หน้าแรก บทความ เปลี่ยนผ่านกร...

เปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์และโครงสร้างจัดการสิ่งแวดล้อมกรุงเทพฯ

20.06.26 | 09:07 น.

เปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์และโครงสร้างจัดการสิ่งแวดล้อมกรุงเทพฯ

นับแต่อดีตเมื่อเกิดการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯกทม.) ประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมมักจะมีไม่กี่เรื่อง คือ น้ำท่วม ขยะ ฝุ่น แต่ด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีประเด็นใหม่ๆ และผลกระทบใหม่ๆ จนกลายเป็นความเดือดร้อนอันดับต้นๆ ของชาว กทม.และเชื่อมโยงกับปัญหาปากท้อง สุขภาพ คุณภาพชีวิตอย่างรุนแรงและซับซ้อนขึ้น ทำให้ข้อเสนอนโยบายสิ่งแวดล้อมมีฐานะเป็นประเด็นทางการเมืองที่ผู้สมัครทุกคนต้องให้ความใส่ใจ

ปัญหาความร้อนเมือง อันมีสาเหตุจากโครงสร้างของเมืองที่กลายเป็นคอนกรีตเป็นส่วนใหญ่ที่สั่งสมความร้อน พื้นที่ของดิน น้ำ ธรรมชาติที่คายความร้อนและดูดซับคาร์บอนน้อยลงไปมาก ประกอบกับมีเครื่องจักรผลิตความร้อนทั้งเครื่องปรับอากาศ รถยนต์ และโครงสร้างของเมืองไม่สามารถระบายอากาศได้ จึงเกิดสภาพเป็นโดมความร้อนที่ทำให้ปัญหารุนแรง

ธนาคารโลกประเมินว่า หาก กทม.มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นอีก 1 ํC อาจทำให้เกิดการเสียชีวิตจากความร้อนมากกว่า 2,300 รายต่อปี และผลิตภาพแรงงานลดลง 3.4% ต่อคนงานหนึ่งคน และสิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ ผู้คนในกรุงเทพฯอยู่ในโครงสร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคมอย่างรุนแรง มีคนจน คนเปราะบาง เช่น คนไร้บ้าน แรงงานนอกระบบ ที่ไม่สามารถพักงาน หลบร้อนไปพักห้องแอร์ไม่ได้

แนวนโยบายที่ควรจะเป็นคือ สร้างเมืองร่มเงาเพื่อทุกคน โดยลงทุนเพิ่มเรือนยอดไม้และพื้นที่สีเขียวในชุมชนที่ร้อนและเปราะบางที่สุดก่อน เช่น ชุมชนรายได้น้อย โรงเรียน ตลาด ทางเท้า และย่านที่ขาดพื้นที่สีเขียว ควบคู่กับการลดพื้นผิวสะสมความร้อน ฟื้นฟูคลองและพื้นที่ชุ่มน้ำ และกำหนดให้โครงการขนาดใหญ่ร่วมรับผิดชอบการเพิ่มพื้นที่ร่มเงา เป้าหมายไม่ใช่เพียงลดอุณหภูมิเมือง แต่ทำให้ทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงความเย็นจากธรรมชาติได้อย่างเท่าเทียม

Advertisement

การเพิ่มพื้นที่สีเขียว แม้ กทม.จะมีพื้นที่สีเขียวเฉลี่ย 7.8 ตร.ม.ต่อคน ใกล้เคียงเกณฑ์ WHO ที่ 9 ตารางเมตรต่อคน แต่ปัญหาสำคัญคือความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงพื้นที่สีเขียว โดยมีถึง 36 เขตที่มีพื้นที่สีเขียวน้อยกว่า 3 ตารางเมตรต่อคน ขณะที่พื้นที่สีเขียวสาธารณะที่ประชาชนเข้าถึงได้จริงเหลือเพียง 1.47 ตารางเมตรต่อคน นอกจากนี้ กรุงเทพฯยังมีเรือนยอดไม้ปกคลุมเพียง 19% ต่ำกว่าระดับที่นักวิชาการเสนอว่าควรมีอย่างน้อย 30% เพื่อช่วยลดความร้อน กรองมลพิษ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนเมือง

แนวทางที่ควรจะเป็นคือ สร้างความเป็นธรรมทางธรรมชาติ โดยเร่งลงทุนในเขตที่ขาดแคลนพื้นที่สีเขียวและร่มเงามากที่สุด เพิ่มเรือนยอดไม้จาก 19% เป็นอย่างน้อย 30% และทำให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงพื้นที่สีเขียวคุณภาพได้ภายในระยะเดิน เพื่อให้ธรรมชาติเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสุขภาพ คุณภาพชีวิต และการรับมือโลกร้อนของคนกรุงเทพฯทุกคน รวมไปถึงสรรพชีวิตในเมืองด้วย

ความหลากหลายทางชีวภาพในเมือง ซึ่งมากกว่าการเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้เมืองอยู่รอดและน่าอยู่ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายของต้นไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ คลอง ผีเสื้อ ผึ้ง นก และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ มีบทบาทสำคัญในการลดความร้อนเมือง ดูดซับน้ำฝน ลดความเสี่ยงน้ำท่วม ช่วยดักจับมลพิษ สนับสนุนแมลงผสมเกสร และส่งเสริมสุขภาพกายใจของประชาชน

แนวนโยบายที่ควรจะเป็นคือ สร้างระบบนิเวศเมืองที่เชื่อมโยงกันทั้งเมือง เชื่อมสวน ป่า และพื้นที่ชุ่มน้ำเข้าด้วยกัน สร้างสวนสาธารณะที่มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ไม้ควบคู่กับการเพิ่มเรือนยอดไม้ ให้ธรรมชาติสามารถดำรงอยู่ร่วมกับผู้คนได้ และใช้พลังของระบบนิเวศเป็นเครื่องมือสำคัญในการรับมือความร้อน มลพิษ น้ำท่วม และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองในระยะยาว และทำให้เป็นเมืองที่สรรพชีวิตอยู่ร่วมกับเมืองอย่างมีคุณค่ามากขึ้น

ปัญหาน้ำท่วมและภัยพิบัติ เพราะปัจจัยเสี่ยงจากน้ำทะเลสูงขึ้น 3-5 มิลลิเมตรต่อปี จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประกอบกับ กทม.ตั้งอยู่บนพื้นที่ลุ่มต่ำเฉลี่ยเพียง 0.5-1.5 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล หลายพื้นที่ยังคงทรุดตัวราว 1-2 เซนติเมตรต่อปี บวกกับพื้นที่รับน้ำธรรมชาติลดลง ส่งผลให้ความเสี่ยงจากน้ำท่วม น้ำทะเลหนุน และน้ำเค็มรุกล้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าพื้นที่น้ำท่วมจะเพิ่มขึ้นภายในช่วงปี 2030-2050 ดังนั้น มาตรการแก้ปัญหาน้ำท่วมเฉพาะหน้า แม้จะใช้เทคโนโลยีสูงเข้ามาแก้ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากภาวะเสี่ยงได้

การรับมือจึงควรมุ่งสู่การอยู่ร่วมกับน้ำ มากกว่าการพยายามป้องกันน้ำเพียงอย่างเดียว โดยฟื้นฟูคลองและพื้นที่ชุ่มน้ำ เพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่รับน้ำของเมือง อนุรักษ์ป่าชายเลนชายฝั่ง และปรับผังเมืองให้สอดคล้องกับความเสี่ยงในอนาคต แนวทางดังกล่าวได้รับการนำไปใช้ในหลายเมืองทั่วโลกภายใต้แนวคิดเมืองฟองน้ำ ที่ช่วยให้เมืองกักเก็บ ชะลอน้ำ และลดความรุนแรงของน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน

ปัญหาขยะท่วมกรุง กทม.สร้างขยะประมาณ 9,000-10,000 ตันต่อวัน หรือมากกว่า 3 ล้านตันต่อปี โดยเกือบครึ่งเป็นขยะอินทรีย์ ขณะที่ระบบคัดแยกและรีไซเคิลยังรองรับได้เพียงบางส่วน ปัจจุบัน กทม.มีศักยภาพคัดแยกขยะประมาณ 1,100 ตันต่อวัน และยังต้องขนไปกำจัดหรือฝังกลบนอกเมือง หากไม่จัดการลดขยะและคัดแยกตั้งแต่ต้นทาง ขยะจะล้นเมือง เกิดก๊าซมีเทนที่เร่งภาวะโลกร้อน ระบบระบายน้ำอุดตัน

แนวทางควรเปลี่ยนจากการกำจัดขยะไปสู่การลดการเกิดขยะ โดยเร่งแยกขยะอาหารตั้งแต่ต้นทาง ใช้หลักผู้ก่อขยะมากจ่ายมาก ส่งเสริมการใช้ซ้ำและรีไซเคิลในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน และผลักดันให้ผู้ผลิตรับผิดชอบต่อบรรจุภัณฑ์ของตนเอง เพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากหลุมฝังกลบ และเปลี่ยนขยะจากภาระของเมืองให้กลายเป็นทรัพยากรที่กลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง

ปัญหาฝุ่น กทม.เผชิญปัญหาฝุ่น PM2.5 ในระดับน่ากังวล โดยค่าเฉลี่ยรายปีอยู่ราว 20-30 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สูงกว่าค่าแนะนำของ WHO ถึง 4-6 เท่า สาเหตุหลักมาจากโรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน และโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่รายรอบเมือง การคมนาคมและรถยนต์ในเมือง ร่วมกับการเผาในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และสภาพอากาศที่นิ่งในช่วงปลายปีถึงต้นปี ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และคุณภาพชีวิตของคนเมืองโดยรวม

แนวทางคือ กำหนดเพดานการปล่อยมลพิษสำหรับโรงงาน โรงกลั่นน้ำมัน โรงไฟฟ้า และยานพาหนะอย่างเข้มงวด เปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษแบบเรียลไทม์ให้ประชาชนตรวจสอบได้ จัดเก็บค่าธรรมเนียมหรือภาษีจากแหล่งกำเนิดมลพิษรายใหญ่เพื่อนำมาอุดหนุนระบบขนส่งสาธารณะ รถเมล์ไฟฟ้า และกองทุนอากาศสะอาดสำหรับประชาชนกลุ่มเปราะบาง ควบคุมจัดการกลุ่มธุรกิจการเกษตรที่เป็นต้นทางการเผาในแปลงเกษตรรับผิดชอบต่อปัญหา ในอีกด้านหนึ่งส่งเสริมนวัตกรรม งบ แรงจูงใจแก่เกษตรกรรายย่อย

ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก กทม.ใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 40-45% ของทั้งประเทศ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 42 ล้านตันคาร์บอนต่อปี หรือราว 10-15% ของทั้งประเทศ สาเหตุหลักมาจากการใช้ไฟฟ้าในอาคารพาณิชย์และที่อยู่อาศัย การคมนาคมขนส่ง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเมือง

เป้าหมายของ กทม.จึงไม่ควรเป็นเพียง “เมืองคาร์บอนต่ำ” แต่ควรเป็นเมืองพลังงานสะอาดและเป็นธรรม โดยลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคาร ระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้า อาคารประหยัดพลังงาน และเปิดโอกาสให้ประชาชน ชุมชน และธุรกิจขนาดเล็กสามารถผลิตและใช้พลังงานสะอาดได้เอง เพื่อลดทั้งมลพิษทางอากาศ ก๊าซเรือนกระจก และค่าครองชีพของคนเมืองในระยะยาว

กล่าวโดยสรุปแล้ว เป้าหมายของ กทม.ควรเปลี่ยนจากไปสู่ “เมืองสุขภาวะนิเวศที่มีธรรมชาติเป็นศูนย์กลาง” โดยมองแม่น้ำ คลอง พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าชายเลน ต้นไม้ใหญ่ สัตว์ป่าในเมือง และพื้นที่สีเขียว เพื่อให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คน นโยบายทุกด้านตั้งแต่ผังเมือง พลังงาน การคมนาคม ขยะ น้ำ และเศรษฐกิจ ควรตั้งอยู่บนหลักการฟื้นฟูระบบนิเวศ เพิ่มพื้นที่ธรรมชาติ เชื่อมโยงถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิต และลดแรงกดดันต่อทรัพยากร เพื่อให้กรุงเทพฯ ไม่เพียงเป็นเมืองที่มนุษย์อยู่ได้ แต่เป็นเมืองที่มนุษย์และสรรพชีวิตสามารถเติบโตและเกื้อกูลกันได้ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต

กฤษฎา บุญชัย
Thai Climate Justice for All, สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา