โคลงโลกนิติที่ประทับใจ
เมื่อกล่าวถึงหนังสือที่คนไทยแต่ก่อนใช้เป็นหลักในการอบรมสั่งสอนลูกหลานนั้น นอกจากสุภาษิตพระร่วง อิศรญาณภาษิต หรือโคลงโลกนิติแล้ว ก็คงจะหาตำราใดที่ได้รับความนิยมแพร่หลายเทียบได้ยาก เพราะในสมัยที่บ้านเมืองยังไม่มีโรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยอย่างทุกวันนี้ การศึกษาเล่าเรียนมิได้มุ่งแต่เพียงให้อ่านออกเขียนได้เท่านั้น หากยังมุ่งหมายให้คนรู้จักดำเนินชีวิต รู้จักคบคน รู้จักหน้าที่ และรู้จักคุณค่าของความเป็นมนุษย์อีกด้วย
โคลงโลกนิติซึ่งเป็นมรดกทางปัญญาของไทยนั้น จึงมิใช่เพียงบทกวีไพเราะสำหรับท่องจำ แต่เป็นคู่มือการดำเนินชีวิตที่บรรพชนได้กลั่นกรองจากประสบการณ์ของคนหลายชั่วอายุคน โคลงโลกนิติ เป็นวรรณกรรม ประเภทคำสอน ในลักษณะของโคลงสุภาษิต คำว่า โลกนิติ (อ่านว่า โลก-กะ-นิด) แปลว่า ระเบียบแบบแผนแห่งโลก เนื้อหาในโคลงโลกนิติจึงมุ่งแสดงความจริงของโลกและสัจธรรมของชีวิต เพื่อให้ผู้อ่านได้รู้เท่าทันต่อโลก และเข้าใจในความเป็นไปของชีวิต พร้อมเป็นแม่แบบเพื่อให้ผู้อ่านได้ดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้องดีงามสืบไป
โคลงโลกนิติมีความไพเราะเหมาะสมทั้งด้านรูปแบบและเนื้อหาปรัชญาสาระ ครบคุณค่าทางวรรณกรรม ทำให้เป็นที่แพร่หลายในหมู่คนทั่วไป บางท่านกล่าวยกย่องโคลงโลกนิติว่าเป็น อมตะวรรณกรรมคำสอน หรือ ยอดสุภาษิตอมตะ และได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน
ในบรรดาโคลงโลกนิติทั้งหลาย มีอยู่บทหนึ่งที่ผู้เขียนชอบเป็นพิเศษ เพราะอ่านแล้วเห็นจริงตามนั้นทุกประการ และยิ่งมีอายุมากขึ้นเท่าใดก็ยิ่งเห็นความจริงของโคลงบทนี้มากขึ้นเท่านั้น โคลงนั้นมีว่า
ใครจักผูกโลกแม้ รัดรึง
เหล็กเท่าลำตาลตรึง ไป่หมั้น
มนตร์ยาอย่าหมายพึง ผูกจิต
ผูกเพื่อไมตรีนั้น แน่นเท้าวันตาย
โคลงบทนี้เป็นถ้อยคำธรรมดาๆ มิได้ใช้ศัพท์สูงส่งหรือโวหารพิสดาร แต่กลับกล่าวความจริงอันลึกซึ้งที่สุดประการหนึ่งของชีวิตมนุษย์ โดยผู้แต่งเริ่มต้นด้วยการตั้งปัญหาว่า ถ้าผู้ใดคิดจะผูกโลกทั้งโลกไว้ แม้จะใช้เหล็กใหญ่เท่าลำต้นตาลมารัดตรึงไว้ก็ยังไม่มั่นคง แข็งแรงเพียงใดก็ไม่อาจยึดเหนี่ยวทุกสิ่งทุกอย่างได้
คำว่า “เหล็กเท่าลำตาล” นั้นชวนให้เห็นภาพอย่างยิ่ง เพราะต้นตาลเป็นไม้ที่มีลำต้นใหญ่ตรงและแข็งแรง คนสมัยก่อนย่อมเห็นอยู่ทุกวัน หากเอาเหล็กมาหล่อเป็นเส้นขนาดนั้นได้จริง ก็คงใหญ่โตมหึมาจนไม่มีอะไรเทียบได้ แต่ถึงกระนั้นผู้แต่งก็ยังบอกว่า “ไป่หมั้น” คือไม่มั่นคงอยู่ดี
เมื่ออ่านถึงตรงนี้ บางคนอาจสงสัยว่า ถ้าเหล็กยังผูกไม่ได้แล้วอะไรเล่าจะผูกได้ คำตอบอยู่ใน 2 บาทหลัง คือ “มนตร์ยาอย่าหมายพึง ผูกจิต” กล่าวคือ แม้แต่เวทมนตร์คาถาหรือยาวิเศษที่ผู้คนเชื่อถือกันนักหนา ก็อย่าได้หวังว่าจะผูกใจคนไว้ได้จริง เรื่องนี้น่าสนใจมาก เพราะคนทุกยุคทุกสมัยล้วนมีความปรารถนาจะครอบครองใจผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ นักการเมือง พ่อค้า คนรัก หรือแม้แต่พ่อแม่ที่มีต่อลูก ต่างก็อยากให้คนอื่นคิดและรู้สึกตามที่ตนต้องการทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงพยายามคิดค้นวิธีผูกใจคนมาตลอดประวัติศาสตร์ บ้างใช้อำนาจ บ้างใช้เงิน บ้างใช้ผลประโยชน์ บ้างใช้กำลังทหาร บ้างใช้คำหวาน บ้างถึงกับพึ่งไสยศาสตร์คาถาอาคม แต่ผลสุดท้ายก็เหมือนกันหมด คือไม่มีสิ่งใดผูกใจคนได้อย่างแท้จริง
อาณาจักรโรมันเคยยิ่งใหญ่จนดูราวกับจะปกครองโลกได้ตลอดไป แต่ในที่สุดก็ล่มสลาย จักรวรรดิมองโกลเคยครอบครองแผ่นดินกว้างใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แต่ก็แตกสลายออกเป็นหลายส่วน จักรวรรดิอังกฤษเคยมีอาณานิคมจนกล่าวกันว่าพระอาทิตย์ไม่เคยตกดินในดินแดนของตน แต่บัดนี้เหลือเพียงความทรงจำในหน้าหนังสือประวัติศาสตร์
เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะอำนาจสามารถบังคับกายได้ แต่ไม่อาจบังคับใจ ทหารอาจยึดเมืองได้ แต่ยึดหัวใจประชาชนไม่ได้ กฎหมายอาจบังคับพฤติกรรมได้ แต่ไม่อาจบังคับความรักได้ เงินทองอาจซื้อแรงงานได้ แต่ซื้อความภักดีที่แท้จริงไม่ได้ เมื่อผู้แต่งปฏิเสธทั้งเหล็ก ทั้งมนตร์ ทั้งยาแล้ว จึงเสนอคำตอบสุดท้ายว่า “ผูกเพื่อไมตรีนั้น แน่นเท้าวันตาย” นี่คือหัวใจของโคลงบทนี้ เพราะว่าไมตรีนั้นคือความรักที่เกิดจากความสมัครใจต่างหากที่เป็นเครื่องผูกพันอันมั่นคงที่สุด
คำว่า “ไมตรี” นั้นมีความหมายลึกซึ้งมาก เพราะมิใช่ความรักที่เกิดจากการบังคับ มิใช่ความรักที่เกิดจากผลประโยชน์ และมิใช่ความรักที่เกิดจากความกลัว หากเป็นความรักที่เกิดขึ้นเองจากใจทั้งสองฝ่าย เมื่อคนสองคนรักกันด้วยความสมัครใจ ก็ไม่จำเป็นต้องมีโซ่ตรวนมาล่ามไว้ เมื่อประชาชนศรัทธาผู้นำด้วยความจริงใจ ก็ไม่จำเป็นต้องมีกองทัพคอยเฝ้า เมื่อสามีภรรยาเคารพและรักกันจริง ก็ไม่จำเป็นต้องคอยตรวจสอบกันตลอดเวลา เมื่อเพื่อนมีมิตรภาพต่อกันอย่างแท้จริง ระยะทางและกาลเวลาก็ไม่อาจทำลายความสัมพันธ์นั้นได้
ผู้เขียนเคยพบผู้คนมากมายในชีวิต บางคนร่ำรวยมหาศาล บางคนมีตำแหน่งใหญ่โต บางคนมีอำนาจวาสนา แต่เมื่อหมดอำนาจ หมดเงิน หรือเกษียณจากตำแหน่งแล้ว ผู้คนรอบข้างก็ค่อยๆ หายไป ในทางตรงกันข้าม ผู้เขียนเคยเห็นคนธรรมดาหลายคนซึ่งไม่มีทั้งเงินทองและอำนาจ แต่กลับมีมิตรสหายแวดล้อมอยู่เสมอ เพราะคนเหล่านั้นสร้างความรักและความจริงใจไว้กับผู้คน สิ่งที่ผูกคนไว้กับเขาจึงมิใช่อำนาจ หากเป็นความผูกพันทางใจ
แม้ในประวัติศาสตร์ไทยเอง เราก็เห็นตัวอย่างมากมาย พระมหากษัตริย์หลายพระองค์ทรงได้รับความจงรักภักดีจากประชาชนมิใช่เพราะทรงมีกำลังทหารมากกว่าผู้ใด แต่เพราะประชาชนรักและเคารพจากพระราชกรณียกิจที่ทรงกระทำเพื่อบ้านเมือง ความจงรักภักดีเช่นนี้เกิดจากความสมัครใจ มิใช่การบังคับดังนั้นจึงมั่นคงยืนยาวกว่ากฎหมายหรืออาวุธใดๆ
ในชีวิตครอบครัวก็เช่นเดียวกัน พ่อแม่บางคนคิดว่าการเข้มงวดมากๆ จะทำให้ลูกอยู่ในโอวาท แต่เมื่อลูกเติบโตขึ้นก็กลับห่างเหิน เพราะสิ่งที่ผูกเขาไว้มีเพียงความกลัว ในขณะที่บางครอบครัวแม้ลูกจะเติบโต แยกย้ายไปอยู่ต่างประเทศ มีชีวิตของตนเอง แต่ก็ยังกลับมาเยี่ยมเยียนพ่อแม่เสมอ เพราะมีสายใยแห่งความรักผูกพันอยู่ โคลงโลกนิติบทนี้จึงมิใช่เพียงคำสอนเรื่องมิตรภาพหรือความรักเท่านั้น หากยังเป็นบทเรียนทางการเมือง การปกครอง และการดำเนินชีวิตทั้งหมดด้วย ผู้ที่ต้องการให้คนอื่นรักตน จึงไม่ควรคิดถึงวิธีผูกมัดคนอื่น แต่ควรคิดถึงวิธีทำให้ตนเป็นที่รัก ผู้ที่ต้องการให้ผู้อื่นภักดี จึงไม่ควรคิดถึงการบังคับ แต่ควรคิดถึงการสร้างความไว้วางใจ ผู้ที่ต้องการรักษามิตรภาพ จึงไม่ควรพึ่งผลประโยชน์ แต่ควรพึ่งความจริงใจ โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย มนุษย์สามารถส่งสัญญาณไปถึงดวงจันทร์ สร้างปัญญาประดิษฐ์ และติดต่อกันข้ามทวีปได้ในพริบตา แต่ถึงอย่างนั้นกฎเกณฑ์พื้นฐานของหัวใจมนุษย์ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีเครื่องจักรใดสร้างความรักได้ ไม่มีอำนาจใดซื้อความจริงใจได้ ไม่มีเวทมนตร์ใดผูกใจคนได้ มีแต่ไมตรีที่เป็นทั้งความรัก ความเมตตา ความซื่อสัตย์ และความจริงใจเท่านั้น ที่จะทำให้มนุษย์ผูกพันกันได้อย่างแท้จริง
นี่เองคือเหตุผลที่ทำให้ผู้เขียนประทับใจโคลงโลกนิติบทนี้เป็นพิเศษ เพราะแม้จะผ่านกาลเวลามาหลายร้อยปี แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่ในถ้อยคำสั้นๆ เหล่านี้กลับไม่เคยเก่าเลย คือ เหล็กย่อมเป็นสนิมได้ เชือกย่อมขาดได้ อำนาจย่อมเสื่อมได้ ทรัพย์สินย่อมสูญได้ แต่ไมตรีคือความรักและความผูกพันที่เกิดจากความสมัครใจนั้น หากได้รับการทะนุถนอมดูแลแล้ว อาจดำรงอยู่ได้ยาวนานกว่าสิ่งทั้งปวง และนี่เองคือภูมิปัญญาของบรรพชนไทย ซึ่งฝากไว้ในโคลงสี่สุภาพเพียงไม่กี่บาท แต่กลับอธิบายธรรมชาติของมนุษย์ได้ลึกซึ้งกว่าตำราหนาๆ หลายเล่มเสียอีก
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

