การเยือนเกาหลีเหนือของสี จิ้นผิงครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี สาระสำคัญการประชุมสุดยอด “สี-คิม” คือ มิตรภาพระหว่างสองประเทศยังดำรงอยู่ไม่สั่นคลอน ยืนยันปกป้องอธิปไตยและความมั่นคง พร้อมทั้งธำรงไว้ซึ่งสันติภาพในภูมิภาค และให้ระวังการกลับมาของกำลังทหารญี่ปุ่น
ปัจจุบัน สถานะและบารมีของจีนสูงขึ้น มีผู้นำต่างประเทศมาเยือนจีนอย่างไม่ขาดสาย ที่น่าสนใจคือกลางเดือนพฤษภาคม “ทรัมป์” และ “ปูติน” ต่างมาคารวะสี จิ้นผิง ในทางตรงกันข้าม ความถี่การเยือนต่างประเทศกลับลดลง การเยือนเกาหลีเหนือถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกในปีนี้ เขาได้เขียนบทความตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของพรรคแรงงานเกาหลี โดยระบุเป้าหมายการเยือนว่าเป็นการ “ร่วมรำลึกและสานต่อมิตรภาพดั้งเดิมระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือ และร่วมกันหารือแผนการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ”
สี จิ้นผิง บรรยายในบทความว่า ความสัมพันธ์จีน-เกาหลีเหนือ “กำลังอยู่บนจุดเริ่มต้นแห่งประวัติศาสตร์” ที่ต้องเผชิญกับโอกาสการพัฒนาใหม่และรับมือกับภารกิจใหม่แห่งยุคสมัย และย้ำว่าจีนพร้อมจะทำงานร่วมกับเกาหลีเหนือเพื่อกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ทวิภาคีจากมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ ตลอดจนการผลักดันให้ความสัมพันธ์จีน-เกาหลีเหนือ ก้าวทันสมัยและพัฒนาไปสู่ระดับที่สูง
นโยบายของจีนคือ “สร้างหุ้นส่วน ไม่ตั้งพันธมิตร” ทว่าเกาหลีเหนืออาจเป็นข้อยกเว้น จากการต่อสู้กับญี่ปุ่นในอดีต จนถึงสงครามเกาหลีที่เรียกว่า “สงครามต่อต้านสหรัฐช่วยเหลือเกาหลี” โดยพัฒนาความสัมพันธ์ในลักษณะ “พันธมิตรเลือด” คือสิ่งที่ค้ำจุนความสัมพันธ์จีน-เกาหลีเหนือ มิได้เป็นเพียงประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ แต่ยังหมายความรวมถึง “มรดกทางประวัติศาสตร์” และ “สายใยทางอารมณ์”
ทั้งนี้ เป็นผลพวงที่เกิดจากสนธิสัญญามิตรภาพความร่วมมือและการช่วยเหลือซึ่งกัน เป็นสนธิสัญญาฉบับเดียวตั้งแต่สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน อันว่าด้วยบทบัญญัติ “การป้องกันร่วมกัน” ในความเป็นจริง จีนสนับสนุนเกาหลีเหนือไม่เพียงความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ หากในฐานะเพื่อนบ้าน การรักษาเสถียรภาพในเกาหลีเหนือจึงมีความสำคัญต่อความมั่นคงของจีน เมื่อการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือได้เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว และรัฐบาลเปียงยางได้บัญญัติสถานะของตนเป็นรัฐนิวเคลียร์ไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงไม่เห็นความเป็นไปได้ที่จะหวนกลับสู่สภาพเดิม และการยึดติดกับประเด็นนี้ต่อไปก็คงไม่เกิดประโยชน์อันใด
ถ้อยแถลงที่ว่า “ความสัมพันธ์จีน-เกาหลีเหนือกำลังอยู่บนจุดเริ่มต้นแห่งประวัติศาสตร์” นั้น เป็นความเข้าใจภายใต้กรอบแนวคิดคือการปรับตัวต่อสภาพของภูมิภาค และมุ่งแสวงหาแนวทางพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในอนาคต ซึ่งมีสาระกว่าการยึดติดกับข้อขัดแย้งเกี่ยวกับปัญหานิวเคลียร์
การประชุมสุดยอด “สี-คิม” ต่างย้ำถึงลักษณะพิเศษของความสัมพันธ์ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของมิตรภาพดั้งเดิมและอุดมการณ์ร่วมกัน และประสงค์ให้ความผูกพันได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น คิม จองอึนเน้นย้ำว่า เกาหลีเหนือยังคงจุดยืนไว้ไม่แปรเปลี่ยน เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ของสองประเทศ ให้เป็นภารกิจทางยุทธศาสตร์ของรัฐ ถ้อยแถลงดังกล่าวย่อมเป็นการหักล้างกับแนวคิดที่ว่า “ใกล้ชิดรัสเซียห่างเหินจีน” ขณะเดียวกันก็ได้สะท้อนความจริงประการหนึ่งว่า หากเกาหลีเหนือต้องการพัฒนาเศรษฐกิจ ก็ต้องได้รับความร่วมมือจากจีน ส่วนสี จิ้นผิง ย้ำว่า ไม่ว่าสถานการณ์โลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร จีนก็ยึดมั่นในหลักการที่ให้ความสำคัญต่อมิตรภาพดั้งเดิม และสนับสนุนกิจการสังคมนิยมของเกาหลีเหนือ ตลอดจนการปกป้องผลประโยชน์ร่วมกันของจีนและเกาหลีเหนือ รวมถึงการธำรงสภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์
ถ้อยแถลงมิได้อ้างถึงปัญหา “นิวเคลียร์” แต่สี จิ้นผิงกลับให้ความสนใจต่อกำลังด้านกลาโหมของญี่ปุ่น โดยระบุในบทความให้เพิ่มความระมัดระวังต่อการกลับมาของทหารญี่ปุ่น เพราะรัฐบาลใหม่ได้ชูแนวทางเสริมสร้างกำลังทหาร นัยว่าหากไต้หวันเกิดเหตุฉุกเฉิน จะได้ช่วยเหลือได้ เพราะกระทบความมั่นคงญี่ปุ่น
บัดนี้ การประชุมสุดยอดเปียงยางระหว่างสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ได้ปิดฉากลงด้วยบรรยากาศที่อบอุ่น ถือว่าได้บรรลุพันธกิจของบรรพบุรุษอย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว



