หน้าแรก บทความ OECD ช่วยด้วย...

OECD ช่วยด้วย

18.06.26 | 12:30 น.

OECD ช่วยด้วย

เผลอประเดี๋ยวเดียว วันนี้รัฐบาลอนุทิน 2 อายุ 4 เดือนแล้ว โดย 2 เดือนหลังดูจะมีอาการน่าเป็นห่วงเพราะปัญหาต่างๆ มะรุมมะตุ้มสารพัดรวมทั้งปัญหากัมพูชาจีนเทา เขากระโดง น้ำมันและการกักตุนที่ประชาชนเข้าใจว่ามีอะไรในกอไผ่ การลงทะเบียนบัตรคนจนที่วุ่นวาย แต่ที่ค่อนข้างหนักเห็นจะเป็นเรื่อง AI Passport กับลูกเทพที่สังคมแคลงใจ ฯลฯ

แต่ที่ผู้เขียนไม่ลืมคือนโยบายดีๆ ที่ค่อนข้างเงียบๆ แต่อยู่ในคำแถลงนโยบายรัฐบาล คือการผลักดันให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD: Organisation for Economic Co-operation and Development เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศโดยจะเร่งผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 แต่ประชาชนส่วนใหญ่อาจยังไม่ค่อยรู้จัก OECD มากนัก

ผู้เขียนจึงขออนุญาตแชร์ข้อมูลย่อๆ เผื่อจะเป็นประโยชน์และเห็นความสำคัญของนโยบายการเข้าร่วม OECD มากขึ้น เพราะการจะเข้าเป็นสมาชิก OECD ประเทศไทยหรือรัฐบาลยังต้องทำอะไรอีกหลายอย่างซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ รวมทั้งประเทศหรือคนไทยจะได้หรือเสียอย่างไร เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยเคยให้สัมภาษณ์ Thai PBS ไปเมื่อ 2 ปี ที่แล้วสั้นๆ และเข้าใจง่าย สำหรับข้อมูลที่ละเอียดและเป็นปัจจุบันขึ้นอาจดูได้จากเว็บไซต์ของสภาพัฒน์ หรือในฐานเศรษฐกิจ
(9 มิถุนายน) และในมติชน (15 มิถุนายน 2569)

ในบทความนี้ผู้เขียนจะแค่ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า OECD คืออะไร เท่านั้น

Advertisement

OECD ย่อมาจาก Organisation for Economic Co-operation and Development หรือองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา เป็นองค์การระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีที่ร่วมมือกันกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและสังคมที่ส่งเสริมความสุขของสังคมแบบประเทศที่เจริญแล้ว ปัจจุบัน OECD มีสมาชิก 38 ประเทศ อยู่ในยุโรป 27 ประเทศ อยู่ในทวีปอเมริกา 6 ประเทศ และอยู่ในเอเชีย-แปซิฟิก 5 ประเทศ สมาชิก OECD ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วยกเว้น 5 ประเทศที่กำลังพัฒนา (เม็กซิโก ชิลี โคลอมเบีย คอสตาริกา และตุรกี) นอกจากนี้ OECD ยังมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรหลัก เช่น บราซิล จีน อินเดีย อินโดนีเซีย และแอฟริกาใต้

ลักษณะทางโครงสร้างที่สำคัญของ OECD 3 ประการ คือหนึ่งมีระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่ทันสมัยมาก เป็นตลาดเสรีภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง สองมีรัฐสวัสดิการที่ครอบคลุมอย่างสมบูรณ์มีการกระจายรายได้และการประกันสังคมที่ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และสามมีค่าดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index) สูงจากการที่ประชาชนมีอายุขัยเฉลี่ยที่สูงระดับการศึกษาสูง และรายได้เฉลี่ยสูง

โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศสมาชิก OECD มีความแตกต่างกัน แบ่งเป็น (1) แบบนอร์ดิก (Nordic Model) หรือระบบเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มประเทศนอร์ดิก (สวีเดน นอร์เวย์ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และไอซ์แลนด์) ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างระบบทุนนิยมเสรีและรัฐสวัสดิการขั้นสูง โดยรัฐบาลเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าเพื่อนำมาจัดสรรเป็นสวัสดิการถ้วนหน้าให้กับประชาชน มีสหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง (2) แบบยุโรปภาคพื้นทวีปและยุโรปตอนใต้ (ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน ฯลฯ) ที่เน้นรัฐสวัสดิการ ตลาดแรงงาน และสถาบันครอบครัว (3) แบบแองโกล-แซกซอน (สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และแคนาดา) ที่ให้ความสำคัญต่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดและสวัสดิการสังคมแบบพุ่งเป้า ในกลุ่มนี้จึงมีความเหลื่อมล้ำด้านรายได้สูงกว่ากลุ่มอื่น และ (4) แบบเศรษฐกิจกำลังพัฒนา/ลาตินอเมริกา (เม็กซิโก ชิลี โคลอมเบีย และคอสตาริกา)

ภารกิจหลักของ OECD กล่าวโดยย่อคือการให้คำปรึกษานโยบายที่ทันสมัย ที่สร้างสรรค์ และมีประสิทธิภาพ เป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลเศรษฐกิจโลก เป็นคลังข้อมูลสถิติรวมทั้งเป็นฐานข้อมูลเศรษฐกิจโลก เป็นแหล่งข้อมูลเชิงลึกรายประเทศโดยผู้เชี่ยวชาญ การกำหนดมาตรฐานของโลกหลากหลายสาขาที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ และการให้คำปรึกษาแก่ประเทศสมาชิกและให้บริการศึกษาวิจัยแก่องค์การระหว่างประเทศซึ่งประเทศสมาชิกสามารถเลือกนำไปปฏิบัติ ที่สำคัญ OECD จะช่วยสมาชิกกำหนดหรือปฏิรูปนโยบายเพื่อสนับสนุนความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและการปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลง

ประโยชน์ของการเป็นสมาชิก OECD

ในระดับประเทศ อาจกล่าวย่อๆ ได้คือการช่วยยกระดับความเชื่อถือประเทศหรือรัฐบาล เนื่องจากสมาชิกผ่านการตรวจสอบและประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญในกลุ่ม OECD การปฏิรูปโครงสร้างสมาชิกในหลายมิติและมีมาตรฐานเทียบเท่าสากล การเข้าถึงเครือข่ายข้อมูลและความเชี่ยวชาญทางนโยบาย การได้รับคำปรึกษาและความช่วยเหลือทางวิชาการจาก OECD และการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและส่งเสริมบทบาทไทยในเวทีโลก การเป็นสมาชิก OECD จะช่วยดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงจากต่างประเทศ และการร่วมกำหนดนโยบายระดับโลกในประเทศพัฒนาแล้วเกือบ 40 ประเทศ

สำหรับภาคเอกชน การเป็นสมาชิก OECD จะมีประโยชน์มหาศาลโดยบริษัทไทยจะยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ นักลงทุนไทยสามารถลงทุนโดยตรงในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศสมาชิก OECD ได้สะดวกมากขึ้น แต่ข้อควรระวังคือการเคลื่อนย้ายเงินทุนระยะสั้นเช่น ตลาดการเงินและสินเชื่ออาจทำให้เกิดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจากการไหลเข้า-ออกของเงินทุนอย่างรวดเร็ว และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอาจเพิ่มการแข่งขันต่อผู้ประกอบการไทยในบางสาขา เช่น ธุรกิจการเงินและการให้กู้ยืมในเครือธุรกิจสำนักงานตัวแทน ธุรกิจก่อสร้างและวิศวกรรม และธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง

สำหรับภาคประชาชน OECD ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลการประเมินประเทศได้มากขึ้น เพิ่มความโปร่งใสและอำนาจในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ และคุณภาพชีวิตดีขึ้นจากมาตรฐานสากลทั้งด้านการศึกษา ความเป็นอยู่ และรายได้จากเศรษฐกิจและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ข้อควรระวังคือเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดแรงงานและการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในองค์กรที่ต้องปรับตามมาตรฐาน OECD

การเข้าเป็นสมาชิก (ภาคยานุวัตร) ของ OECD มี 6 ขั้นตอน คือ 1) การยื่นขอเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ 2) การพิจารณาของคณะมนตรี OECD และการกำหนดขั้นตอน เงื่อนไข และการปฏิรูปที่ต้องทำ 3) การประเมินตัวเองขั้นต้นโดยส่งบันทึกความเข้าใจเบื้องต้นชี้แจงกฎหมายและนโยบายของประเทศว่าสอดคล้องกับมาตรฐาน OECD อย่างไร 4) การพิจารณาทางวิชาการโดยกรรมการผู้เชี่ยวชาญของ OECD 25 คณะเพื่อให้คำแนะนำว่าประเทศผู้สมัครต้องปรับปรุงให้เข้ากับมาตรฐาน OECD อย่างไร 5) การเชิญขั้นสุดท้าย เมื่อประเทศผู้สมัครปฏิรูปช่องว่างนโยบายและคณะมนตรี OECD ยอมรับและลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิก และ 6) การทำข้อตกลง โดยประเทศผู้สมัครลงนามในข้อตกลงโดยการยื่น “ภาคยานุวัติสาร” หรือ “เอกสารแสดงความยินยอมเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญา”

อนึ่ง การเป็นสมาชิก OECD ต้องจ่ายค่าบำรุงในอัตราก้าวหน้าคือประเทศรวยจ่ายมากกว่าประเทศจน โดยกรณีสมาชิกแยกเก็บเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก (Part I Budget) สำหรับการดำเนินงานหลักของ OECD และส่วนที่ 2 (Part II Budget) สำหรับโครงการทางเลือกที่สมาชิกประสงค์จะเข้าร่วมซึ่งเก็บค่าบำรุงแบบสมัครใจ สำหรับอัตราเฉลี่ยที่เป็นแนวทางคร่าวๆ คือ ประมาณปีละ 8,937 ล้านบาทสำหรับค่าบำรุง Part I และประมาณปีละ 4,796 ล้านบาทสำหรับค่าบำรุง Part II (เป็นข้อมูลอย่างลวกๆ และใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโร = 38.03 บาท)

กระบวนการขอเป็นสมาชิก OECD เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเป็นเทคนิคมากต้องใช้เวลาประมาณ 5-10 ปี ในกรณีของไทยได้ยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงตั้งแต่ 12 เมษายน 2567 และได้รับเชิญเข้าร่วมหารือในวาระพิเศษซึ่งไทยได้นำเสนอจุดแข็งของประเทศและผลประโยชน์ที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับร่วมกันจากการเข้าเป็นสมาชิกของไทยแล้ว เมื่อ 17 มิถุนายน 2567 คณะมนตรี OECD มีมติเอกฉันท์เห็นชอบเปิดการหารือกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกกับไทย และในเดือนธันวาคม 2568 ไทยได้มอบบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นหรือการประเมินตนเอง (Self-Assessment) ต่อ OECD เพื่อเริ่มการประเมินทางเทคนิคอย่างเป็นทางการ

ในเวลาเดียวกัน OECD ก็เสนอรายงานการสำรวจเศรษฐกิจไทยที่ให้ข้อสังเกตว่าแม้ไทยจะก้าวขึ้นสู่สถานะประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงตั้งแต่ปี 2554 และมีรายได้ต่อหัวเพิ่มจาก 30% ของค่าเฉลี่ย OECD ในปี 2543 มาสู่กว่า 40% ในปี 2562 แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมากลับเกิดการสะดุดในความพยายามที่จะก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 และการเป็นสมาชิก OECD อย่างเต็มภาคภูมิไทยต้องปฏิรูปเชิงนโยบายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ต่อมารัฐบาลอนุทิน 2 ได้แถลงนโยบายเมื่อ 9 เมษายน 2569 ย้ำจุดยืนว่าจะผลักดันให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 และได้แถลงอีกเมื่อ 4 มิถุนายน 2569 ยืนยันว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD คือหนึ่งในภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาล เพื่อไม่ให้ไทยตกขบวนการพัฒนาเศรษฐกิจโลก

ล่าสุดเมื่อต้นเดือนมิถุนายน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้นำคณะผู้แทนจากหลายภาคส่วนของไทยเดินทางไปร่วมประชุมคณะมนตรีระดับรัฐมนตรีของ OECD ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

หวังว่ารัฐบาลอนุทิน 2 จะอยู่ทันฟังผลการสมัคร OECD

ส่วนประเทศไทยและคนไทย….OECD ช่วยด้วย Please

สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์